กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคใกล้ตัวที่ใคร ๆ ก็เป็นได้

1126

หนุ่มสาวออฟฟิศคนไหนที่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ ชอบกลั้นปัสสาวะ ไม่ค่อยลุกไปเข้าห้องน้ำ อาจทำให้ติดเป็นนิสัยได้นะคะ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบอีกด้วย อาการของโรคนี้จะเป็นอย่างไร ร้ายแรงมากหรือไม่ เรามีข้อมูลสุขภาพมาบอกค่ะ

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นโรคที่เกิดจากกระเพาะปัสสาวะติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเกิดจากเชื้ออีโคไล ซึ่งจะมีอยู่มากบริเวณรอบ ๆ ทวารหนัก สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น การทำความสะอาดหลังถ่ายอุจจาระไม่ถูกวิธี การมีเพศสัมพันธ์ การสวนปัสสาวะ เป็นต้น นอกจากนี้ อาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์บริเวณจุดซ่อนเร้น เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบเรื้อรัง การฉายรังสีบริเวณกล้ามเนื้อเชิงกราน แต่มักจะเกิดขึ้นได้น้อยมาก โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายและพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยช่วงอายุที่พบโรคนี้มาก คือ ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป หากเกิดจากการอักเสบเฉียบพลัน สามารถรักษาหายได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือจากการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งมักมีอาการอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ถ้าไม่ได้รับการรักษาเชื้อโรคอาจลุกลามไปที่ไตทำให้กรวยไตอักเสบได้ และถ้าปล่อยให้เป็นเรื้อรังอาจทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรังแทรกซ้อนได้ อาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ คือ ปัสสาวะบ่อย ครั้งละน้อยๆ รู้สึกปวดแสบขณะปัสสาวะ ปวดบริเวณท้องน้อยในบางรายจะมีเลือดปนในปัสสาวะ และมีอาการคล้ายปัสสาวะไม่สุดอยู่ตลอดเวลา

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

  • ผู้หญิง ด้วยเหตุผลทางด้านสรีระ เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าผู้ชาย เชื้อโรคบริเวณปากท่อปัสสาวะจึงเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่า
  • ดื่มน้ำน้อย จึงทำให้ไม่ค่อยได้ปัสสาวะ ปัสสาวะจึงแช่ค้างอยู่นาน ส่งผลให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี
  • อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อบริเวณอวัยวะเพศและท่อปัสสาวะหลังหมดประจำเดือน จึงทำให้ป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ ได้น้อยลง
  • กลั้นปัสสาวะ ยิ่งกลั้นปัสสาวะนานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เชื้อแบคทีเรียอยู่ในร่างกายนานขึ้นเท่านั้น และนำไปสู่การติดเชื้อได้
  • ผู้หญิงที่มีการคุมกำเนิดด้วยการใช้ยาฆ่าอสุจิในช่องคลอด
  • การไม่เปลี่ยนแผ่นผ้าอนามัยและผ้าอนามัยแบบสอด อาจนำไปสู่โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่ายขึ้น

การรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แพทย์จะรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ในขณะที่มีอาการให้ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อขับเชื้อออกจากปัสสาวะ ในกรณีบางรายอาจมีอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์โดยทันที เมื่อรักษาหายแล้วพยายามอย่ากลั้นปัสสาวะเป็นอันขาด มิเช่นนั้นอาการจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คลินิกโรคระบบทางเดินปัสสาวะ
โทร. 0 2265 7777 

ให้คะแนนบทความนี้
[คะแนนบทความนี้: 3.1]
เรายึดมั่นในหลักการรักษาที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการดูแลและติดตามผลการรักษาจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด