• banner

รู้ทันไข้ดินก่อนสาย เสี่ยงเสียชีวิตสูง

ในช่วงหน้าฝนของประเทศไทย หลายคนอาจคุ้นเคยกับโรคไข้หวัดหรือไข้เลือดออก แต่มีอีกโรคหนึ่งที่มักถูกมองข้าม ทั้งที่มีความรุนแรงและพบได้บ่อยในพื้นที่เขตร้อน นั่นคือ “ไข้ดิน” (Melioidosis) โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินและน้ำ โดยสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านบาดแผล การหายใจ หรือการดื่มน้ำที่ปนเปื้อน หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจลุกลามเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

ไข้ดินคืออะไร?

ไข้ดินเป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียชื่อ Burkholderia pseudomallei  ซึ่งพบได้ในดิน น้ำ และโคลน โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมหรือบริเวณที่มีน้ำขัง

เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางหลัก ได้แก่
  • ผ่านบาดแผลหรือผิวหนังที่มีรอยเปิด
  • การสูดหายใจเอาละอองดินหรือน้ำที่ปนเปื้อน
  • การดื่มน้ำที่ไม่สะอาด
แม้จะพบได้ในหลายพื้นที่ แต่ในประเทศไทยถือว่าเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

อาการของไข้ดิน สังเกตอย่างไร

อาการของไข้ดินมีความหลากหลาย และอาจคล้ายกับโรคติดเชื้อทั่วไป ทำให้บางครั้งถูกมองข้ามในระยะแรก อาการที่พบบ่อย ได้แก่
  • มีไข้สูง หนาวสั่น
  • ไอ เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบาก
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย
  • มีแผลติดเชื้อ บวม แดง หรือมีหนอง
  • ในบางรายอาจมีอาการปวดท้อง หรือมีฝีในอวัยวะภายใน
หากเชื้อแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด อาจเกิดภาวะติดเชื้อรุนแรง (Sepsis) ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

กลุ่มเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญ

แม้ว่าไข้ดินสามารถเกิดได้กับทุกคน แต่จะพบได้บ่อยในกลุ่มต่อไปนี้
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่มีโรคไต โรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันลดลง
  • เกษตรกร หรือผู้ที่ต้องสัมผัสดินและน้ำเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีบาดแผลและต้องลุยน้ำหรือโคลน
การรู้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง จะช่วยให้สามารถป้องกันและสังเกตอาการได้เร็วขึ้น

ไข้ดินต่างจากไข้ทั่วไปอย่างไร

จุดที่ควรสังเกตคือ ไข้ดินมักมีอาการที่ “ไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น” หรือมีอาการต่อเนื่องนานกว่าปกติ เช่น
  • ไข้ไม่ลดหลังรับประทานยาทั่วไป
  • อาการไอหรือหายใจลำบากมากขึ้น
  • มีอาการหลายระบบร่วมกัน เช่น ไข้ แผล อ่อนเพลีย
หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับประวัติสัมผัสดิน น้ำ หรือโคลน ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม

การป้องกันไข้ดินในชีวิตประจำวัน

  • สวมรองเท้าบูทหรืออุปกรณ์ป้องกันเมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำหรือดิน
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินโดยตรง หากมีบาดแผล
  • ล้างมือและทำความสะอาดร่างกายหลังสัมผัสดินหรือน้ำ
  • ดื่มน้ำสะอาด และหลีกเลี่ยงน้ำที่ไม่ผ่านการกรอง
  • ดูแลแผลให้สะอาด ปิดแผลให้มิดชิด
การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์
  • มีไข้ต่อเนื่องหลายวัน
  • มีอาการทางระบบหายใจ เช่น ไอ หอบเหนื่อย
  • มีแผลที่อักเสบหรือมีหนอง
  • มีประวัติสัมผัสดิน น้ำ หรือโคลนในช่วงที่ผ่านมา
การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างเหมาะสมและลดความรุนแรงของโรค

การดูแลและการรักษา

ไข้ดินสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะเฉพาะ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาการรักษาค่อนข้างนาน และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างต่อเนื่อง การรับประทานยาให้ครบตามแผนการรักษา และการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ดี

ไข้ดินเป็นโรคติดเชื้อที่พบได้ในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน การรู้จักสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกัน จะช่วยให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการตรวจเมื่อมีข้อสงสัย เป็นแนวทางที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศูนย์อายุรกรรม
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Internal Medicine Center
Publish date desc: 22/04/2026

Author doctor

Dr. Pannawadee Uppathamnarakorn

img

Specialty

Infectious Disease

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us