ส่องกล้องกระเพาะอาหาร vs ลำไส้ใหญ่ต่างกันอย่างไร? เตรียมตัวแบบไหน?
การส่องกล้องกระเพาะอาหาร ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เป็นการตรวจที่พบได้บ่อยมาก โดยมีหลากหลายข้อบ่งชี้ ได้แก่ เลือดออกจากทางเดินอาหาร ท้องผูก ท้องเสียเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว รวมไปถึงข้อบ่งชี้ที่พบบ่อยที่สุด คือ การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม คนไข้ที่จะได้รับการตรวจส่องกล้องครั้งแรก มักจะมีความกังวลแตกต่างกันไป ในบทความนี้จะรวบรวมคำถามที่แพทย์เฉพาะทางเดินอาหารพบได้บ่อยไว้ดังนี้
1.การปรับเปลี่ยนอาหาร
การดูแลตัวเองและการพักฟื้น
1. การพักฟื้นในโรงพยาบาล หลังการส่องกล้อง ผู้ป่วยจะถูกส่งตัวมายังห้องพักฟื้นเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เมื่ออาการคงที่และฟื้นจากฤทธิ์ยาชา แพทย์จะแจ้งผลการตรวจเบื้องต้นให้ทราบ และผู้ป่วยสามารถเดินทางกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน
2. อาการหลังส่องกล้อง อาการที่อาจพบได้บ้างคือ อาการแน่นท้องเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากก๊าซที่ใช้ในการขยายทางเดินอาหาร ซึ่งอาการจะดีขึ้นเองภายในไม่กี่ชั่วโมง
3. การเตรียมลำไส้ (เฉพาะส่องกล้องลำไส้ใหญ่) การกินยาระบายส่วนใหญ่สามารถทำที่บ้านได้ แต่สำหรับผู้สูงอายุ โรงพยาบาลอาจแนะนำให้นอนโรงพยาบาล 1 คืน เพื่อการเตรียมตัวและเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการสูญเสียน้ำ
ผลข้างเคียง / ความเสี่ยงที่อาจพบ
แม้จะมีความปลอดภัยสูง แต่เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์อื่น ๆ การส่องกล้องก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้แต่น้อยมาก
ข้อควรระวัง: แพทย์อาจพิจารณาให้นอนโรงพยาบาลในกรณีที่ผู้ป่วยมีผลข้างเคียง / ความเสี่ยงที่ต้องสังเกตอาการ หรือกรณีที่มีการทำหัตถการที่ซับซ้อน เช่น การตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่ หรือมีภาวะเลือดออก
สารบัญ
- การส่องกล้องทางเดินอาหารคืออะไร? และทำไมถึงสำคัญ?
- ส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) ตรวจหาอะไร และใครควรตรวจ?
- ขั้นตอนระหว่างการส่องกล้อง เจ็บไหม? ใช้เวลานานแค่ไหน?
- หลังส่องกล้องต้องดูแลตัวเองอย่างไร? (รวมถึงความเสี่ยงที่อาจพบ)
- ยังกังวลเรื่องส่องกล้องอยู่ใช่ไหม? ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่องกล้อง (FAQ)
การส่องกล้องทางเดินอาหารคืออะไร? และทำไมถึงสำคัญ?
การส่องกล้องทางเดินอาหาร (Endoscopy) คือ วิธีการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่สำคัญและมีประสิทธิภาพสูง โดยใช้เครื่องมือลักษณะเป็นท่ออ่อนขนาดเล็ก มีกล้องและไฟขนาดเล็กที่ปลาย สอดผ่านปากหรือทวารหนัก เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นภาพภายในระบบทางเดินอาหารได้อย่างชัดเจนและละเอียด มีความสำคัญ ดังนี้- การวินิจฉัยที่แม่นยำ ช่วยให้แพทย์ตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะ เช่น แผลอักเสบ เนื้องอก ติ่งเนื้อ (Polyp) หรือรอยโรคต่าง ๆ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งการตรวจอื่น ๆ อาจมองไม่เห็น
- มีการรักษาไปพร้อมกัน ในขณะส่องกล้อง แพทย์สามารถใช้อุปกรณ์พิเศษทำการรักษาได้ทันที เช่น การตัดติ่งเนื้อ (Polyp) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคต หรือการห้ามเลือดจากแผลในกระเพาะอาหาร
- สามารถคัดกรองมะเร็งได้ การส่องกล้องเป็นมาตรการสำคัญในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยมักจะตรวจพบ "ติ่งเนื้อ (Polyp)" ที่ยังไม่พัฒนากลายเป็นมะเร็ง การตัดติ่งเนื้อเหล่านี้เป็นการ "หยุดยั้ง" การเกิดมะเร็งอย่างแท้จริง
ส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) ตรวจหาอะไร และใครควรตรวจ?
การส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) หรือการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น คือการสอดกล้องผ่านทางปากเพื่อเข้าไปตรวจ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น ตรวจหา- ภาวะอักเสบและแผล เช่น โรคกรดไหลย้อน (GERD) กระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น
- สาเหตุของอาการ เช่น ปวดท้องส่วนบนเรื้อรัง ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน กลืนลำบาก
- การติดเชื้อ เช่น ตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย H. pylori
- เนื้องอกและมะเร็ง ตรวจหาและเก็บชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยความผิดปกติ รวมถึงมะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหาร
- ผู้ที่มีอาการผิดปกติของทางเดินอาหารส่วนบน เช่น ปวดท้องเรื้อรังและไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น คลื่นไส้อาเจียนมาก อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ
- ผู้ที่มีภาวะซีด (โลหิตจาง) ที่หาสาเหตุไม่พบ
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนส่องกล้องกระเพาะอาหาร
สำหรับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (ส่องกล้องกระเพาะอาหาร) ขั้นตอนการเตรียมตัวค่อนข้างง่ายและรวดเร็ว- งดน้ำงดอาหาร ผู้ป่วยจะต้องงดน้ำงดอาหารทุกชนิด (รวมถึงน้ำเปล่า) ล่วงหน้าอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนการตรวจ เพื่อให้กระเพาะอาหารว่างและแพทย์สามารถมองเห็นรอยโรคได้อย่างชัดเจนและลดความเสี่ยงจากการสำลัก
- ยาประจำตัว หากผู้ป่วยรับประกินยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น Aspirin, Clopidogrel) หรือยาละลายลิ่มเลือด แพทย์เฉพาะทางเดินอาหารจะประเมินความจำเป็นและความปลอดภัยในการหยุดยา
ขั้นตอนการเตรียมลำไส้ก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่
ขั้นตอนการเตรียมตัวนี้สำหรับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง (Colonoscopy) ซึ่งจำเป็นต้องมีการทำความสะอาดลำไส้เพื่อให้แพทย์ตรวจสุขภาพได้อย่างแม่นยำ1.การปรับเปลี่ยนอาหาร
- ล่วงหน้า 2-3 วัน แนะนำให้รับประกินอาหารอ่อนและงดอาหารที่มีกากใยสูง
- 1 วันก่อนการส่องกล้อง ให้กินอาหารเหลวใสเท่านั้น
- ผู้ป่วยจะได้รับยาระบาย เพื่อล้างทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ทั้งหมดเพื่อให้ลำไส้สะอาดที่สุด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถตรวจหาติ่งเนื้อ (Polyp) หรือรอยโรคขนาดเล็กอื่น ๆ และทำการรักษาได้อย่างครบถ้วน ไม่พลาดการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่
- กล้องตรวจทางเดินอาหารเป็นท่อยางนิ่มขนาดเล็ก พร้อมช่องสำหรับส่งอุปกรณ์การแพทย์
- การส่องกล้องจะเริ่มหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการดมยาสลบ / ยาคลายกังวล (Sedation) จนหลับ เพื่อให้การตรวจเป็นไปอย่างสะดวกสบายและไม่รู้สึกเจ็บ
- ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ จะสอดกล้องผ่านทางทวารหนัก เพื่อตรวจดูตลอดแนวของลำไส้ใหญ่จนถึงลำไส้เล็กส่วนปลาย
ขั้นตอนระหว่างการส่องกล้อง เจ็บไหม? ใช้เวลานานแค่ไหน?
เป็นคำถามแรกที่ผู้ป่วยทุกท่านเป็นกังวล การส่องกล้องทางเดินอาหารจะไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ- ไม่เจ็บปวด: ก่อนเริ่มการตรวจ ผู้ป่วยจะได้รับการดมยาสลบ / ยาคลายกังวล (Sedation) อย่างเหมาะสม ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของวิสัญญีแพทย์หรือพยาบาลที่ผ่านการอบรมเฉพาะทาง ยาจะออกฤทธิ์ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายและเข้าสู่ภาวะหลับตลอดขั้นตอนการส่องกล้อง ดังนั้น ในขณะที่แพทย์ทำการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นการส่องกล้อง หรือแม้กระทั่งการตัดเนื้องอก (Polyp) ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกปวดหรือไม่สบายท้องเลย และจะรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อถูกย้ายมายังห้องพักฟื้น
- ระยะเวลาการตรวจ:
- ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (Gastroscopy): ใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที
- ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง (Colonoscopy): ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
หลังส่องกล้องต้องดูแลตัวเองอย่างไร? (รวมถึงความเสี่ยงที่อาจพบ)
การส่องกล้องทางเดินอาหารถือเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูง โดยก่อนการตรวจ ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการประเมินร่างกายและอาการอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อให้มั่นใจถึงประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุดการดูแลตัวเองและการพักฟื้น
1. การพักฟื้นในโรงพยาบาล หลังการส่องกล้อง ผู้ป่วยจะถูกส่งตัวมายังห้องพักฟื้นเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เมื่ออาการคงที่และฟื้นจากฤทธิ์ยาชา แพทย์จะแจ้งผลการตรวจเบื้องต้นให้ทราบ และผู้ป่วยสามารถเดินทางกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน
2. อาการหลังส่องกล้อง อาการที่อาจพบได้บ้างคือ อาการแน่นท้องเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากก๊าซที่ใช้ในการขยายทางเดินอาหาร ซึ่งอาการจะดีขึ้นเองภายในไม่กี่ชั่วโมง
3. การเตรียมลำไส้ (เฉพาะส่องกล้องลำไส้ใหญ่) การกินยาระบายส่วนใหญ่สามารถทำที่บ้านได้ แต่สำหรับผู้สูงอายุ โรงพยาบาลอาจแนะนำให้นอนโรงพยาบาล 1 คืน เพื่อการเตรียมตัวและเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการสูญเสียน้ำ
ผลข้างเคียง / ความเสี่ยงที่อาจพบ
แม้จะมีความปลอดภัยสูง แต่เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์อื่น ๆ การส่องกล้องก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้แต่น้อยมาก
- ภาวะเลือดออก ในกรณีที่แพทย์ตรวจพบและทำการ "ตัดเนื้องอกออกทันที" อาจมีความเสี่ยงที่จะมีเลือดออกภายหลังได้บ้าง
- ภาวะแทรกซ้อนจากยาระงับความรู้สึก ทีมพยาบาลจะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอดการตรวจ
- ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ พบได้น้อยมาก เช่น การทะลุของลำไส้
ยังกังวลเรื่องส่องกล้องอยู่ใช่ไหม? ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ
เราเข้าใจดีว่าแม้จะได้รับข้อมูลทั้งหมดแล้ว ความกังวลใจในการส่องกล้องทางเดินอาหารยังคงเป็นเรื่องปกติ อย่าลังเลที่จะพูดคุยกับแพทย์เฉพาะทาง- ปรึกษาเพื่อคลายความกังวล การเข้าปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง จะช่วยให้ท่านเกิดความมั่นใจและคลายความกังวลได้อย่างแท้จริง
- การวางแผนเฉพาะบุคคล ผู้ป่วยแต่ละท่านมีความแตกต่างกัน แพทย์จะเป็นผู้ประเมินอย่างรอบด้าน เพื่อให้คำแนะนำและเลือกแนวทางการตรวจและการรักษาที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย การตัดสินใจเข้ารับEndoscopy จึงควรเป็นไปบนพื้นฐานของความเข้าใจและความมั่นใจร่วมกัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่องกล้อง (FAQ)
ส่องกล้องกระเพาะกับลำไส้ใหญ่ ทำพร้อมกันในวันเดียวได้ไหม?
การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Gastroscopy หรือ EGD) และการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) สามารถทำพร้อมกันในวันเดียวได้ ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่โรงพยาบาลนิยมใช้ เพราะสะดวกสำหรับผู้ป่วย เนื่องจากเป็นการใช้การดมยาสลบ / ยาคลายกังวลเพียงครั้งเดียวและลดการเตรียมตัว (งดน้ำงดอาหาร ยาระบาย) และการเดินทางมาหลายครั้งหลังผ่าตัดส่องกล้อง ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว การส่องกล้องเพื่อวินิจฉัยหรือตัดติ่งเนื้อ (Polyp) เล็กๆ ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน (Day Case) หลังจากการพักฟื้นช่วงสั้น ๆ เพื่อให้ยานอนหลับหมดฤทธิ์ข้อควรระวัง: แพทย์อาจพิจารณาให้นอนโรงพยาบาลในกรณีที่ผู้ป่วยมีผลข้างเคียง / ความเสี่ยงที่ต้องสังเกตอาการ หรือกรณีที่มีการทำหัตถการที่ซับซ้อน เช่น การตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่ หรือมีภาวะเลือดออก
ผลตรวจชิ้นเนื้อจะออกเมื่อไหร่?
ระยะเวลาในการรอผลตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) มักจะแตกต่างกันไปตามโรงพยาบาล โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 3 - 7 วันทำการ หรืออาจนานกว่านั้นในบางกรณีหากมีการตรวจพิเศษอื่น ๆ ผู้ป่วยจะได้รับแจ้งจากแพทย์หรือพยาบาลเมื่อผลตรวจพร้อม และจะมีการนัดหมายเพื่อฟังผลและวางแผนการรักษาต่อไปถ้าเจอติ่งเนื้อ (Polyp) สามารถตัดออกได้เลยไหม?
สามารถทำได้ หากตรวจพบติ่งเนื้อ (Polyp) ระหว่างการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่หรือกระเพาะอาหาร แพทย์เฉพาะทางเดินอาหารมักจะทำการตัดติ่งเนื้อออกทันที (Polypectomy) ในระหว่างขั้นตอนเดียวกัน โดยใช้เครื่องมือพิเศษผ่านกล้องส่อง เนื่องจากการตัดออกถือเป็นการรักษาและป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างแท้จริง การตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและต้องมีการเฝ้าระวังหลังการทำหัตถการเป็นพิเศษจำเป็นต้องมีคนมารับกลับบ้านหลังส่องกล้องหรือไม่?
จำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากระหว่างการส่องกล้องส่วนใหญ่มักมีการให้การดมยาสลบ / ยาคลายกังวล (Sedation) ยาเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการมึนงง ง่วงซึม และส่งผลต่อความสามารถในการขับรถหรือตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ผู้ป่วยจะไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถหรือเดินทางกลับบ้านโดยลำพังในช่วง 12 - 24 ชั่วโมงแรกหลังจากการส่องกล้อง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดMedical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 08/04/2022
Author doctor
Dr. Kasem Saenghirunvattana
Specialty
Gastroenterologist






