• banner

ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายไม่ออก สัญญาณเตือนโรคร้ายที่คุณไม่ควรมองข้าม

อาการท้องผูกเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนไทยทุกเพศทุกวัย โดยผู้ป่วยมักมีอาการถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ อุจจาระแข็ง ต้องเบ่งนาน หรือถ่ายไม่ออกเลย หากปล่อยให้เป็น ท้องผูกเรื้อรัง ต่อเนื่องนานเกิน 3 เดือน อาจไม่ใช่แค่ริดสีดวง แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคในลำไส้ใหญ่ที่มีความอันตราย

หลายคนเลือกที่จะทนทุกข์กับการนั่งแช่ในห้องน้ำเป็นเวลานาน ปวดเบ่งแต่ถ่ายไม่ออก หรือพึ่งพายาระบายจนกลายเป็นนิสัย แต่รู้หรือไม่ว่าการปล่อยให้มีอาการท้องผูกเรื้อรังยาวนาน สิ่งที่ตามมาอาจก่อให้เกิดโรคที่อันตรายกว่าที่คิด หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ ควรเข้ามาเช็กอาการและรับการตรวจวินิจฉัยที่ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ เพื่อทราบสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสม ช่วยให้ระบบขับถ่ายกลับคืนมาเป็นปกติ

สารบัญ

อาการท้องผูก คืออะไร? เช็กสัญญาณเตือนที่คุณอาจเป็นอยู่

ท้องผูก คือ มีอาการถ่ายอุจจาระผิดปกติ โดยทางการแพทย์จะถือว่าคุณมีอาการท้องผูกหรือระบบขับถ่ายผิดปกติ เมื่อมีอาการใดอาการหนึ่งหรือหลายข้อรวมกัน ดังต่อไปนี้

  • ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง หรือเป็นก้อนสั้น ๆ เล็ก ๆ คล้ายขี้กระต่าย
  • ต้องออกแรงเบ่งถ่ายอุจจาระมากกว่าปกติ หรือใช้เวลาเบ่งนาน
  • รู้สึกว่าถ่ายอุจจาระไม่สุดหรือถ่ายไม่หมด
  • ไม่มีความรู้สึกปวดถ่ายอุจจาระเลย
  • ถึงขั้นต้องใช้นิ้วช่วยล้วงเพื่อให้สามารถขับถ่ายอุจจาระออกมาได้

Checklist ประเมินระดับความรุนแรง

ระดับความรุนแรง ลักษณะอาการที่เป็น ข้อแนะนำจากแพทย์
เบื้องต้น ถ่ายยากเป็นบางครั้ง อุจจาระแข็งเล็กน้อย (น้อยกว่า 3 วันต่อสัปดาห์) ดื่มน้ำเพิ่ม ทานผักผลไม้ และปรับพฤติกรรมการขับถ่าย
เรื้อรัง ต้องใช้แรงเบ่งมาก ถ่ายไม่สุด เป็นต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง อาจต้องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือฝึกเบ่ง
อันตราย ถ่ายเป็นเลือด ปวดท้องรุนแรง น้ำหนักลด คลำเจอก้อน ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อส่องกล้องลำไส้ใหญ่โดยเร็ว

สาเหตุของอาการท้องผูก ที่พบบ่อยในคนไทย

การที่เราถ่ายไม่ออก ไม่ได้แปลว่าลำไส้ขี้เกียจเสมอไป แต่สามารถแบ่งสาเหตุหลัก ๆ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ดังนี้

1. เกิดจากพฤติกรรมและการใช้ชีวิต (Lifestyle Factors)

  • พฤติกรรมการกิน ดื่มน้ำน้อยเกินไป ทานอาหารที่มีกากใยต่ำ ไม่กินผักผลไม้
  • พฤติกรรมการขับถ่าย ชอบกลั้นอุจจาระเมื่อปวด หรือนั่งบนชักโครกเป็นเวลานาน ๆ
  • การเคลื่อนไหว นั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานาน ๆ ขาดการออกกำลังกาย
  • ภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS) ทำให้มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย

2. เกิดจากโรคซ่อนเร้นหรือยา (Medical Conditions & Medications)

  • ความผิดปกติของลำไส้และหูรูด เช่น ภาวะลำไส้ใหญ่เคลื่อนตัวช้าผิดปกติ (Colonic Inertia) หรือกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและหูรูดทำงานไม่ประสานกันขณะเบ่ง (Anismus)
  • รอยโรคทางกายวิภาค มีก้อนเนื้องอกอุดตันในลำไส้ใหญ่ รูทวารหนักมีแผลเป็นหรือตีบแคบ
  • โรคประจำตัว โรคทางต่อมไร้ท่อ เช่น ไทรอยด์ทำงานต่ำ หรือโรคทางระบบประสาทและสมอง เช่น พาร์กินสัน
  • ผลข้างเคียงจากยา เช่น ยาแก้ปวด ยาลดกรด ยาแก้ซึมเศร้า หรือยาบำรุงเลือดบางชนิด

วิธีแก้ท้องผูกเบื้องต้นด้วยการปรับพฤติกรรม

หากอาการเพิ่งเริ่มเป็นหรือไม่ได้เกิดจากโรคซ่อนเร้น คุณสามารถแก้ไขปัญหาอุจจาระแข็งหรืออาการท้องผูกได้ด้วยวิธีเหล่านี้

  1. เพิ่มปริมาณน้ำและกากใย ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 1.5 – 2 ลิตร และควรทานผักผลไม้ แต่หากท้องผูกรุนแรง การทานไฟเบอร์เยอะเกินไปอาจทำให้ท้องอืดและควรปรึกษาแพทย์
  2. ปรับเวลานั่งชักโครก ช่วงเวลาที่ลำไส้ทำงานดีที่สุดคือ 5-30 นาทีหลังอาหารเช้า ควรเข้าไปนั่งชักโครกในช่วงนี้เพื่อสร้างนิสัย
  3. อย่ากลั้นเด็ดขาด เมื่อรู้สึกปวดถ่าย ควรไปเข้าห้องน้ำทันที
  4. ท่านั่งเบ่งที่ถูกต้อง หากนั่งชักโครกแบบชักโครกนั่งราบ ให้นำเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ มารองใต้เท้าเพื่อให้เข่าชันขึ้น ทำมุมประมาณ 35 องศา ท่านี้จะช่วยให้ลำไส้ตรงอยู่ในแนวตรงและขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
  5. ให้เวลากับตัวเอง ไม่ควรรีบเร่งและอย่าใช้เวลาเบ่งรุนแรงเกินไป เพราะจะเสี่ยงเป็นริดสีดวงทวาร

ท้องผูก


การรักษาท้องผูกเรื้อรังโดยแพทย์เฉพาะทาง (เมื่อยาระบายไม่ได้ผล)

หากปรับพฤติกรรมแล้วยังคงปวดท้องถ่ายไม่ออก แพทย์เฉพาะทางจะทำการตรวจวินิจฉัยเชิงลึก เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่แม่นยำและปลอดภัย เช่น

  1. การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นการส่องกล้องผ่านทวารหนักเพื่อดูพยาธิสภาพภายในลำไส้ใหญ่ทั้งหมด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง หรือมีสัญญาณเตือน เช่น ถ่ายเป็นเลือด หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  2. การตรวจการทำงานของหูรูดทวารหนัก (Anorectal Manometry) เป็นการตรวจที่แม่นยำสูง เพื่อดูแรงเบ่ง การคลายตัวของหูรูดทวารหนัก และระบบประสาทความรู้สึกบริเวณทวารหนักขณะเบ่งว่าทำงานประสานกันหรือไม่
  3. Balloon Expulsion Test เป็นการตรวจที่จำลองการเบ่งอุจจาระจริง โดยให้ผู้ป่วยพยายามเบ่งลูกโป่งที่บรรจุน้ำออกภายในเวลาที่กำหนด เพื่อประเมินประสิทธิภาพการขับถ่าย
  4. การตรวจการเคลื่อนตัวของกากอาหาร (Colonic Transit Study) เพื่อเช็กว่าลำไส้ใหญ่มีการบีบตัวเพื่อดันกากอาหารได้ช้าผิดปกติหรือไม่

การรักษาท้องผูกเรื้อรัง การฝึกเบ่ง


นวัตกรรมฝึกเบ่ง (Biofeedback) ทางออกของคนท้องผูกโดยไม่ต้องพึ่งยา

รู้หรือไม่ว่า อาการท้องผูกเรื้อรังหลายเคส เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหูรูดและอุ้งเชิงกรานทำงานไม่ประสานกัน การที่ผู้ป่วยพยายามเบ่งแต่กล้ามเนื้อหูรูดกลับเกร็งตัวปิดรูทวารหนักไว้ ทำให้ยิ่งเบ่งยิ่งไม่ออก ซึ่งยาระบายไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ขอเสนอทางออกแห่งนวัตกรรมด้วย การรักษาด้วยการฝึกเบ่ง (Biofeedback Therapy) นี่คือมาตรฐานการรักษาแบบใหม่ที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพึ่งยา โดยมีกลไกการทำงานดังนี้

  • เห็นภาพกล้ามเนื้อตัวเอง แพทย์จะใส่ตัวรับสัญญาณขนาดเล็กที่ทวารหนัก ซึ่งจะแสดงผลการทำงานของกล้ามเนื้อออกมาเป็นเส้นกราฟบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้ผู้ป่วยเห็นแบบ Real-time
  • เรียนรู้การเบ่งที่ถูกต้อง ผู้ป่วยจะได้ฝึกปรับกล้ามเนื้อไปพร้อมกับหน้าจอ เมื่อเบ่งถูกวิธีกราฟจะแสดงแรงเบ่งที่พุ่งสูงขึ้น พร้อมกับกราฟหูรูดที่คลายตัวต่ำลง
  • ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้ว สถิติทางการแพทย์ยืนยันว่ากว่า 80% ของผู้ป่วยที่เข้ารับการฝึกเบ่ง สามารถกลับมาถ่ายอุจจาระได้เองเป็นปกติโดยไม่ต้องพึ่งยาระบายอีกต่อไป

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการท้องผูก (FAQ)

ท้องผูกแบบไหน เป็นสัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่?

หากคุณมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระมีขนาดเล็กลง ลีบแบนคล้ายแท่งดินสอ ถ่ายเป็นเลือดสดหรือมีมูกเลือดปน คลำเจอก้อนที่ท้อง อ่อนเพลีย ซีด หรือน้ำหนักลดลงโดยไม่ตั้งใจ อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์เพื่อส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทันที

กินยาระบายบ่อย ๆ อันตรายไหม?

อันตราย เพราะการใช้ยาระบายติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ลำไส้ใหญ่ดื้อยาและขี้เกียจ คือลำไส้จะไม่ยอมบีบตัวทำงานเองหากไม่มียามากระตุ้น ส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูกเรื้อรังที่รักษายากขึ้นไปอีก นอกจากนี้อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จนเกิดอันตรายได้

การฝึกเบ่ง (Biofeedback) เจ็บไหม ใช้เวลานานเท่าไหร่?

ไม่เจ็บ เนื่องจากขั้นตอนการใส่เครื่องมือวัดสัญญาณมีวิธีการทำที่นุ่มนวลและไม่สร้างความเจ็บปวด โดยการฝึกแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที แพทย์จะประเมินจำนวนครั้งที่ต้องมาฝึกอย่างต่อเนื่อง มักจะประมาณ 4-6 ครั้ง เพื่อให้กล้ามเนื้อจดจำการทำงานที่ถูกต้องได้อย่างถาวร

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777

Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 14/05/2026

Author doctor

Dr. Chatchai Kriengkirakul

img

Specialty

Gastroenterologist

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program