เทคโนโลยีรักษาโรคหัวใจ ฟื้นตัวไว แผลเล็ก
โรคหัวใจเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
หลายคนอาจนึกภาพการรักษาโรคหัวใจว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ ต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน และใช้เวลาพักฟื้นนาน แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้การรักษาโรคหัวใจมีทางเลือกที่ทันสมัยมากขึ้น หลายหัตถการสามารถใช้การผ่าตัดเล็ก ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไวกว่าเดิม
การตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสมกับโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
จุดเด่น
เทคโนโลยีการจี้ไฟฟ้าหัวใจ เป็นการรักษาโดยใช้สายสวนขนาดเล็กสอดเข้าไปยังห้องหัวใจผ่านทางหลอดเลือดดำ จากนั้นใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุหรือความเย็นในการกำจัดจุดกำเนิดสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดปกติ
จุดเด่น
ผู้ป่วยที่มีภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรง (Severe Aortic Stenosis) เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ อาจมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้นฉับพลันได้ ในอดีต การรักษาหลักคือการผ่าตัดใหญ่เปลี่ยนลิ้นหัวใจแบบเปิดทรวงอก แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยี TAVI หรือ TAVR (Transcatheter Aortic Valve Implantation/Replacement) ซึ่งเป็นการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน
จุดเด่น
การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องร่วมกับการตรวจคัดกรองโรคหัวใจ จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ หากมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือมีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ ควรเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ เพื่อรับคำแนะนำและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
โทร. 0-2265-7777
หลายคนอาจนึกภาพการรักษาโรคหัวใจว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ ต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน และใช้เวลาพักฟื้นนาน แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้การรักษาโรคหัวใจมีทางเลือกที่ทันสมัยมากขึ้น หลายหัตถการสามารถใช้การผ่าตัดเล็ก ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไวกว่าเดิม
โรคหัวใจแบบไหนที่ควรพบแพทย์?
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ- เจ็บแน่นหน้าอก
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- หายใจไม่อิ่ม หอบเหนื่อย
- ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม
- ขาบวม
การตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสมกับโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
1. การสวนหัวใจและขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด (Coronary Angioplasty and Stenting)
เป็นเทคโนโลยีที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งเกิดจากการสะสมของคราบไขมันภายในหลอดเลือด โดยแพทย์จะใช้สายสวนผ่านหลอดเลือดแดงบริเวณข้อมือหรือขาหนีบ เพื่อนำบอลลูนไปขยายหลอดเลือดที่ตีบแคบ และใส่ขดลวด (Stent) เพื่อช่วยให้หลอดเลือดเปิดกว้างและเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นจุดเด่น
- แผลขนาดเล็ก
- ไม่ต้องผ่าตัดเปิดทรวงอก
- ใช้เวลาพักฟื้นสั้น
2. การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Ablation)
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองซึ่งจะส่งผลต่อทั้งผู้ป่วยและครอบครัวเทคโนโลยีการจี้ไฟฟ้าหัวใจ เป็นการรักษาโดยใช้สายสวนขนาดเล็กสอดเข้าไปยังห้องหัวใจผ่านทางหลอดเลือดดำ จากนั้นใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุหรือความเย็นในการกำจัดจุดกำเนิดสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดปกติ
จุดเด่น
- ลดอัตราการเสียชีวิตโดยรวมและอัตราเสียชีวิตจากโรคหัวใจ
- ลดอาการใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- แผลเล็ก
- สามารถหยุดการกินยาได้ในโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด
3. การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวน (TAVI)
ผู้ป่วยที่มีภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรง (Severe Aortic Stenosis) เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ อาจมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้นฉับพลันได้ ในอดีต การรักษาหลักคือการผ่าตัดใหญ่เปลี่ยนลิ้นหัวใจแบบเปิดทรวงอก แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยี TAVI หรือ TAVR (Transcatheter Aortic Valve Implantation/Replacement) ซึ่งเป็นการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนจุดเด่น
- แผลขนาดเล็กและลดการบาดเจ็บจากการผ่าตัด
- เหมาะกับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวมากและความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัดใหญ่
- ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
เทคโนโลยีที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีรักษาโรคหัวใจที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ผู้ป่วยแต่ละรายมีลักษณะของโรค อายุ สุขภาพโดยรวม และปัจจัยเสี่ยงที่แตกต่างกัน แพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจจะพิจารณาจากผลตรวจต่าง ๆ เพื่อเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายดูแลหัวใจให้แข็งแรง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้
นอกจากการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์แล้ว การดูแลสุขภาพหัวใจยังเป็นสิ่งสำคัญ ได้แก่- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 150 – 210 นาทีต่อสัปดาห์
- ควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิตให้เหมาะสม
- งดสูบบุหรี่
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องร่วมกับการตรวจคัดกรองโรคหัวใจ จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ หากมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือมีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ ควรเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ เพื่อรับคำแนะนำและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Cardio-vascular Center
Publish date desc: 29/06/2026
Author doctor
Dr. Chatpetch Maneesopit
Specialty
Cardiologist







