• banner

รู้เท่าทันไวรัสตับอักเสบบี...ภัยเงียบที่นำไปสู่มะเร็งตับ

ในช่วงแรกของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หลายคนอาจไม่ทันรู้ตัวว่ากำลังมีภัยเงียบซ่อนอยู่ในร่างกาย เพราะมักไม่มีอาการแสดงใด ๆ หรืออาจมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดและมองข้ามไป จนกระทั่งเกิดอาการที่รุนแรงขึ้น เช่น ดีซ่าน (ตัวและตาเหลือง) หรือพบว่าการติดเชื้อได้พัฒนาไปสู่ภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน หรือร้ายแรงกว่านั้นคือภาวะตับอักเสบเรื้อรังที่อาจนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับได้ในที่สุด ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธเราให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลและการดูแลรักษาโรคตับอย่างครบวงจร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงความร้ายแรงและรู้วิธีป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอันตรายถึงชีวิตนี้

สารบัญ



ไวรัสตับอักเสบบี คืออะไร? อันตรายถึงชีวิตไหม?

หลายคนคงเคยสงสัยว่าไวรัสตับอักเสบ บี เกิดจากอะไร? ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus หรือ HBV) คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เข้าสู่ร่างกายและทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับ การติดเชื้อนี้เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตับอักเสบเรื้อรังในคนไทย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในระยะยาว

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากพบความชุกของการติดเชื้อสูงถึงร้อยละ 5-7 ของประชากรทั้งหมด เชื้อไวรัสชนิดนี้มีคุณสมบัติที่น่ากังวลคือสามารถดำรงอยู่ในร่างกายได้นานและยากต่อการกำจัด โดยส่วนใหญ่มักติดต่อจากแม่สู่ลูก ซึ่งเป็นเส้นทางการติดต่อที่พบมากที่สุดในไทย นอกจากนี้ไวรัสตับอักเสบ ติดต่อทางไหนได้อีก เช่น ผ่านการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ดังนั้น หากปล่อยให้การติดเชื้อดำเนินไปโดยไม่ได้รับการรักษาและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น มะเร็งตับก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

ไวรัสตับอักเสบ A vs B ต่างกันอย่างไร?

หลายคนมักสับสนระหว่างเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ กับ บี ต่างกันอย่างไร ซึ่งความแตกต่างหลัก ๆ สามารถสรุปได้ดังนี้
  • ไวรัสตับอักเสบ A (HAV) มักติดต่อผ่านทางการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ (ทางปาก) เมื่อติดเชื้อแล้วมักทำให้เกิดภาวะตับอักเสบแบบเฉียบพลัน แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะหายได้เองจนมีภูมิต้านทานตลอดชีวิต และไม่นำไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง
  • ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) ไวรัสตับอักเสบ ติดต่อทางไหน? เชื้อนี้ติดต่อผ่านทางเลือด สารคัดหลั่ง และการถ่ายทอดทางเลือด รวมถึงการติดต่อจากแม่สู่ลูก โดยเชื้อนี้สามารถทำให้เกิดภาวะตับอักเสบได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง และมีโอกาสสูงที่จะพัฒนาไปเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด


ไวรัสตับอักเสบ เอ กับ บี ต่างกันยังไง

ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อทางไหนได้บ้าง?

ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อทางเลือดและสารคัดหลั่งเป็นหลัก ช่องทางการแพร่เชื้อที่สำคัญ ได้แก่
  • การติดเชื้อจากแม่สู่ลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงคลอดบุตร
  • การติดเชื้อจากการได้รับเลือดและผลิตภัณฑ์ของเลือด
  • การติดเชื้อผ่านผิวหนังที่เป็นแผล เมื่อสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น การใช้เข็มฉีดสารเสพติดร่วมกัน หรือใช้เข็มสำหรับการสัก การเจาะร่างกายร่วมกับผู้ที่เป็นโรค
  • การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบบีไม่ติดต่อทางการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแต่อย่างใด

ไวรัสตับอักเสบ บี ติดต่อทางไหนได้บ้าง

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี?

  • ทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นโรคตับอักเสบบี
  • อยู่ในบ้านเดียวกับผู้ติดเชื้อตับอักเสบเรื้อรัง
  • มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันกับผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบบี
  • เป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือบุคลากรรักษาความปลอดภัยของสาธารณะ
  • เป็นผู้ป่วยที่ต้องฟอกโลหิตด้วยเครื่องล้างไตเทียม

ไวรัสตับอักเสบบี อาการเป็นอย่างไร? (เฉียบพลัน vs เรื้อรัง)

ไวรัสตับอักเสบ อาการ ของผู้ที่ติดเชื้อจะแตกต่างกันไปตามระยะของการดำเนินโรค ดังนี้
  • ภาวะตับอักเสบบีเฉียบพลัน
    โดยทั่วไปเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีระยะฟักตัวประมาณ 60-90 วัน หลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยอาจมีอาการนำมาก่อน เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ซึ่งอาการเหล่านี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการป่วยจากไข้หวัด หลังจากนั้นอาการจะตามมาด้วยปัสสาวะสีเข้มขึ้น และมีภาวะดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง) ซึ่งเมื่อเกิดภาวะดีซ่านแล้ว อาการไข้มักจะหายไป ข่าวดีคือประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อในกลุ่มนี้จะหายได้เอง
  • ภาวะตับอักเสบบีเรื้อรัง
    ผู้ป่วยในระยะนี้เป็นกลุ่มที่น่ากังวลที่สุด เนื่องจากอาจมีหรือไม่มีอาการแสดงทางตับเลยก็ได้ ทำให้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ทั้งยังสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อไปได้ ไวรัสตับอักเสบ อาการมักปรากฏเมื่อโรคดำเนินไปจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น
  • อาการจากภาวะตับแข็ง เป็นการดำเนินโรคในระยะท้ายของตับอักเสบบีเรื้อรัง ผู้ป่วยจะมีอาการ เช่น ท้องมาน มีตัวเหลือง ตาเหลือง ขาบวม อ่อนเพลีย ติดเชื้อง่าย หรือมีอาการร้ายแรง เช่น อาเจียนเป็นเลือด
  • อาการจากภาวะมะเร็งตับ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของไวรัสตับอักเสบบี ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจไม่เคยมีอาการทางตับที่ชัดเจนมาก่อนเลย แล้วมาพบแพทย์ด้วยอาการของมะเร็งตับเลยก็ได้ เช่น ปวดท้อง น้ำหนักลด ไข้ต่ำ ๆ หรือมีภาวะเลือดออกในช่องท้อง

แนวทางการรักษาและการป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

  • แนวทางการรักษาไวรัสตับอักเสบบี
    สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเฉียบพลันในวัยผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่จะหายได้เอง การรักษาจึงเป็นเพียงการรักษาแบบประคับประคองตามอาการเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัส เฉพาะเจาะจง
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังจำเป็นต้องได้รับการตรวจติดตามโดยแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับในอนาคต ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสและต้องมีการติดตามผลการตรวจเลือด ผลการตรวจทางเอกซเรย์ และการเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับอย่างใกล้ชิด
  • การป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
    ไวรัสตับอักเสบ ติดต่อทางไหน? การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสทางเลือดและสารคัดหลั่งต่างๆ มารดาที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีควรเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อเตรียมตัวก่อนคลอดบุตรและเพื่อป้องกันการติดต่อจากแม่สู่ลูก
แต่การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน คือ การฉีดวัคซีนป้องกันในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน โดยเฉพาะเด็กแรกเกิดทุกคนควรได้รับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี




คำถามที่พบบ่อย (FAQ)


ฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีแล้ว อยู่ได้นานแค่ไหน? ต้องฉีดกระตุ้นซ้ำทุกกี่ปี?

สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบตามกำหนดและมีการสร้างภูมิต้านทานแล้ว โดยทั่วไปภูมิต้านทานมักจะอยู่ได้นานตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องมีการฉีดกระตุ้นซ้ำ อย่างไรก็ตาม ในกรณีของผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง แพทย์อาจพิจารณาให้มีการตรวจระดับภูมิต้านทานและฉีดกระตุ้นซ้ำเป็นรายบุคคล

ถ้าเคยฉีดวัคซีนแล้ว มีโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้อีกหรือไม่?

ถ้ามีการตรวจยืนยันว่าระดับภูมิต้านทานหลังการฉีดวัคซีน อยู่ในระดับที่ป้องกันโรคได้แล้ว โอกาสที่จะติดเชื้อซ้ำถือว่ามีน้อยมาก แต่ในบางกรณี เช่น ผู้ที่ภูมิต้านทานลดลงตามเวลา หรือเป็นผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีความเสี่ยงอยู่บ้าง จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการฉีดวัคซีนกระตุ้น

ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อทางการกินอาหาร หรือใช้ภาชนะร่วมกันได้จริงหรือ?

ไม่จริง ไวรัสตับอักเสบบีไม่สามารถติดต่อทางการกินอาหาร การดื่มน้ำ การใช้ช้อนส้อม จาน แก้วน้ำร่วมกัน การไอ จาม หรือการให้นมบุตรได้ แต่จะติดต่อผ่านทางเลือดและสารคัดหลั่งเท่านั้น เช่น การถ่ายทอดทางเลือด การมีเพศสัมพันธ์ หรือการติดต่อจากแม่สู่ลูก
Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 24/07/2024

Author doctor

Dr. Kamthorn Phaosawasdi

img

Specialty

Gastroenterologist

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program