กระดูกสันหลัง คืออะไร หน้าที่ และโรคพบบ่อยที่ควรรู้
ถ้าต้องพูดถึงโครงสร้างกระดูกที่มีความสำคัญมาก ๆ ก็ต้องนึกถึงกระดูกสันหลังที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนเสาหลักของร่างกาย และคอยปกป้องไขสันหลัง ลักษณะเป็นโครงกระดูกแกนกลางลำตัว มีทั้งหมด 33 ชิ้น นอกจากช่วยพยุงตัวแล้ว ยังต้องรับภาระจากการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลาด้วย
ดังนั้น เราก็ควรถนอมโครงกระดูกนี้ด้วยการใช้งานอย่างระมัดระวัง ลดการทำกิจกรรมที่เสี่ยงให้กระดูกเสื่อมเร็ว หรือหักง่าย เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกระดูกแต่ละส่วน หน้าที่ และโรคที่พบได้บ่อย
สารบัญ
- กระดูกสันหลัง คืออะไร มีกี่ส่วน ทำหน้าที่อะไร?
- โรคกระดูกสันหลังที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?
- สัญญาณเตือนว่ากระดูกสันหลังมีปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม
- วิธีตรวจสุขภาพกระดูกสันหลัง ต้องทำอะไรบ้าง?
- วิธีดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรง ทำได้อย่างไร?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง (FAQ)
กระดูกสันหลัง คืออะไร มีกี่ส่วน ทำหน้าที่อะไร?
กระดูกสันหลัง (Spine) คือ แกนกระดูกที่อยู่กลางลำตัว เรียงต่อกันตั้งแต่ฐานกะโหลกศีรษะลงมาถึงก้นกบ หน้าที่หลักคือ รองรับน้ำหนักและพยุงร่างกายให้ตั้งตรง ปกป้องไขสันหลังที่อยู่ภายในโพรงกระดูกไม่ให้บาดเจ็บ เพราะเป็นศูนย์รวมของระบบประสาทของร่างกาย และยึดกล้ามเนื้อให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้หลากหลายทิศทาง
กระดูกสันหลัง มีกี่ส่วน แต่ละส่วนทำหน้าที่อะไร?
กระดูกสันหลังมีทั้งหมด 33 ชิ้น แบ่งออกเป็น 5 ส่วนตามตำแหน่ง ซึ่งแต่ละส่วนมีหน้าที่และลักษณะเฉพาะต่างกัน ดังนี้
| ส่วน | จำนวนชิ้น | หน้าที่ |
|---|---|---|
| กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Spine) | 7 ชิ้น | ช่วยเคลื่อนไหวและรองรับน้ำหนักของศีรษะและคอ มีเส้นเลือดสำคัญส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง |
| กระดูกสันหลังส่วนอก (Thoracic Spine) | 12 ชิ้น | เชื่อมกับกระดูกซี่โครง ปกป้องปอดและหัวใจ |
| กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar Spine) | 5 ชิ้น | รับน้ำหนักส่วนบนของร่างกายมากที่สุด จึงมีขนาดใหญ่และปวดบ่อยกว่าส่วนอื่น |
| กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ (Sacrum) | 5 ชิ้น | เสริมความมั่นคงและกระจายแรงน้ำหนักไปยังกระดูกเชิงกราน |
| กระดูกสันหลังส่วนก้นกบ (Coccyx) | 3-5 ชิ้น (เมื่อโตขึ้นจะเชื่อมเป็นกระดูกชิ้นเดียว) |
เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อสะโพก ไม่ได้รองรับน้ำหนักของร่างกาย |
โรคกระดูกสันหลังที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?
กระดูกสันหลังเป็นโครงสร้างกระดูกที่ต้องรับน้ำหนักและแรงกระแทกตลอดเวลา จึงมีโอกาสเสื่อมสภาพ สึกหรอ แตกหัก หรือผิดปกติได้หลายรูปแบบ โรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลังที่พบเจอได้บ่อยมีดังนี้
กระดูกสันหลังเสื่อม
กระดูกสันหลังเสื่อม เกิดจากข้อต่อและหมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพตามวัยหรือนั่งทำงานผิดท่าเป็นเวลานาน ทำให้ปวดหลังเรื้อรังต่อเนื่อง ขยับตัวลำบาก และอาจมีอาการชาร่วมด้วย พบมากขึ้นตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป
กระดูกสันหลังคด
กระดูกสันหลังคดหรือบิดผิดรูปเป็นรูปตัว C หรือตัว S พบได้ตั้งแต่วัยเด็กและวัยรุ่น อาการที่สังเกตได้ชัด เช่น ระดับไหล่ทั้งสองข้างไม่เท่ากัน สะโพกเอียง และเมื่อยหลังจากยืนหรือนั่งเป็นเวลานาน
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือปลิ้นออกมาทับเส้นประสาท ทำให้ปวดร้าวลงแขนหรือขาตามแนวเส้นประสาทที่ถูกกดทับ มักเกิดจากการยกของหนักหรือนั่งท่าเดิมนานเกินไป
กระดูกคอเสื่อม
กระดูกคอเสื่อมจากออฟฟิศซินโดรม โดยเฉพาะการก้มคอเล่นมือถือหรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ทำให้ปวดต้นคอและอาจปวดร้าวลงแขนได้หากกดทับเส้นประสาท
กระดูกสันหลังเคลื่อน
ข้อกระดูกสันหลังเคลื่อนออกจากแนวปกติไปด้านหน้าหรือด้านหลัง มักพบที่กระดูกเอวส่วนล่าง ทำให้ปวดหลังเรื้อรัง อาจปวดร้าวลงขาและกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้หากรุนแรงขึ้น
โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ
โพรงกระดูกที่เส้นประสาทลอดผ่านแคบลงตามความเสื่อมสภาพตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปวดร้าวลงขา ขาชาเหมือนมดไต่ เสียวแปลบที่มือ จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อนั่งพักหรือก้มตัวไปข้างหน้า
สัญญาณเตือนว่ากระดูกสันหลังมีปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม
แม้กระดูกสันหลังจะเสื่อมสภาพได้ตามวัย แต่มีสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าไม่ควรปล่อยไว้เฉย ๆ และควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางที่ศูนย์โรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยด่วน
- ปวดกระดูกสันหลังร้าวลงแขนหรือขา เริ่มจากคอ หลัง หรือสะโพก แล้วลามลงไปถึงขา น่อง และปลายเท้า
- มีอาการชาตามมือ แขน ขา ลักษณะเหมือนถูกไฟช็อต
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง หยิบจับของแล้วหล่น บิดตัวหรือเดินตัวเซ
- ไหล่หรือสะโพกสองข้างสูงไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด
- ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้
วิธีตรวจสุขภาพกระดูกสันหลัง ต้องทำอะไรบ้าง?
การตรวจสุขภาพกระดูกสันหลัง แพทย์มักจะเริ่มจากการตรวจร่างกายพื้นฐานก่อนเสมอ ไม่จำเป็นต้องตรวจด้วยเครื่องมือหรือเทคโนโลยีเฉพาะ หากไม่มีอาการที่น่าสงสัยเพิ่มเติม
ตรวจร่างกายพื้นฐาน
แพทย์จะประเมินความยืดหยุ่นของหลัง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการตอบสนองของเส้นประสาท เพื่อดูว่ามีจุดที่กดเจ็บหรือความผิดปกติทางกายภาพหรือไม่ เช่น ไหล่หรือสะโพกสองข้างสูงไม่เท่ากัน
ตรวจด้วยเครื่องมือทางการแพทย์
- เอกซเรย์ (X-ray) ดูโครงสร้างกระดูกและแนวความคดหรือความเสื่อมของกระดูกโดยรวม
- MRI กรณีที่แพทย์สงสัยว่าหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาทถูกกดทับ เพราะเห็นรายละเอียดเนื้อเยื่ออ่อนได้ชัดกว่าเอกซเรย์
- ตรวจความหนาแน่นของกระดูก เอกซเรย์ด้วยเครื่อง DEXA Scan เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
วิธีดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรง ทำได้อย่างไร?
การดูแลและปกป้องกระดูกสันหลังให้แข็งแรง ทำได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง
- นั่งและยืนในท่าที่ถูกต้อง นั่งหลังตรง ไม่นั่งค่อมหรือก้มคอนานเกินไป
- ยกของให้ถูกวิธี ด้วยการย่อเข่า ไม่ก้มหลังลงไปหยิบตรง ๆ
- ควบคุมน้ำหนักตัว ไม่ให้น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ เพื่อลดภาระที่กระดูกสันหลังต้องรับ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางและหลัง
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ลดความเสี่ยงไม่ให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็ว
- รับแคลเซียมและวิตามินดีให้เพียงพอ ผ่านการเจอแสงแดดบ่อย ๆ หรือรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เพื่อรักษาความหนาแน่นของกระดูกสันหลัง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง (FAQ)
กระดูกสันหลังผิดปกติ สังเกตยังไง?
มีอาการปวดหลังเรื้อรัง 2-3 สัปดาห์ ปวดร้าวลงแขนหรือขา ร่วมกับชาหรืออ่อนแรง ไหล่หรือสะโพกสองข้างสูงไม่เท่ากัน หากพบอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
กระดูกสันหลังเสื่อมกับกระดูกสันหลังคด ต่างกันยังไง?
กระดูกสันหลังคด คือ แนวกระดูกที่บิดโค้งผิดปกติ มักพบตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น ส่วนกระดูกสันหลังเสื่อมมักพบในวัยกลางคนขึ้นไป เกิดจากการสึกหรอของข้อต่อและหมอนรองกระดูกตามอายุการใช้งาน
อายุเท่าไหร่ที่กระดูกสันหลังเริ่มเสื่อม?
ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ส่วนใหญ่ยังไม่แสดงอาการชัดเจนจนกว่าจะอายุ 40-50 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นั่งทำงานนานหรือยกของหนักเป็นประจำ อาจเริ่มมีอาการเสื่อมเร็วกว่าคนทั่วไป
กระดูกสันหลังเสียหายแล้ว รักษาให้กลับมาเหมือนเดิมได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับความเสียหาย หากเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบสามารถหายเป็นปกติได้ แต่ความเสื่อมของหมอนรองกระดูกหรือข้อต่อมักไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมทั้งหมด แต่ควบคุมอาการและชะลอไม่ให้แย่ลงได้ ด้วยการทำกายภาพบำบัดและปรับพฤติกรรม





