สัญญาณเตือนโรคไตที่คุณอาจไม่รู้
หลายคนคิดว่า “ไตน่าจะมีอาการชัดๆ ถ้ามีปัญหา” แต่ในความเป็นจริง โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) อาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงแบบเงียบๆ อยู่พักใหญ่ กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อผลเลือดหรือผลปัสสาวะเริ่มฟ้อง การตรวจคัดกรองจึงเป็นการช่วยส่องความผิดปกติให้เห็นตั้งแต่ช่วงแรกๆ เพื่อวางแผนดูแลได้ตรงจุด
1. ปัสสาวะเปลี่ยนไป
เกิดจากการคั่งของน้ำ/เกลือ หรือการสูญเสียโปรตีนทางปัสสาวะ
3. เหนื่อยง่าย เพลีย ไม่มีแรง
พบได้เมื่อมีภาวะโลหิตจางจากโรคไต หรือของเสียคั่งในร่างกาย
4. คันผิวหนัง ผิวแห้งขึ้นเรื่อย ๆ
บางรายสัมพันธ์กับสมดุลแร่ธาตุเปลี่ยนหรือของเสียคั่ง
5. เบื่ออาหาร คลื่นไส้ รสชาติอาหารเปลี่ยน
เป็นอาการไม่จำเพาะ แต่ถ้าเป็นต่อเนื่องควรประเมิน
6. ความดันโลหิตสูงขึ้น คุมยากขึ้น
ไตกับความดันสัมพันธ์กันมาก เมื่อไตเริ่มผิดปกติ ความดันอาจสูงขึ้นได้
7. ตะคริวบ่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรง
อาจเกี่ยวกับความผิดปกติของเกลือแร่
8. นอนหลับไม่สนิท หรือรู้สึกใจสั่นง่าย
อาจเกิดจากหลายสาเหตุ แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงโรคไตควรตรวจ
9. หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก
พบในภาวะน้ำเกินหรือโลหิตจางรุนแรง ควรพบแพทย์โดยเร็ว
10. ผลตรวจสุขภาพเริ่มผิดปกติแบบ “ยังไม่มีอาการ”
เช่น ครีอะตินินสูงขึ้น eGFR ลดลง หรือพบอัลบูมินในปัสสาวะ อันนี้สำคัญมาก เพราะมักเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราวางแผนดูแลได้ทัน
1) ตรวจเลือด Creatinine และคำนวณ eGFR
ผลตรวจอาจได้รับผลจากภาวะชั่วคราว เช่น ออกกำลังกายหนัก การติดเชื้อ ทางเดินปัสสาวะ ฯลฯ แนวทางสากลจึงมักแนะนำให้ยืนยันผลด้วยการตรวจซ้ำ เมื่อมีค่าผิดปกติ
> เกณฑ์โรคไตเรื้อรัง โดยหลักคือความผิดปกติของโครงสร้างหรือหน้าที่ไตที่เป็นต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน
ศูนย์โรคไตและไตเทียม
โทร. 0-2265-7777
ทำไมโรคไตถึง “เงียบ” ได้
หน้าที่ของไต คือ กรองของเสีย คุมสมดุลน้ำ เกลือแร่ และช่วยควบคุมความดันโลหิต ถ้าไตยังทำงานได้ดีระดับหนึ่ง ช่วงแรกอาจยังทำให้เราไม่รู้สึกผิดปกติชัดเจน การมองหา “สัญญาณเตือน” ร่วมกับการตรวจคัดกรอง จะช่วยทำให้ตรวจพบได้ตั้งแต่ต้น10 สัญญาณเตือนโรคไตที่มักถูกมองข้าม
อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคไตเสมอไป แต่ถ้าเกิดซ้ำๆ ต่อเนื่อง หรือมีหลายข้อร่วมกัน ควรพิจารณาตรวจคัดกรอง1. ปัสสาวะเปลี่ยนไป
- ปัสสาวะเป็นฟองมากผิดปกติ (อาจสัมพันธ์กับโปรตีน/อัลบูมินรั่ว)
- ปัสสาวะบ่อยขึ้นตอนกลางคืน หรือปริมาณปัสสาวะลดลง
เกิดจากการคั่งของน้ำ/เกลือ หรือการสูญเสียโปรตีนทางปัสสาวะ
3. เหนื่อยง่าย เพลีย ไม่มีแรง
พบได้เมื่อมีภาวะโลหิตจางจากโรคไต หรือของเสียคั่งในร่างกาย
4. คันผิวหนัง ผิวแห้งขึ้นเรื่อย ๆ
บางรายสัมพันธ์กับสมดุลแร่ธาตุเปลี่ยนหรือของเสียคั่ง
5. เบื่ออาหาร คลื่นไส้ รสชาติอาหารเปลี่ยน
เป็นอาการไม่จำเพาะ แต่ถ้าเป็นต่อเนื่องควรประเมิน
6. ความดันโลหิตสูงขึ้น คุมยากขึ้น
ไตกับความดันสัมพันธ์กันมาก เมื่อไตเริ่มผิดปกติ ความดันอาจสูงขึ้นได้
7. ตะคริวบ่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรง
อาจเกี่ยวกับความผิดปกติของเกลือแร่
8. นอนหลับไม่สนิท หรือรู้สึกใจสั่นง่าย
อาจเกิดจากหลายสาเหตุ แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงโรคไตควรตรวจ
9. หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก
พบในภาวะน้ำเกินหรือโลหิตจางรุนแรง ควรพบแพทย์โดยเร็ว
10. ผลตรวจสุขภาพเริ่มผิดปกติแบบ “ยังไม่มีอาการ”
เช่น ครีอะตินินสูงขึ้น eGFR ลดลง หรือพบอัลบูมินในปัสสาวะ อันนี้สำคัญมาก เพราะมักเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราวางแผนดูแลได้ทัน
ใครควรตรวจคัดกรองโรคไต
- เป็นเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง
- อายุ 60 ปีขึ้นไป
- มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไตเรื้อรัง
- น้ำหนักเกิน/อ้วน สูบบุหรี่
- ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen Arcoxia บ่อยหรือเป็นเวลานาน
ตรวจคัดกรองไตช่วยได้อย่างไร
หัวใจของการคัดกรองโรคไต คือ ดูทั้งเลือดและปัสสาวะ เพราะบางคนค่า eGFR ยังดูดี แต่มีอัลบูมินรั่วในปัสสาวะแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นได้1) ตรวจเลือด Creatinine และคำนวณ eGFR
- eGFR เป็นค่าประเมินอัตราการกรองของไตจากครีอะตินิน และปัจจัยอื่นร่วม
- ใช้บอกระดับการทำงานของไต และช่วยจัดกลุ่มความเสี่ยง
- uACR บอกปริมาณอัลบูมินรั่วในปัสสาวะอย่างเป็นมาตรฐาน
- ค่าที่ ≥30 mg/g อาจบ่งชี้ความผิดปกติของไตและควรประเมินต่อ
ผลตรวจอาจได้รับผลจากภาวะชั่วคราว เช่น ออกกำลังกายหนัก การติดเชื้อ ทางเดินปัสสาวะ ฯลฯ แนวทางสากลจึงมักแนะนำให้ยืนยันผลด้วยการตรวจซ้ำ เมื่อมีค่าผิดปกติ
> เกณฑ์โรคไตเรื้อรัง โดยหลักคือความผิดปกติของโครงสร้างหรือหน้าที่ไตที่เป็นต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน
ถ้าผลคัดกรองเริ่มผิดปกติ ควรทำอย่างไร
- ทบทวนปัจจัยเสี่ยงและยาที่ใช้ประจำ รวมถึงยาแก้ปวด สมุนไพร อาหารเสริม
- ตรวจยืนยันและจัดระดับความเสี่ยงด้วย eGFR + uACR เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงได้แม่นขึ้น
- วางแผนดูแลร่วมกัน เช่น เป้าหมายความดัน น้ำตาล การปรับอาหาร การปรับยา และการติดตามเป็นระยะ
- พิจารณาส่งต่ออายุรแพทย์โรคไตในรายที่ความเสี่ยงสูง ค่าการทำงานของไตลดลงมาก หรืออัลบูมินรั่วสูง
ดูแลไตในชีวิตประจำวันแบบทำได้จริง
- คุมความดันและน้ำตาลให้ถึงเป้าหมาย
- ลดเค็ม โดยเลี่ยงอาหารแปรรูป น้ำซุปเข้มข้น ของหมักดอง
- ดื่มน้ำให้เหมาะกับร่างกาย ผู้มีโรคหัวใจ บวม แพทย์จำกัดน้ำ ควรทำตามแผนรักษา
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด NSAIDs พร่ำเพรื่อ และแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มยา สมุนไพรใหม่
- ขยับร่างกายสม่ำเสมอ นอนให้พอ และงดบุหรี่
ศูนย์โรคไตและไตเทียม
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Nephrology and Hemodialysis Center
Publish date desc: 24/12/2025
Author doctor
Dr. Athiphat Banjongjit
Specialty
Nephrologist







