• banner

แสบท้อง คลื่นไส้ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย รู้สาเหตุ อาการ และวิธีแก้เบื้องต้น

หลายคนอาจเคยมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แล้วมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา อาจเพราะกินเผ็ด พักผ่อนน้อย หรือเครียดจากงาน แต่รู้ไหมครับ…อาการแบบนี้อาจเป็นสัญญาณของ “โรคกรดไหลย้อน” โดยที่คุณไม่รู้ตัวเลยก็ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกรดไหลย้อน เกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ ในวันนี้โรงพยาบาลวิชัยยุทธจะชวนทุกคนมาดูกันว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลให้เกิดกรดไหลย้อนได้

สารบัญ


ทำความรู้จัก “กรดไหลย้อน” แบบเข้าใจง่าย

อาการไม่สบายในช่องท้อง เช่น ปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้อง เรอ บ่อย หรือ ผายลมบ่อย เป็นอาการที่พบบ่อย ซึ่งสาเหตุหลักที่มักตรวจพบโดยแพทย์ทางเดินอาหาร ได้แก่

โรคกรดไหลย้อน (GERD)

เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการเด่นคือ เรอเปรี้ยว แสบร้อนกลางอก (Heartburn) อาการนี้มักเป็นมากขึ้นหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก หรือเมื่อนอนราบลงทันทีหลังกินข้าว

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis)

คือภาวะที่มีการอักเสบของเยื่อบุในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการ ปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้อง บริเวณลิ้นปี่ อาจมีคลื่นไส้ร่วมด้วย สาเหตุหลักมักมาจากการติด เชื้อ H. pylori หรือการใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น ยา NSAIDs (ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์)

อาหารไม่ย่อย (Delayed gastric emptying)

เป็นอาการที่ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายในช่องท้องส่วนบน หรือมีอาการอิ่มเร็ว ท้องอืด แน่นท้อง หลังรับประทานอาหาร โดยอาจตรวจไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจนจากการ ส่องกล้องกระเพาะอาหาร สาเหตุส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการที่ลำไส้มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูง

สาเหตุอื่นๆ ที่อาจพบได้

เช่น ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด การติดเชื้ออื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง และบางครั้งอาการท้องอืดอาจเป็นอาการนำของโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) ได้

เช็กลิสต์อาการแบบไหนที่ควรสงสัย? (แสบท้อง คลื่นไส้ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย)

อาการที่ควรสงสัยว่าเป็น กรดไหลย้อน (GERD) มีดังนี้
  • เรอ บ่อย โดยเฉพาะหลังอาหารหรือเวลานอน
  • แสบร้อนกลางอก หรือแสบหน้าอกหลังกินอาหาร
  • กลืนลำบาก หรือรู้สึกติดคอ
  • เสียงแหบในตอนเช้า หรือมีเสมหะในลำคอบ่อย ๆ
  • ขมในคอ โดยเฉพาะเมื่อตื่นนอน
  • ไอแห้งเรื้อรัง ไม่หายขาด
  • แน่นท้อง หรือ ท้องอืด ง่าย
  • จุกคอ แน่นหน้าอก
  • เรอ เปรี้ยว
อาการเหล่านี้ ถ้าเกิดบ่อย ๆ หรือเป็นมานาน ร่วมกับภาวะอาหารไม่ย่อย (Dyspepsia) ควรพบแพทย์ทางเพื่อตรวจประเมิน

สาเหตุยอดฮิตของอาการแสบท้อง คลื่นไส้ ท้องอืด

อาการปวดท้องไม่สบาย มักมีสาเหตุหลักดังนี้

อาการแสบท้อง เกิดจาก

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis)

มักมีอาการ ปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้อง บริเวณลิ้นปี่ อาจเกิดจากการติด เชื้อ H. pylori การใช้ ยา NSAIDs บางชนิด หรือการดื่มแอลกอฮอล์

โรคกรดไหลย้อน (GERD)

เกิดจากกรดในกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้มีอาการแสบร้อนกลางอก และเรอเปรี้ยว

อาหารไม่ย่อย (Dyspepsia)

มักมีอาการท้องอืดหรือรู้สึกอิ่มเร็ว ปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้อง มักเกิดจากความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้ หรือการมีแก๊สมาก ทำให้มีอาการ ผายลมบ่อย และเรอ

สาเหตุอื่นๆ ที่อาจพบได้

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะ ยา NSAIDs ที่ระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร หรือการติดเชื้ออื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดการอักเสบในทางเดินอาหารได้




"แสบท้อง คลื่นไส้ แก้ยังไง?" วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นที่บ้าน

วิธีแก้ เบื้องต้นที่สำคัญที่สุดคือการปรับพฤติกรรม
    1. เช็กเบื้องต้นด้วยตนเอง: จดบันทึก อาการ พร้อมพฤติกรรมที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น การกินอาหารดึก นอนทันทีหลังกินข้าว ดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ความเครียด หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ การรู้พฤติกรรมของตัวเองจะช่วยให้แพทย์ทางเดินอาหารวินิจฉัยได้ตรงจุดยิ่งขึ้น
    2. การควบคุมอาหารและการใช้ยา:
    • อาหารที่ควรเลี่ยง: อาหารรสจัด ของทอด รวมถึงอาหารไขมันสูง ช็อกโกแลต ชา กาแฟ โซดา น้ำอัดลม แอลกอฮอล์ เพราะกระตุ้นให้หูรูดหลอดอาหารคลายตัว และเพิ่มความรุนแรงของกรดไหลย้อน
    • ยาเบื้องต้น: อาจใช้ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ ชนิดที่หาซื้อได้ทั่วไปเพื่อบรรเทาอาการแสบร้อนกลางอกและปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้อง ชั่วคราว

    สัญญาณอันตราย อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล?

    สัญญาณอันตรายที่ควรมาพบแพทย์ หากอาการดังกล่าวข้างต้นเกิดบ่อยหรือรบกวนชีวิตประจำวัน หรือเมื่อพบสัญญาณอันตราย เช่น น้ำหนักลด กลืนอาหารลำบาก อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระสีดำ หรือเจ็บหน้าอก ควรรีบมาพบแพทย์ทางเพื่อทำการส่องกล้องกระเพาะอาหาร และตรวจเพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ เช่น แผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือการติด เชื้อ H. pylori การวินิจฉัยตั้งแต่ต้นจะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังในอนาคต

    แพทย์วินิจฉัยหาสาเหตุได้อย่างไร? (รวมถึงการส่องกล้อง)

    เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ทางเดินอาหาร ด้วยอาการต่างๆ เช่น ปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้อง แสบร้อนกลางอก หรือภาวะอาหารไม่ย่อย (Dyspepsia) แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัย เพื่อแยกสาเหตุระหว่างโรคกระเพาะ (Gastritis) กรดไหลย้อน (GERD) และปัญหาอื่น ๆ ดังนี้
    • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด แพทย์จะซักถามลักษณะ อาการ ที่ละเอียด เช่น ตำแหน่ง ความรุนแรง ปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด อาหารที่ควรเลี่ยง (รสจัด ของทอด) และความสัมพันธ์กับการกินอาหาร เพื่อประเมินเบื้องต้นว่าเป็นกรดไหลย้อน (GERD) โรคกระเพาะ หรืออาหารไม่ย่อย
    • การตรวจหา เชื้อ H. pylori: หากสงสัยว่าอาการโรคกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะอาหารเกิดจากการติดเชื้อ แพทย์อาจสั่งตรวจหา เชื้อ H. pylori ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเป่าลมหายใจ เป็นต้น
    • การส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy): เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด แพทย์จะพิจารณาทำส่องกล้องกระเพาะอาหาร ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเตือนภัย (Alarm Symptoms) เช่น น้ำหนักลด กลืนลำบาก อาเจียนเป็นเลือด หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทาน ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ การส่องกล้องกระเพาะอาหาร จะช่วยให้แพทย์เห็นรอยโรคโดยตรง เช่น การอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร (Gastritis) แผลในกระเพาะอาหาร หรือการอักเสบที่ปลายหลอดอาหารจากกรดไหลย้อน (GERD) รวมถึงการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจได้ด้วย

    แนวทางการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง

    แนวทางการรักษาทั้งสามภาวะ มักใช้หลักการที่คล้ายกันคือการปรับพฤติกรรมและการใช้ยา โดยแพทย์ทางเดินอาหารจะวางแผนให้เหมาะสมกับสาเหตุ

    1. การปรับพฤติกรรม: โดยเฉพาะกรดไหลย้อน (GERD) และ อาหารไม่ย่อย ได้แก่ การหลีกเลี่ยง อาหารที่ควรเลี่ยง (รสจัด ของทอด) การงดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารเย็นไม่ดึกเกินไป และการจัดการ ความเครียด
    2. การใช้ยา:
    • ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ: ใช้เพื่อลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการ แสบร้อนกลางอก และปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้อง โดยมักเป็นยาที่ใช้ในช่วงแรกของการรักษา
    • ยากลุ่มยับยั้งการหลั่งกรด (PPIs หรือ H2 Blockers): เป็นยาหลักในการรักษา กรดไหลย้อน (GERD) และโรคกระเพาะ (Gastritis) ที่รุนแรง โดยช่วยลดปริมาณกรดที่สร้างจากกระเพาะอาหาร ทำให้เยื่อบุที่อักเสบมีเวลาฟื้นตัว
    • ยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics): จะถูกใช้ก็ต่อเมื่อผลการตรวจยืนยันว่าผู้ป่วยติด เชื้อ H. pylori ร่วมกับภาวะโรคกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งจำเป็นต้องรับประทานยาอย่างเคร่งครัดตามคำสั่งแพทย์
    • ยาควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้: อาจใช้ในภาวะอาหารไม่ย่อย หรือเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ท้องอืด เรอ ผายลมบ่อย และช่วยให้กระเพาะอาหารบีบตัวได้ดีขึ้น
    การรักษาที่เหมาะสมและต่อเนื่องภายใต้การดูแลของแพทย์ เป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมอาการและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

    คคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการแสบท้อง คลื่นไส้ ท้องอืด (FAQ)

    แสบท้อง คลื่นไส้บ่อยๆ เสี่ยงเป็นมะเร็งไหม?

    อาการแสบท้องเรื้อรัง เช่น แสบร้อนกลางอกจากกรดไหลย้อน (GERD) หรืออาการจากโรคกระเพาะ (Gastritis) ไม่ได้นำไปสู่มะเร็งโดยตรงในทันที แต่ภาวะกรดไหลย้อนเรื้อรังที่ทำให้เกิดการอักเสบที่หลอดอาหารเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะ Barret's Esophagus ซึ่งเป็นภาวะก่อนเป็นมะเร็งได้ในอนาคต ดังนั้น การส่องกล้องกระเพาะอาหารและการรักษาอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ

    เครียดแล้วแสบท้อง เกี่ยวกันจริงหรือ?

    ความเครียดทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ ส่งผลให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น กระตุ้นให้เกิดการเกร็งตัวของทางเดินอาหาร และทำให้รับรู้ความเจ็บปวดได้ไวยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้อาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้อง และอาหารไม่ย่อยแย่ลง

    กินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไร?

    หากใช้ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ หรือยาอื่น ๆ แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือต้องใช้ยาบ่อยครั้ง ควรหยุดการรักษาด้วยตัวเอง และนัดพบแพทย์ทางเดินอาหาร เพื่อประเมินอย่างละเอียด แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจหาเชื้อ H. pylori หรือพิจารณาส่องกล้องกระเพาะอาหาร เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 21/09/2025

Author doctor

Dr. Chatchai Kriengkirakul

img

Specialty

Gastroenterologist

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program