ไขมันพอกตับ เช็คอาการโรคตับเริ่มแรก ก่อนสายเกินแก้
ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver) เป็น “โรคเงียบ” หรือ “Silent Killer” ครับ เพราะส่วนใหญ่แล้วภาวะนี้จะไม่แสดงอาการที่ชัดเจนในระยะแรกเริ่ม ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากละเลยและไม่รู้ตัวว่ากำลังมีความเสี่ยงนะครับ จนกระทั่งไขมันที่สะสมในตับมากเกินไปนั้นนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง และพัฒนาไปเป็นพังผืดในตับ ตับอักเสบ (Hepatitis) หรือร้ายแรงถึงขั้นตับแข็ง (Cirrhosis) ได้ในที่สุดครับ ผู้ป่วยอาจเริ่มสังเกตเห็นอาการโรคตับ เริ่มแรกที่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง แน่นท้อง หรือหากมีอาการหนักขึ้นอาจพบตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าโรคตับ อาการกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต การตระหนักรู้และปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคตับ เพื่อตรวจคัดกรองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
สารบัญ
- ไขมันพอกตับ (Fatty Liver) คืออะไร?
- ไขมันพอกตับเกิดจากอะไร? (ปัจจัยเสี่ยงที่คุณอาจไม่รู้ตัว)
- เช็คลิสต์: อาการโรคตับ เริ่มแรก (สัญญาณเตือนจากภาวะไขมันพอกตับ)
- แพทย์วินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับได้อย่างไร?
- ภาวะไขมันพอกตับ อันตรายแค่ไหน? (ระดับความรุนแรง)
- วิธีรักษาไขมันพอกตับ และดูแลตัวเอง (แนะนำโดยแพทย์)
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับไขมันพอกตับและโรคตับ
ไขมันพอกตับ (Fatty Liver) คืออะไร?
ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในร่างกาย ทำหน้าที่มากกว่า 500 อย่าง ตั้งแต่ช่วยกำจัดสารพิษ สร้างพลังงาน ไปจนถึงควบคุมไขมัน แต่เมื่อมีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับมากเกินไป (เกิน 5-10% ของน้ำหนักตับ) จะเกิดภาวะที่เรียกว่าไขมันเกาะตับ หรือไขมันพอกตับ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาตับที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงาน และผู้ที่มีโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงไขมันพอกตับเกิดจากอะไร? (ปัจจัยเสี่ยงที่คุณอาจไม่รู้ตัว)
ไขมันพอกตับส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่สะสมต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการโรคตับ เริ่มแรกโดยไม่รู้ตัว- อาหารที่ไม่สมดุล การทานอาหารรสหวานจัด มันจัด โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลและแป้งขัดสีสูง นำไปสู่การสร้างไขมันในตับ
- ภาวะน้ำหนักเกิน/โรคอ้วน การมีไขมันในช่องท้อง หรือภาวะน้ำหนักเกิน เป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงที่กระตุ้นให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของไขมันพอกตับ ชนิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ (NAFLD)
- ภาวะดื้อต่ออินซูลิน/เบาหวาน เมื่อร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน จะกระตุ้นให้ตับผลิตและสะสมไขมันมากขึ้น
- การขาดการออกกำลังกาย การใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่งทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ไม่ดีเท่าที่ควร
เช็คลิสต์: อาการโรคตับ เริ่มแรก (สัญญาณเตือนจากภาวะไขมันพอกตับ)
ในระยะเริ่มต้น ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับ อาจไม่แสดงอาการใด ๆ หรือมีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง ทำให้หลายคนมองข้ามไป เช่น- เหนื่อยล้าง่ายกว่าปกติ รู้สึกอ่อนเพลียเรื้อรัง ไม่มีแรง แม้จะพักผ่อนเพียงพอแล้วก็ตาม
- แน่นหรืออึดอัดบริเวณชายโครงขวา อาจรู้สึกตึง ๆ หรืออิ่มเร็วผิดปกติ
- ผลตรวจเลือดผิดปกติ พบค่าตับสูง (AST, ALT) หรือมีระดับไขมันในเลือดสูง
- ความเสี่ยงร่วม มีประวัติเป็นโรคอ้วน เบาหวาน หรือภาวะเมตาบอลิกซินโดรม
อาการ "ตาเหลือง" เกี่ยวข้องกับโรคตับอย่างไร?
อาการตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) เป็นสัญญาณอันตรายที่มักปรากฏเมื่อ โรคตับอาการรุนแรงขึ้น หรือตับเริ่มทำงานล้มเหลว ตับที่เสียหายจะไม่สามารถกำจัดสารสีเหลืองที่เรียกว่า "บิลิรูบิน" ออกจากเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สารนี้สะสมในร่างกายและแสดงออกผ่านทางผิวหนังและตาขาว การมีตาเหลืองจึงเป็นสัญญาณที่ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางโรคตับโดยด่วนแพทย์วินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับได้อย่างไร?
การวินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับต้องอาศัยการตรวจหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการโรคตับ เริ่มแรกที่ไม่ชัดเจน- การตรวจเลือด เพื่อดูค่าตับสูง (AST, ALT) และระดับไขมันในเลือด
- อัลตราซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound) เป็นวิธีหลักในการคัดกรองเบื้องต้นเพื่อดูการสะสมของไขมันในตับ
- FibroScan เป็นการตรวจที่ทันสมัย ไม่เจ็บ และรวดเร็ว เพื่อประเมินปริมาณไขมันสะสม (ไขมันเกาะตับ) และระดับพังผืดในตับได้อย่างแม่นยำ
ภาวะไขมันพอกตับ อันตรายแค่ไหน? (ระดับความรุนแรง)
ไขมันพอกตับ ไม่ใช่ภาวะที่อยู่คงที่ แต่สามารถดำเนินโรคไปสู่ความรุนแรงได้ 4 ระยะ ดังนี้- ระยะที่ 1: ไขมันสะสมในตับ (Simple Steatosis) มีไขมันสะสมแต่ตับยังไม่เกิดการอักเสบ
- ระยะที่ 2: ตับอักเสบจากไขมัน (NASH – Non-alcoholic steatohepatitis) เริ่มมีตับอักเสบ (Hepatitis) ร่วมด้วย ซึ่งเป็นระยะที่อันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจัง
- ระยะที่ 3: พังผืดในตับ (Fibrosis) การอักเสบต่อเนื่องทำให้เกิดพังผืดในตับ
- ระยะที่ 4: ตับแข็ง (Cirrhosis) ตับเสียหายถาวรและสูญเสียการทำงาน อาจนำไปสู่มะเร็งตับและภาวะตับวายได้
วิธีรักษาไขมันพอกตับ และดูแลตัวเอง (แนะนำโดยแพทย์)
การจัดการภาวะไขมันพอกตับในระยะเริ่มต้นส่วนใหญ่เน้นไปที่การปรับพฤติกรรมเพื่อลดไขมันสะสมและป้องกันการอักเสบ ซึ่งถือเป็นการรักษาที่ดีที่สุดที่แพทย์แนะนำครับ- ลดน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การลดน้ำหนักเพียง 7-10% ของน้ำหนักตัวมีส่วนช่วยลดไขมันในตับได้อย่างมีนัยสำคัญนะครับ ควบคู่กับการออกกำลังกาย แบบแอโรบิกอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- ควบคุมอาหารและงดแอลกอฮอล์ ลดการบริโภคน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตขัดสี และไขมันทรานส์ พร้อมทั้งงดแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิงเพื่อลดภาระของตับ
- ควบคุมโรคประจำตัว จัดการกับเบาหวานและไขมันในเลือดสูง ให้อยู่ในระดับปกติครับ
- ตรวจติดตามกับแพทย์ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางและเข้ารับการตรวจ FibroScan หรืออัลตราซาวด์ช่องท้อง ตามนัดเพื่อติดตามความก้าวหน้าของโรค
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับไขมันพอกตับและโรคตับ
ไขมันพอกตับ รักษาหายขาดได้ไหม?
ไขมันพอกตับในระยะเริ่มต้น (Simple Steatosis) สามารถหายขาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ป่วยสามารถลดน้ำหนักได้สำเร็จตามเป้าหมาย 7-10% ของน้ำหนักตัว และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม หากโรคดำเนินไปจนถึงระยะตับแข็ง (Cirrhosis) แล้ว ความเสียหายจะเป็นแบบถาวรต้องมีอาการ ตาเหลือง ก่อนไหม ถึงเรียกว่าเป็นโรคตับ?
ไม่จำเป็น การมีอาการโรคตับ เริ่มแรกส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงอาการชัดเจน การมีตาเหลืองบ่งชี้ว่าโรคตับอาการรุนแรงขึ้นมากแล้ว ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจค่าตับสูง (AST, ALT) หรือทำ FibroScan เพื่อค้นหาภาวะไขมันพอกตับก่อนเกิดอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่าตับสูงเป็นไขมันพอกตับเสมอไปหรือไม่?
ค่าตับสูง (AST, ALT) บ่งชี้ถึงภาวะตับอักเสบ (Hepatitis) แต่ไม่จำเป็นต้องเกิดจากไขมันพอกตับเสมอไป สาเหตุอื่น ๆ อาจรวมถึงการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ การใช้ยา หรือการดื่มแอลกอฮอล์ แพทย์จะต้องพิจารณาผลการตรวจอื่น ๆ เช่น อัลตราซาวด์ช่องท้อง หรือประวัติการเจ็บป่วยร่วมด้วยเพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริงจำเป็นต้องกินยาลดไขมันพอกตับหรือไม่?
ปัจจุบันยังไม่มี "ยาลด ไขมันพอกตับ" โดยเฉพาะที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ การรักษาหลักคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิด NASHMedical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 30/07/2025
Author doctor
Dr. Warawuti Buranawuti
Specialty
Gastroenterologist






