รู้ลึก รู้จริง นิ่วในถุงน้ำดี

4690

ใครจะไปคิดค่ะว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง รสชาติหวานจัด ก็เป็นความเสี่ยงหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้ ซึ่งเป็นโรคที่ทุกคนอาจเป็นได้โดยไม่รู้ตัว วันนี้เรามีข้อมูลสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดย นพ. ศุภพัชญ ศรีภูษณาพรรณ อายุรแพทย์ทางด้านโรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลวิชัยยุทธ มาบอกเล่าให้ฟังกันค่ะ

นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) คือ ก้อนนิ่วขนาดเล็กที่เกิดขึ้นในถุงน้ำดีมักเกิดขึ้นเมื่อส่วนประกอบของน้ำดีโดยเฉพาะคอเลสเตอรอลและบิลิรูบิน ตกตะกอนผลึกเป็นก้อนอาจมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายหรือใหญ่เท่าไข่ไก่ และอาจมีได้ตั้งแต่หนึ่งก้อนจนถึงหลายร้อยก้อนก็เป็นได้

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดี
ผู้หญิงมีความเสี่ยงกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า และเมื่ออายุ 40-60 ปี มีโอกาสเป็นเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะผู้หญิงสูงวัยที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และหากชอบกินอาหารมัน-หวาน ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็มีเสี่ยงเช่นกัน เพราะการดื่มรับประทานแบบนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง และมันคือปัจจัยอันดับต้น ๆ ในการเกิดนิ่วนั่นเอง

อาการนิ่วในถุงน้ำดี
โดยทั่วไปไม่ก่อให้เกิดอาการ ผู้ป่วยมักจะทราบว่าเป็นโรคก็ต่อเมื่อมาตรวจสุขภาพหรือพบแพทย์หรืออาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น

  • มีไข้และหนาวสั่น
  • อาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ
  • ปวดท้องกะทันหันและรุนแรง
  • ปวดหลังบริเวณระหว่างไหล่และสะบัก
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน

วิธีรักษานิ่วในถุงน้ำดี
1. พบแพทย์ หากมีอาการปวดท้องที่น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ควรไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมงหรือพบแพทย์ฉุกเฉินหากมีอาการรุนแรง

2. การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น กรณีมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อให้ทานยาลดกรด หรือยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

3. ยาละลายนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งมักไม่ค่อยได้ผล ใช้ได้เฉพาะกับนิ่วบางชนิดเท่านั้น และไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยส่วนใหญ่และเมื่อหยุดยาก็อาจเกิดนิ่วในถุงน้ำดีเพิ่มได้อีกประมาณ 10% ต่อปี หรือประมาณ 50% ในระยะเวลา 5 ปี ฉะนั้นการรักษาที่แน่นอนคือการตัดถุงน้ำดีออกไป

4. การใช้วิธีสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Extracorporeal shock wave lithotripsy – ESWL) เป็นการใช้คลื่นเสียงกระแทกนิ่วให้แตก หลังการรักษาผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้องแต่มีอัตราสำเร็จต่ำ ในปัจจุบันแพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ในการสลายนิ่วในถุงน้ำดีกับผู้ป่วยไทย

5. การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก (Cholecystectomy) เป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวรเพื่อไม่ให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีขึ้นอีกต่อไป ซึ่งการผ่าตัดถุงน้ำดีในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ
– การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง (Open cholecystectomy) ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดแบบเดิม ในปัจจุบันแพทย์จะเลือกใช้ในการผ่าตัดถุงน้ำดีที่มีอาการอักเสบมากหรือแตกทะลุในช่องท้อง (หลังการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ ผู้ป่วยไม่ควรทำงานหนักหรือยกของหนักอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์)
– การผ่าตัดถุงน้ำดีโดยการส่องกล้อง (Laparoscopic cholecystectomy) ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดแบบใหม่และได้กลายเป็นการรักษามาตรฐานเพื่อรักษาภาวะนิ่วในถุงน้ำดีมา โดยจะเป็นการเจาะรูเล็ก ๆ ที่หน้าท้อง 4 จุด ทำให้เจ็บแผลน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว 1-2 วันก็สามารถบ้านได้ (ยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยมีถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน ถ้าเป็นมากบางครั้งอาจจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ด้วยวิธีการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องหรือแบบเดิม ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป)

6.รอเวลาที่เหมาะสม ในผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดีที่ยังไม่มีอาการแสดงอะไรเลย แต่ตรวจพบโดยบังเอิญในขณะที่ตรวจรักษาโรคอื่น อาจจะยังไม่จำเป็นต้องรีบทำการผ่าตัด เนื่องจากมักเป็นนิ่วก้อนเล็กและอยู่ลึกที่ก้นถุงน้ำดี ซึ่งจะไม่ก่ออันตรายแก่ผู้ป่วย และแพทย์จะนัดติดตามดูเป็นระยะ ๆ

  1. การส่องกล้องตรวจรักษาท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (Endoscopic retrograde cholangiopancreatography – ERCP) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีนิ่วในท่อน้ำดีร่วมด้วย เพื่อเอานิ่วที่อยู่ในท่อน้ำดีออกมา

แพทย์ผู้เขียน

อายุรแพทย์ทางด้านโรคระบบทางเดินอาหาร
ให้คะแนนบทความนี้
[คะแนนบทความนี้: 3.3]
เรายึดมั่นในหลักการรักษาที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการดูแลและติดตามผลการรักษาจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด