รู้ทันไข้ดินก่อนสาย เสี่ยงเสียชีวิตสูง
ในช่วงหน้าฝนของประเทศไทย หลายคนอาจคุ้นเคยกับโรคไข้หวัดหรือไข้เลือดออก แต่มีอีกโรคหนึ่งที่มักถูกมองข้าม ทั้งที่มีความรุนแรงและพบได้บ่อยในพื้นที่เขตร้อน นั่นคือ “ไข้ดิน” (Melioidosis) โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินและน้ำ โดยสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านบาดแผล การหายใจ หรือการดื่มน้ำที่ปนเปื้อน หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจลุกลามเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางหลัก ได้แก่
ไข้ดินเป็นโรคติดเชื้อที่พบได้ในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน การรู้จักสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกัน จะช่วยให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการตรวจเมื่อมีข้อสงสัย เป็นแนวทางที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ศูนย์อายุรกรรม
โทร. 0-2265-7777
ไข้ดินคืออะไร?
ไข้ดินเป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียชื่อ Burkholderia pseudomallei ซึ่งพบได้ในดิน น้ำ และโคลน โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมหรือบริเวณที่มีน้ำขังเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางหลัก ได้แก่
- ผ่านบาดแผลหรือผิวหนังที่มีรอยเปิด
- การสูดหายใจเอาละอองดินหรือน้ำที่ปนเปื้อน
- การดื่มน้ำที่ไม่สะอาด
อาการของไข้ดิน สังเกตอย่างไร
อาการของไข้ดินมีความหลากหลาย และอาจคล้ายกับโรคติดเชื้อทั่วไป ทำให้บางครั้งถูกมองข้ามในระยะแรก อาการที่พบบ่อย ได้แก่- มีไข้สูง หนาวสั่น
- ไอ เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบาก
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย
- มีแผลติดเชื้อ บวม แดง หรือมีหนอง
- ในบางรายอาจมีอาการปวดท้อง หรือมีฝีในอวัยวะภายใน
กลุ่มเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญ
แม้ว่าไข้ดินสามารถเกิดได้กับทุกคน แต่จะพบได้บ่อยในกลุ่มต่อไปนี้- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
- ผู้ที่มีโรคไต โรคปอดเรื้อรัง
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันลดลง
- เกษตรกร หรือผู้ที่ต้องสัมผัสดินและน้ำเป็นประจำ
- ผู้ที่มีบาดแผลและต้องลุยน้ำหรือโคลน
ไข้ดินต่างจากไข้ทั่วไปอย่างไร
จุดที่ควรสังเกตคือ ไข้ดินมักมีอาการที่ “ไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น” หรือมีอาการต่อเนื่องนานกว่าปกติ เช่น- ไข้ไม่ลดหลังรับประทานยาทั่วไป
- อาการไอหรือหายใจลำบากมากขึ้น
- มีอาการหลายระบบร่วมกัน เช่น ไข้ แผล อ่อนเพลีย
การป้องกันไข้ดินในชีวิตประจำวัน
- สวมรองเท้าบูทหรืออุปกรณ์ป้องกันเมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำหรือดิน
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินโดยตรง หากมีบาดแผล
- ล้างมือและทำความสะอาดร่างกายหลังสัมผัสดินหรือน้ำ
- ดื่มน้ำสะอาด และหลีกเลี่ยงน้ำที่ไม่ผ่านการกรอง
- ดูแลแผลให้สะอาด ปิดแผลให้มิดชิด
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์- มีไข้ต่อเนื่องหลายวัน
- มีอาการทางระบบหายใจ เช่น ไอ หอบเหนื่อย
- มีแผลที่อักเสบหรือมีหนอง
- มีประวัติสัมผัสดิน น้ำ หรือโคลนในช่วงที่ผ่านมา
การดูแลและการรักษา
ไข้ดินสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะเฉพาะ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาการรักษาค่อนข้างนาน และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างต่อเนื่อง การรับประทานยาให้ครบตามแผนการรักษา และการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ดีไข้ดินเป็นโรคติดเชื้อที่พบได้ในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน การรู้จักสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกัน จะช่วยให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการตรวจเมื่อมีข้อสงสัย เป็นแนวทางที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ศูนย์อายุรกรรม
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Internal Medicine Center
Publish date desc: 22/04/2026
Author doctor
Dr. Pannawadee Uppathamnarakorn
Specialty
Infectious Disease






