การตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปี

3090
  • การตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปี ปลอดภัยหรือไม่?

ปัจจุบันจากแนวโน้มที่คนทั่วไปจะแต่งงานช้าลงโดยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม ทำให้มีคุณแม่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากขึ้นกว่าเดิม คุณแม่กลุ่มนี้จึงมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 15-20 ของสตรีที่ตั้งครรภ์ แม้ว่าการดูแลสุขภาพของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปี (นับอายุคุณแม่ที่ครบเมื่อวันครบกำหนดคลอด) จะมีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าในอดีตก็ตาม แต่ถ้าคุณตั้งใจที่จะตั้งครรภ์หรือมีครรภ์หลังอายุดังกล่าวนี้แล้ว คุณควรจะทำความเข้าใจถึงอัตราเสี่ยงหลายประการที่เพิ่มขึ้น ต่อสุขภาพของคุณแม่ และทารกในครรภ์ในคุณแม่กลุ่มนี้ เพื่อลดอัตราเสี่ยง และเพิ่มโอกาสของการตั้งครรภ์คุณภาพที่บรรลุเป้าหมายของคำขวัญที่ว่า แม่อยู่รอด ลูกปลอดภัย

  • อัตราเสี่ยงที่สตรีตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปี จะคลอดบุตรผิดปกติ มีเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่?

เป็นความจริง ที่สตรีตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปี จะมีโอกาสคลอดบุตรเป็นเด็กผิดปกติมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กปัญญาอ่อนกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) กล่าวคือ ในสตรีทั่วไปอายุต่ำกว่า 35 ปี จะมีโอกาสคลอดทารกเป็นเด็กกลุ่มอาการดาวน์ อยู่ในระหว่าง 1/1000 ถึง 1/4000 ของทารกที่คลอด แต่เมื่อสตรีอายุ 35 ปี โอกาสจะเพิ่มเป็น 1/300 และจะเพิ่มเป็น 1/100 ของทารกที่คลอด เมื่อคุณแม่อายุ 40 ปี และเพิ่มเป็น 1/10 เมื่อคุณแม่อายุ 45 ปี

  • สตรีที่มีอายุมากมีโอกาสแท้งบุตรสูงขึ้นด้วยหรือไม่?

เช่นเดียวกับคำถามข้างต้น สตรีทั่วไปที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี จะมีโอกาสแท้งบุตร (การตั้งครรภ์สิ้นสุดก่อน 20 สัปดาห์) ร้อยละ 12 ถึง 15 แต่ในกลุ่มอายุมากกว่า 35 ปี จะเพิ่มเป็นร้อยละ 20 จนสูงขึ้นถึง ร้อยละ 25 เมื่ออายุ 40 ปี

  • นอกจากผลกระทบต่อการแท้ง และการคลอดบุตรเป็นทารกผิดปกติ แล้วยังมีอัตราเสี่ยงอื่นที่เพิ่มขึ้นกับสตรีตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปีอีกหรือไม่?

นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีปัจจัยอื่นซึ่งจะเพิ่มอัตราเสี่ยงในการตั้งครรภ์ภายหลังอายุ 35 ปี ได้แก่

  1. ปัญหาโรคทางด้านอายุรกรรมที่มักมากขึ้นพบในคนสูงอายุ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคของหลอดเลือด รวมไปถึงโรคของอวัยวะภายในสตรี เช่น เนื้องอกมดลูก เนื้องอกรังไข่
  2. ปัญหาโรคครรภ์เป็นพิษ โรคเบาหวานที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ จะพบบ่อยขึ้นซึ่งจำเป็นที่สตรีกลุ่มนี้ต้องมีการฝากครรภ์เริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์ และมีการตรวจครรภ์ต่อเป็นระยะสม่ำเสมอ
  3. ทารกตายในครรภ์ และคลอดทารกน้ำหนักน้อย จะพบได้สูงขึ้น
  4. โอกาสที่จะต้องรับการผ่าตัดสูงขึ้น
  • เมื่อโอกาสเสี่ยงที่จะมีภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นดังนี้แล้ว จะปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะเพิ่มโอกาสให้เป็นการตั้งครรภ์คุณภาพได้?

การมีสุขภาพที่แข็งแรงตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ และในระหว่างตั้งครรภ์จะช่วยลดอัตราเสี่ยงลงได้ มีคำแนะนำที่น่าจะเป็นประโยชน์กล่าวคือ

  1. ควรได้รับ กรดโฟลิค (Folic acid) อย่างเพียงพอตั้งแต่ก่อน และระหว่างตั้งครรภ์ อย่างน้อยวันละ 4 มก. สารนี้จะมีมากในผักใบเขียว ถั่ว ตับ เป็นต้น
  2. งดกาแฟระหว่างตั้งครรภ์ ถ้าทำไม่ได้ควรไม่เกิน 300 มก. (กาแฟดำประมาณ ½ ถ้วย)
  3. รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ เพิ่มโปรตีน วิตามิน แคลเซียม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ วิธีที่สะดวกที่สุดคือ การเดินต่อเนื่องครั้งละ 15 ถึง 30 นาที อาทิตย์ละอย่างน้อย 3 ถึง 4 ครั้ง การว่ายน้ำก็เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมอีกชนิดหนึ่งนาตรีตั้งครรภ์
  4. งดสุรา และบุหรี่ โดยเด็ดขาด
  5. ถ้าท่านเป็นคนที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ (body Mass Index ดัชนีมวลกาย ซึ่งคำนวณจาก นน.ของท่านเป็นกิโลกรัม หารด้วย ความสูง เป็นเมตร ยกกำลังสอง ค่าที่ยอมรับในเกณฑ์ปกติอยู่ระหว่าง 5 ถึง 25 Kg/ square meter ถ้าอยู่เกิน 35 Kg / square meter ถือว่าอ้วน ควรลดน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเบาหวาน ครรภ์เป็นพิษในขณะตั้งครรภ์ได้

ท่านควรรีบพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ เนื่องจากช่วงระยะแรกของการตั้งครรภ์เป็นช่วงที่สำคัญยิ่ง และการมาติดตามตรวจครรภ์ให้สม่ำเสมอก็จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะตรวจพบความผิดปกติต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น และสามารถให้การรักษาได้ทันท่วงที เป็นการลดอัตราเสี่ยงลงได้ รวมทั้งความสนใจศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ การคลอด ก็จะช่วยให้คุณแม่มีโอกาสที่จะดูแลสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวคุณแม่เองที่จะต้องมาพบแพทย์ก่อนกำหนดนัดด้วย

  • สตรีตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปี ต้องได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติมกว่าสตรีตั้งครรภ์อายุน้อยหรือไม่?

ในสตรีกลุ่มนี้ นอกเหนือไปจากการตรวจครรภ์ปกติแล้ว แพทย์จะอธิบายถึง

  1. การทดสอบสำหรับตรวจความผิดปกติของทารกในครรภ์ให้คุณแม่ และคุณพ่อทราบ ซึ่งหมายถึง การทำอัลตร้าซาวด์ตรวจดูความผิดปกติของทารกในครรภ์ การตรวจเลือดคุณแม่ทำ NIPT test, Double หรือ Quad screening test การเจาะน้ำคร่ำ
  2. การตรวจคัดกรองหาโรคเบาหวานที่เกิดเป็นขณะตั้งครรภ์ (gestation Diabetes) ซึ่งจะเจาะเลือดคุณแม่เพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก และ/หรือ เมื่ออายุครรภ์ 24 ถึง 28 สัปดาห์
  3. การตรวจคัดกรองภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคครรภ์เป็นพิษระหว่างตั้งครรภ์ (Toxemia of Pregnancy) โดยแพทย์จะตรวจวัดลักษณะของการไหลเวียนเลือดที่มีเลี้ยงเส้นเลือดแดงที่มาเลี้ยงมดลูกในช่วงอายุครรภ์ 12 ถึง 24 สัปดาห์ (Blood flow study of the uterine arteries) ซึ่งมีการศึกษาพบว่าในผู้ป่วยที่มีลักษณะการไหลเวียนเลือดผิดปกติในเส้นเลือดที่มาเลี้ยงมดลูกในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคครรภ์เป็นพิษกับผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นสูงกว่ากลุ่มที่มีลักษณะการไหลเวียนเลือดปกติ แพทย์จะได้วางแผนการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษขึ้นนี้ได้ดีขึ้น

คุณพ่อ คุณแม่เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว อย่าเพิ่งหมดกำลังใจที่จะตั้งครรภ์ แม้ท่านจะอยู่ในกลุ่มคุณแม่ที่อายุมาก เพราะถ้าท่านมีการดูแลเตรียมตัวเองอย่างดีตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ มีการวางแผนเตรียมการตั้งครรภ์ และปฏิบัติตัวถูกต้องเหมาะสมตลอดการตั้งครรภ์ และได้รับการดูแลจากแพทย์ พยาบาล ที่มีความรู้ และมีคุณภาพ การบรรลุวัตถุประสงค์ แม่อยู่รอด ลูกปลอดภัย ก็ไม่ใช่สิ่งไกลเกินไปเลย ขอให้ท่านโชคดีครับ

แพทย์ผู้เขียน

สูติ-นรีแพทย์ทางด้านรักษาผู้มีบุตรยาก
ให้คะแนนบทความนี้
[คะแนนบทความนี้: 3]