• banner

ปวดไหล่ เกิดจากอะไร อาการ และแนวทางการรักษาไม่ให้ไหล่ติดเรื้อรัง

อาการปวดไหล่สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย สาเหตุหลัก ๆ มักมาจากการใช้งานไหล่หนัก เช่น ยกของหนักเป็นประจำ หรือเกิดจากอุบัติเหตุที่ทำให้เส้นเอ็นฉีกขาด รวมไปถึงอาการปวดจากภาวะไหล่ติด ทำให้ขยับหัวไหล่ไม่ถนัด และรบกวนชีวิตประจำวัน

อาการที่เจอคือมักจะปวดจี๊ด ๆ เวลายกแขน แต่หากเริ่มปวดร้าวจนขยับไหล่ไม่ได้เลย ไหล่ผิดรูป หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปแพทย์เฉพาะทางที่ศูนย์โรคกระดูกและข้อทันที เพราะอาจเสี่ยงเป็นโรคอันตราย เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับสาเหตุ อาการ และวิธีการรักษาที่เหมาะสม

สารบัญ


ปวดไหล่เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?

อาการปวดไหล่มักเกิดจากพฤติกรรมและการใช้งานที่หนักเกินไป จนเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบข้างอักเสบ หรือสาเหตุจากภาวะไหล่ติด และความผิดปกติของอวัยวะภายใน โดยสามารถจำแนกสาเหตุได้ดังนี้

  • อุบัติเหตุ: เช่น หกล้ม ไหล่ถูกกระแทกรุนแรง หรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาจนข้อไหล่หลุด
  • พฤติกรรมทำงาน: นั่งผิดท่า นั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่ลุกขึ้นมาเหยียดตัว และการใช้งานไหล่ซ้ำ ๆ
  • ความผิดปกติของอวัยวะภายใน: เช่น โรคหัวใจ มักปวดร้าวลงแขนและไหล่ซ้ายอย่างกะทันหัน
  • ภาวะข้อไหล่ติด: เกิดจากเยื่อหุ้มข้อไหล่อักเสบ ทำให้รู้สึกปวดและขยับไหล่ได้จำกัด
  • กระดูกทับเส้นประสาท: ทำให้ปวดร้าวบริเวณต้นคอ ผ่านไหล่ไปจนถึงแขน

ไหล่ติด vs ไหล่หลุด vs เอ็นไหล่ฉีก ต่างกันอย่างไร?

ทั้ง 3 ภาวะทำให้เกิดอาการปวดไหล่เหมือนกัน แต่มีลักษณะอาการและสาเหตุที่ต่างกันชัดเจน ดังนี้

ลักษณะ ไหล่ติด ไหล่หลุด เอ็นไหล่ฉีก
สาเหตุ เยื่อหุ้มข้อไหล่อักเสบ อุบัติเหตุกะทันหัน เช่น หกล้มหรือกีฬาปะทะ อุบัติเหตุหรือการใช้งานซ้ำซ้อนนาน ๆ
อาการเด่น ปวดตึงและเมื่อยไปทั่วไหล่ ปวดรุนแรงทันที ไหล่ผิดรูปแบบเห็นได้ชัด แขนไม่มีแรง ยกแขนเหนือไหล่ลำบาก
ลักษณะการเคลื่อนไหว ข้อไหล่ยึดและขยับได้น้อย ขยับแขนไม่ได้เลย ยกแขนเหนือไหล่ลำบาก

อาการปวดไหล่แบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์?

อาการปวดไหล่ส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ จากการพักผ่อนและปรับพฤติกรรม แต่หากปวดร้าวลงแขน ยกแขนไม่ขึ้น และมีไข้ร่วมด้วย ให้รีบไปแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการเพิ่มเติม เพราะอาจเกิดจากเส้นเอ็นขาด หรือสัญญาณของโรคหัวใจ

  • ปวดร้าวรุนแรง ตั้งแต่แขนลามไปจนถึงหลังส่วนบน
  • ไหล่ผิดรูป พร้อมกับอาการปวด บวม และแดง
  • แขนและมืออ่อนแรง ยกแขนไม่ขึ้น
  • ปวดนานติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ ใช้ยาแก้ปวดก็ยังไม่ดีขึ้น

วิธีวินิจฉัยปวดไหล่ แพทย์ตรวจอะไรบ้าง?

แพทย์วินิจฉัยอาการปวดไหล่ได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยใช้ท่าทดสอบเฉพาะเพื่อประเมินว่าอาการปวดเกิดจากสาเหตุใด ก่อนพิจารณาส่งตรวจภาพถ่ายทางรังสีเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์ให้ผู้ป่วยลองทำท่าทางต่าง ๆ เพื่อตรวจเช็กอาการปวดและการใช้งาน เช่น ยกแขน กางแขน หรือคลำหาจุดเจ็บ
  • เอกซเรย์ (X-ray): ตรวจสอบความผิดปกติของกระดูก เช่น กระดูกหัก ข้อไหล่เสื่อม
  • MRI: ตรวจดูเส้นเอ็น เนื้อเยื่อ และเส้นเอ็นหัวไหล่ว่าฉีกขาดหรือไม่

แนวทางการรักษาปวดไหล่ ไม่ผ่าตัด vs ผ่าตัด

โดยปกติวิธีการรักษาอาการปวดไหล่จะมีทั้งหมด 2 ทาง ได้แก่ การรักษาแบบไม่ผ่าตัดและการผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่แพทย์จะเลือกวิธีแรกก่อนเสมอ แต่หากอาการหนักขึ้นหรือรักษาด้วยวิธีแรกไม่ได้ผล อาจต้องพิจารณาผ่าตัดตามความรุนแรง

รักษาแบบไม่ผ่าตัด

  • การใช้ยา: ทั้งชนิดรับประทานและทา ได้แก่ ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ
  • ปรับพฤติกรรม: พักการใช้งานไหล่ และนั่งหลังตรงชิดพนักเก้าอี้
  • กายภาพบำบัด: รักษาด้วยการยืดและเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อป้องกันภาวะไหล่ติด
  • ฉีดยาสเตียรอยด์: เพื่อลดการอักเสบแบบเฉียบพลัน แต่เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ หลังฉีดควรทำกายภาพบำบัดควบคู่ไปด้วย

รักษาด้วยการผ่าตัด

ผู้ป่วยรายที่เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดรุนแรง หรือไหล่ติดที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดผ่านกล้อง (Arthroscopic Surgery) เพื่อซ่อมเอ็นที่ฉีกขาดหรือคลายพังผืดที่ยึดข้อไหล่ ข้อดีคือแผลมีขนาดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว แต่หากข้อไหล่หลุดหรือเสื่อมจนต้องใส่ข้อไหล่เทียม แพทย์จำเป็นต้องผ่าตัดแบบเปิดเพื่อรักษาอาการ


วิธีดูแลตัวเองและบริหารไหล่ เพื่อลดอาการปวด

การดูแลตัวเองเบื้องต้นช่วยบรรเทาอาการปวดไหล่ และป้องกันไม่ให้ข้อไหล่ติดแข็งมากขึ้น ควรทำควบคู่กับการรักษาที่แพทย์แนะนำ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

  • ประคบเย็นเพื่อลดการอักเสบ จากนั้นประคบร้อนเพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก จนกว่าอาการโดยรวมจะดีขึ้น
  • ทำท่าบริหารไหล่บ่อย ๆ เช่น ท่าแกว่งแขนแบบลูกตุ้ม ก้มตัวปล่อยแขนห้อยแล้วแกว่งเบา ๆ เป็นวงกลม ช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวโดยไม่ฝืนข้อไหล่ หรือท่าไต่ผนัง ค่อย ๆ ไล่นิ้วขึ้นตามกำแพงเพื่อเพิ่มองศาการยกแขนทีละนิด

ป้องกันอาการปวดไหล่ของคนทำงานออฟฟิศ ต้องทำอย่างไร?

การป้องกันอาการปวดไหล่ในคนทำงานออฟฟิศ จะเน้นไปที่การลดแรงเกร็งสะสมของกล้ามเนื้อบ่าและไหล่จากการนั่งทำงานท่าเดิมนาน ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของออฟฟิศซินโดรมที่ทำให้ปวดไหล่เรื้อรังได้

  • ปรับจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ระดับสายตา รวมถึงวางแขนและข้อมือให้อยู่ระดับเดียวกับโต๊ะทำงาน
  • ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-45 นาที ด้วยการยืดบ่าและไหล่เบา ๆ
  • หลีกเลี่ยงการสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียวเป็นประจำ ควรใช้กระเป๋าเป้ที่กระจายน้ำหนักทั้งสองข้าง
  • ออกกำลังกาย เสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบไหล่

คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดไหล่ (FAQ)

ไหล่ติดกับไหล่หลุด ต่างกันยังไง?

ไหล่หลุดเกิดจากอุบัติเหตุกะทันหัน ทำให้ไหล่ผิดรูปและขยับแขนไม่ได้ทันที ต้องรีบให้แพทย์จัดข้อกลับเข้าที่หรือใส่เฝือกอ่อน ส่วนไหล่ติดเกิดจากเยื่อหุ้มข้ออักเสบ จึงทำให้ขยับไหล่ได้น้อยลงเรื่อย ๆ รักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด

ปวดไหล่ตอนกลางคืน นอนไม่ได้ อันตรายไหม?

ไม่ได้อันตรายเสมอไป ปวดไหล่ตอนกลางคืนเป็นอาการที่พบได้บ่อยในทั้งเอ็นหัวไหล่อักเสบและไหล่ติด เพราะท่านอนกดทับ แต่หากปวดต่อเนื่องจนรบกวนการนอน ควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาสาเหตุที่แท้จริง

ปวดไหล่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังไหม?

เกี่ยวข้องได้ เพราะกระดูกคอเป็นส่วนหนึ่งของกระดูกสันหลัง หากมีภาวะกระดูกคอเสื่อมจนกระดูกงอกไปกดทับเส้นประสาทบริเวณคอ อาจทำให้ปวดร้าวมาที่ไหล่ บ่า และสะบักได้

ปวดไหล่ข้างเดียวกับปวดสองข้าง ต่างกันอย่างไร?

ปวดไหล่ข้างเดียวมักมีสาเหตุเฉพาะจุด เช่น ใช้งานไหล่ข้างนั้นหนักกว่า ส่วนปวดไหล่สองข้างพร้อมกันมักเกี่ยวข้องกับท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม หรือในบางรายอาจสัมพันธ์กับโรคข้ออักเสบได้เช่นกัน

ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
โทร. 0-2265-7777

Medical Center: Bone and Joint Center
Publish date desc: 07/08/2026

Author doctor

Dr. Napat Prasitmeeboon

img

Specialty

Orthopedic Surgery

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program