• banner

ไม่กินหวาน ทำไมยังเป็นเบาหวาน?

“ปกติไม่ค่อยกินขนม ไม่ดื่มน้ำหวาน แล้วทำไมถึงเป็นเบาหวาน?”

นี่เป็นคำถามที่แพทย์ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง เพราะหลายคนเข้าใจว่า โรคเบาหวานเกิดจากการกินน้ำตาลหรือของหวานเป็นหลัก ดังนั้นถ้าไม่ชอบของหวานก็น่าจะมีโอกาสเป็นเบาหวานน้อย

ความจริงแล้ว การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” ของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 เพราะการเกิดโรคยังสัมพันธ์กับการทำงานของอินซูลิน พันธุกรรม อายุ น้ำหนักตัว ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง การเคลื่อนไหวร่างกาย รวมถึงรูปแบบอาหารโดยรวม ดังนั้น แม้ไม่ติดหวาน ก็ยังมีโอกาสเป็นเบาหวานได้

เบาหวานไม่ได้เริ่มจาก “ความหวาน” แต่เกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาลของร่างกาย

เบาหวานเป็นภาวะที่ระดับกลูโคสหรือน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากตับอ่อน มีหน้าที่สำคัญในการช่วยนำน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน หากร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดี หรือที่เรียกว่า “ภาวะดื้อต่ออินซูลิน” (Insulin Resistance) ตับอ่อนจะต้องทำงานมากขึ้นเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล เมื่อเวลาผ่านไป หากร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่เพียงพอ ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะสูงขึ้น และอาจพัฒนาเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

ไม่กินขนมหวาน แต่ “แป้ง” ก็เปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้

อีกเรื่องที่มักทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ เรามักนึกถึง “น้ำตาล” เฉพาะสิ่งที่มีรสหวาน เช่น น้ำอัดลม ชานม เค้ก หรือขนม แต่ในความเป็นจริง คาร์โบไฮเดรตจากอาหารหลายชนิดสามารถถูกย่อยเป็นกลูโคสได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง แป้ง ผลไม้ รวมถึงอาหารประเภทแป้งอื่น ๆ ดังนั้น คนที่ไม่กินขนมหวาน แต่รับประทานข้าว แป้ง หรืออาหารคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมากเป็นประจำ ก็ควรให้ความสำคัญกับปริมาณและคุณภาพของอาหารที่รับประทาน

ไม่ได้หมายความว่าเราต้อง “งดแป้ง” หรือ “งดคาร์โบไฮเดรต” ทั้งหมด เพราะคาร์โบไฮเดรตยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ เลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสม เช่น เลือกธัญพืชไม่ขัดสี เพิ่มผักและใยอาหาร และจัดสัดส่วนอาหารแต่ละมื้อให้สมดุล

แล้วอะไรทำให้คนที่ไม่กินหวานยังเป็นเบาหวานได้?

เบาหวานชนิดที่ 2 ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น

1. มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน
หากพ่อ แม่ หรือพี่น้องเป็นเบาหวาน ความเสี่ยงของเราจะเพิ่มขึ้นตามพื้นฐานทางพันธุกรรม

2. มีน้ำหนักเกินหรือมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง
ไขมันในช่องท้องสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ดังนั้นบางคนอาจไม่ได้กินอาหารหวานมาก แต่ได้รับพลังงานมากกว่าที่ร่างกายใช้เป็นเวลานาน จนน้ำหนักและรอบเอวเพิ่มขึ้น

3. เคลื่อนไหวร่างกายน้อย
การนั่งทำงานเป็นเวลานานและมีกิจกรรมทางกายน้อยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงของเบาหวานชนิดที่ 2

4. อายุเพิ่มขึ้น
ความเสี่ยงของเบาหวานเพิ่มขึ้นตามอายุ แม้ปัจจุบันจะพบเบาหวานชนิดที่ 2 ในคนอายุน้อยลงได้เช่นกัน

5. มีภาวะหรือโรคบางอย่างร่วมด้วย
เช่น ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของไขมันในเลือด ภาวะก่อนเบาหวาน หรือภาวะบางอย่างที่สัมพันธ์กับการดื้อต่ออินซูลิน

6. เคยมีเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ผู้หญิงที่เคยมีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตมากขึ้น เพราะฉะนั้น เวลาประเมินความเสี่ยงเบาหวาน แพทย์จึงไม่ได้ถามเพียงว่า “กินหวานไหม?” แต่ต้องดูสุขภาพและพฤติกรรมโดยรวมร่วมกัน


ผอมและไม่กินหวาน ก็เป็นเบาหวานได้หรือไม่?

เป็นได้  น้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนรูปร่างผอมจะไม่มีโอกาสเป็นเบาหวาน เพราะยังมีปัจจัยอื่น เช่น อายุ พันธุกรรม การทำงานของอินซูลิน ประวัติครอบครัว และภาวะสุขภาพบางอย่าง ดังนั้น การประเมินจากรูปร่างหรือพฤติกรรมการกินหวานเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถบอกได้ว่าใครมีหรือไม่มีเบาหวาน

เบาหวานอาจไม่มีอาการ แล้วควรสังเกตอะไร?

เบาหวานชนิดที่ 2 มักค่อยๆ พัฒนา และบางคนอาจไม่มีอาการชัดเจนในช่วงแรก เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น อาการที่อาจพบได้ เช่น
  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะช่วงกลางคืน
  • กระหายน้ำบ่อย
  • หิวบ่อยกว่าปกติ
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • มองเห็นไม่ชัดหรือตาพร่ามัว
  • แผลหายช้า
  • ชาหรือรู้สึกผิดปกติบริเวณมือและเท้า
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรอให้มีอาการแล้วจึงตรวจ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เพราะการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสามารถช่วยค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีอาการ

ไม่กินหวานอย่างเดียวอาจยังไม่พอ แล้วควรดูแลตัวเองอย่างไร?

การลดน้ำตาลเติมเพิ่มและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเป็นสิ่งที่ดี แต่การลดความเสี่ยงเบาหวานควรมองสุขภาพในภาพรวม

เริ่มจากเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายและได้สัดส่วน ลดอาหารที่มีน้ำตาลเติมเพิ่มและอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาก เลือกคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารสูง เพิ่มผัก ควบคุมปริมาณอาหารให้เหมาะกับพลังงานที่ร่างกายใช้ และมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ

ควรดูแลน้ำหนักและรอบเอวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รวมถึงตรวจสุขภาพตามช่วงวัยและความเสี่ยงของแต่ละคน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงถามตัวเองว่า “วันนี้กินหวานหรือเปล่า?” แต่อาจต้องถามเพิ่มว่า “อาหารโดยรวมเป็นอย่างไร เราเคลื่อนไหวเพียงพอไหม น้ำหนักและรอบเอวเปลี่ยนไปหรือไม่ และเรามีปัจจัยเสี่ยงอื่นหรือเปล่า?”

เพราะการดูแลเรื่องเบาหวาน ไม่ได้หมายถึงการตัดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งออกจากชีวิต แต่คือการสร้างสมดุลที่เหมาะกับสุขภาพของเราในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ไม่กินน้ำตาลเลย จะไม่เป็นเบาหวานใช่ไหม?
ไม่เสมอไป เพราะเบาหวานชนิดที่ 2 เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม อายุ น้ำหนัก ภาวะดื้อต่ออินซูลิน กิจกรรมทางกาย และรูปแบบอาหารโดยรวม การลดน้ำตาลช่วยลดปัจจัยเสี่ยงบางส่วน แต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์

กินข้าวเยอะทำให้น้ำตาลขึ้นได้ไหม?
ได้ เพราะข้าวเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งร่างกายจะย่อยส่วนหนึ่งเป็นกลูโคส การรับประทานจึงควรพิจารณาทั้งชนิด ปริมาณ และอาหารอื่นที่รับประทานร่วมกัน

คนผอมต้องตรวจเบาหวานไหม?
รูปร่างผอมไม่ได้ตัดความเสี่ยงเบาหวานออกทั้งหมด หากมีประวัติครอบครัว อายุเพิ่มขึ้น เคยมีภาวะก่อนเบาหวาน เบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ควรปรึกษาแพทย์เรื่องความเหมาะสมในการตรวจคัดกรอง

ไม่มีอาการ แปลว่าน้ำตาลปกติหรือไม่?
ไม่สามารถสรุปได้จากอาการเพียงอย่างเดียว เพราะเบาหวานชนิดที่ 2 ในระยะแรกอาจไม่มีอาการ การตรวจเลือดเป็นวิธีที่ช่วยประเมินระดับน้ำตาลและวินิจฉัยได้อย่างเหมาะสม

ถ้าสงสัยว่าตัวเองเสี่ยงเบาหวาน ควรทำอย่างไร?
สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงและพิจารณาการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดตามความเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน น้ำหนักหรือรอบเอวเพิ่มขึ้น มีกิจกรรมทางกายน้อย หรือมีโรคประจำตัวที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงเบาหวาน

ดูแลความเสี่ยงวันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

หากคุณไม่แน่ใจว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานหรือไม่ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน น้ำหนักหรือรอบเอวเพิ่มขึ้น รวมถึงพบความผิดปกติของระดับน้ำตาลจากการตรวจสุขภาพ สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์และตรวจประเมินระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อวางแนวทางดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ศูนย์อายุรกรรม
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์อายุรกรรม
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 20/10/2026

แพทย์ผู้เขียน

พญ. ดารกา รัชฎาภรณ์กุล

img

ความถนัดเฉพาะทาง

อายุรศาสตร์

ความถนัดเฉพาะทางอื่น

อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิซึม

ภาษาสื่อสาร

ไทย, อังกฤษ

ติดต่อเรา