• banner

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C) ภัยเงียบไร้อาการ ตัวการก่อมะเร็งตับที่รักษาหายขาดได้

คุณเคยรับการตรวจหา เชื้อไวรัสตับอักเสบ บ้างไหม? หลายคนอาจคิดว่าตัวเองแข็งแรงดีและไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง จึงมองข้ามการตรวจสุขภาพในส่วนนี้ไป แต่ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C) หรือไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) ถือเป็นภัยเงียบที่น่ากังวลอย่างหนึ่ง เพราะเชื้อชนิดนี้มักแฝงตัวอยู่ในร่างกายและทำลายเนื้อตับอย่างช้า ๆ เป็นสิบปีโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัวและไม่มีอาการเตือนใด ๆ กว่าจะทราบว่าติดเชื้อก็มักจะเป็นช่วงที่เซลล์ตับถูกทำลายจนกลายเป็นมะเร็งตับไปแล้ว แต่ในปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ทำให้โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากเราตรวจพบได้เร็วและรับการรักษาอย่างถูกต้อง

สารบัญ

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C) คืออะไร?

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C หรือ HCV) คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Hepatitis C ซึ่งมุ่งเป้าโจมตีที่เซลล์ตับโดยตรง เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาจะนำไปสู่ภาวะตับแข็ง ตับวาย และเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการปลูกถ่ายตับ รวมถึงเป็นตัวการก่อมะเร็งตับในที่สุด

สาเหตุและการติดต่อของไวรัสตับอักเสบซี

ไวรัสชนิดนี้ไม่ได้ติดต่อทางการกินอาหารหรือการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป แต่ติดเชื้อทางเลือดเป็นหลัก โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหรือการใช้อุปกรณ์ที่มีเลือดปนเปื้อนร่วมกัน สาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่

  • การสักลาย เจาะหู หรือฝังเข็ม ด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาดและไม่ผ่านการฆ่าเชื้อที่ได้มาตรฐาน
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
  • การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น มีดโกนหนวด กรรไกรตัดเล็บ หรือแปรงสีฟัน ที่อาจมีเลือดหยดเล็ก ๆ ปนเปื้อนอยู่

อาการของไวรัสตับอักเสบซี ทำไมถึงเรียกว่าภัยเงียบ?

เหตุผลที่แพทย์เรียกโรคนี้ว่าภัยเงียบ เพราะกว่า 80% ของผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการใด ๆ ในระยะแรก โดยการดำเนินของโรคแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

1. ระยะเฉียบพลัน (Acute Hepatitis C)
เกิดขึ้นในช่วง 1-6 เดือนแรกหลังรับเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ หรือมีเพียงอาการคล้ายไข้หวัด อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย หรือเบื่ออาหารเล็กน้อย ทำให้มักถูกละเลยไป มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองหรือปัสสาวะสีเข้ม

2. ระยะเรื้อรัง (Chronic Hepatitis C)
หากระบบภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อไม่ได้ เชื้อจะฝังตัวในตับ ในระยะนี้ผู้ป่วยจะยังคงรู้สึกปกติ แต่ภายในนั้นตับกำลังถูกไวรัสทำลายอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งตับเริ่มแข็ง ผู้ป่วยจึงจะเริ่มมีอาการท้องโต ขาบวม หรืออาเจียนเป็นเลือด ซึ่งแปลว่าตับถูกทำลายไปมากแล้ว

จากการติดเชื้อ Hepatitis C สู่โรคร้ายในตับ

เส้นทางการลุกลามของโรคจากไวรัสตัวเล็ก ๆ สู่โรคร้ายแรง มีกลไกการทำลายเนื้อตับ ดังนี้

1. ไวรัสโจมตีเซลล์ตับ
เชื้อ HCV จะแบ่งตัวและกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวของร่างกายเข้ามาทำลายเซลล์ตับที่ติดเชื้อ

2. ตับอักเสบเรื้อรัง
เกิดการอักเสบซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลายาวนาน ส่งผลให้ค่าตับ (เอนไซม์ AST/ALT) ในการตรวจเลือดสูงผิดปกติ

3. เกิดพังผืดในตับ
เมื่อเซลล์ตับตายลง ร่างกายจะสร้างรอยแผลเป็นหรือพังผืดขึ้นมาแทนที่เนื้อตับดี

4. ตับแข็ง
พังผืดลุกลามเป็นวงกว้างจนเนื้อตับแข็งกระด้าง ตับสูญเสียความสามารถในการกรองของเสีย

5. มะเร็งตับ
สภาพแวดล้อมของตับที่แข็งและมีการอักเสบเรื้อรัง เป็นตัวเร่งชั้นดีที่ทำให้เซลล์ตับกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง

ไวรัสตับอักเสบซี hepatitis c

ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจไวรัสตับอักเสบซี?

การตรวจเลือดสามารถตรวจหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีได้อย่างแม่นยำ ใช้เวลาไม่นาน ไม่เจ็บ และไม่มีขั้นตอนซับซ้อนใด ๆ แนะนำให้ตรวจในกลุ่มต่อไปนี้

  • คนทั่วไปที่ไม่เคยตรวจไวรัสตับมาก่อน
  • ผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ซึ่งยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับ B เป็นวัคซีนพื้นฐาน
  • ผู้ที่มีประวัติรับเลือด ผ่าตัด หรือทำหัตถการทางการแพทย์มาก่อน
  • ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคตับหรือติดไวรัสตับ
  • หรือแม้แต่คนที่มีสุขภาพแข็งแรงดี แต่อยากรู้ให้ชัดเจนว่า "ตัวเองปลอดภัย"

อย่ารอให้อาการปรากฏ เพราะบางครั้งอาการแรกที่คุณรู้สึกได้ อาจเป็นตอนที่ตับถูกทำลายไปแล้วเกินครึ่ง

ไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบัน "รักษาให้หายขาดได้"

ในอดีตการรักษาไวรัสตับอักเสบซีต้องใช้วิธีฉีดยาที่มีผลข้างเคียงมากและใช้เวลารักษานาน แต่ปัจจุบันมีนวัตกรรมยาต้านไวรัสชนิดรับประทานที่เรียกว่า DAAs (Direct-Acting Antivirals) ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโดยตรง ทำให้การรักษาง่ายขึ้นโดยใช้เวลาทานเพียง 8-12 สัปดาห์ และมีผลข้างเคียงน้อยมาก ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ โดยโอกาสรักษาหายขาดสูงมากกว่า 95% แต่ก็มีข้อควรระวังคือ ต้องตรวจไวรัสตับอักเสบและพบแพทย์เพื่อรับยาตั้งแต่ระยะที่ตับยังไม่ถูกทำลายจนเป็นตับแข็ง เพราะหากรักษาช้าจนเข้าสู่ภาวะตับแข็งไปแล้ว แม้ยาจะกำจัดไวรัสได้หมด แต่ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับก็ยังคงหลงเหลืออยู่

ข้อแตกต่างระหว่างไวรัสตับอักเสบบี (HBV) VS ไวรัสตับอักเสบซี (HCV)

หัวข้อเปรียบเทียบ ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) ไวรัสตับอักเสบซี (HCV)
การติดต่อหลัก จากแม่สู่ลูก ทางเพศสัมพันธ์ และทางเลือด ติดเชื้อทางเลือดเป็นหลัก
อาการเบื้องต้น มักไม่มีอาการ แต่อาจพบภาวะตัวเหลืองได้บ้าง มักไม่มีอาการ
วัคซีนป้องกัน มีวัคซีน ป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ไม่มีวัคซีน ต้องป้องกันด้วยการเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
โอกาสรักษาหายขาด มีโอกาสหายขาดต่ำ แต่มียาควบคุมเชื้อได้ดี มีโอกาสหายขาดสูงถึง 95% ด้วยยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน

คำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ

สิ่งที่แพทย์อยากเน้นย้ำที่สุดคือ ปัจจุบันไวรัสตับอักเสบซียังไม่มีวัคซีนป้องกัน วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเลือดทุกชนิด และเนื่องจากโรคนี้ไม่แสดงอาการ การตัดสินใจเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จึงเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่า โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีประวัติสักลายหรือมีการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน อย่าปล่อยให้ไวรัสขโมยสุขภาพตับของคุณไป หากตรวจพบเร็วโรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ไวรัสตับอักเสบซี ติดต่อทางน้ำลาย หรือการทานอาหารร่วมกันหรือไม่?

ไม่ติดต่อ โดยไวรัสตับอักเสบซีไม่สามารถติดต่อกันผ่านทางการกอด จูบ การไอจาม หรือการรับประทานอาหารร่วมโต๊ะและใช้แก้วน้ำร่วมกันได้ แต่เชื้อไวรัสชนิดนี้จะติดต่อผ่านทางเลือดสู่เลือดเป็นหลัก

ไวรัสตับอักเสบซี มีวัคซีนป้องกันไหม?

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันไวรัสตับอักเสบซี ต่างจากไวรัสตับอักเสบบีที่มีวัคซีนแพร่หลายแล้ว ดังนั้นการป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือการไม่ใช้อุปกรณ์ที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเลือดร่วมกับผู้อื่น

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777

Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 12/05/2026

Author doctor

Dr. Poorikorn Feuangwattana

img

Specialty

Gastroenterologist

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program