การได้ยินลดลง สัญญาณเตือนของโรคหูที่ไม่ควรมองข้าม
อาการหูอื้อ รู้สึกเหมือนมีอะไรอุดอยู่ในหู ได้ยินเสียงเบาลง หรือมีเสียงดังในหูเป็นช่วงๆ แล้วอาการค่อยๆ หายไปเอง จึงคิดว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราว แต่ในความเป็นจริง อาการหูอื้ออาจเป็นสัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกถึงความผิดปกติของหู ระบบการได้ยิน หรือโรคบางชนิดที่ควรได้รับการตรวจประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากเข้าใจสาเหตุและสังเกตอาการได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้ได้รับการดูแลตรงกับสาเหตุและช่วยรักษาประสิทธิภาพการได้ยินในระยะยาว
2. การเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศ ระหว่างขึ้นเครื่องบิน ดำน้ำ หรือเดินทางขึ้นที่สูง ความดันภายในหูชั้นกลางอาจยังปรับตัวไม่ทัน ทำให้รู้สึกหูอื้อชั่วคราว ซึ่งมักดีขึ้นเมื่อแรงดันกลับเข้าสู่สมดุล
3. การติดเชื้อของหู การอักเสบของหูชั้นนอกหรือหูชั้นกลาง ทำให้เกิดการบวม มีของเหลวสะสม และส่งผลต่อการได้ยิน ผู้ป่วยอาจมีไข้ ปวดหู หรือมีของเหลวไหลออกจากหูร่วมด้วย
4. โรคหูชั้นใน โรคเมเนียร์ (Ménière's Disease) หรือน้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นหนึ่งในโรคที่ทำให้เกิดอาการหูอื้อร่วมกับเวียนศีรษะ การได้ยินลดลง และมีเสียงดังในหูเป็นระยะ
5. การได้รับเสียงดังเป็นเวลานาน ผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีเสียงดัง หรือฟังเพลงผ่านหูฟังด้วยระดับเสียงสูงเป็นเวลานาน อาจเกิดการเสื่อมของเซลล์รับเสียงในหูชั้นใน ส่งผลให้เกิดหูอื้อและการได้ยินลดลง
6. ประสาทหูเสื่อมตามวัย เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์รับเสียงภายในหูจะค่อยๆ เสื่อมลง ทำให้การได้ยินลดลงอย่างต่อเนื่อง มักเริ่มจากการฟังเสียงพูดในที่ที่มีเสียงรบกวนได้ยากขึ้น
7. ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน (Sudden Sensorineural Hearing Loss) เป็นภาวะที่การได้ยินลดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง มักเกิดร่วมกับอาการเสียงดังในหูหรือเวียนศีรษะแบบบ้านหมุน จำเป็นต้องได้รับการประเมินและรักษาโดยเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของการได้ยิน
หูอื้อเป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะที่ดูแลรักษาได้ง่าย เช่น ขี้หูอุดตัน ไปจนถึงโรคของหูชั้นในหรือภาวะหูตึงเฉียบพลันที่ควรได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของการได้ยินและเข้ารับการตรวจเมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและช่วยดูแลสุขภาพการได้ยินในระยะยาว
ศูนย์โรคหู คอ จมูก
โทร. 0-2265-7777
หูอื้อ คืออะไร?
หูอื้อ (Ear Fullness) คือ ความรู้สึกแน่น อุดตัน หรือเหมือนมีแรงดันอยู่ภายในหู ส่งผลให้การได้ยินลดลง อาจเกิดขึ้นเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และบางรายอาจมีอาการร่วม เช่น- ได้ยินเสียงเบากว่าปกติ (Hearing Loss)
- รู้สึกเหมือนมีน้ำหรือสำลีอุดอยู่ในหู
- มีเสียงวิ่ง เสียงหึ่ง หรือเสียงจิ้งหรีดในหู หูอื้อร่วมกับเสียงดังในหู (Tinnitus)
- เวียนศีรษะ บ้านหมุน
- ปวดหู หรือรู้สึกแน่นภายในหู
สาเหตุของหูอื้อที่พบบ่อย
1. ขี้หูอุดตัน เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย ขี้หูที่สะสมมากเกินไปอาจปิดกั้นช่องหู ทำให้การนำเสียงลดลง เกิดอาการหูอื้อ ได้ยินไม่ชัด หรือรู้สึกแน่นในหู2. การเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศ ระหว่างขึ้นเครื่องบิน ดำน้ำ หรือเดินทางขึ้นที่สูง ความดันภายในหูชั้นกลางอาจยังปรับตัวไม่ทัน ทำให้รู้สึกหูอื้อชั่วคราว ซึ่งมักดีขึ้นเมื่อแรงดันกลับเข้าสู่สมดุล
3. การติดเชื้อของหู การอักเสบของหูชั้นนอกหรือหูชั้นกลาง ทำให้เกิดการบวม มีของเหลวสะสม และส่งผลต่อการได้ยิน ผู้ป่วยอาจมีไข้ ปวดหู หรือมีของเหลวไหลออกจากหูร่วมด้วย
4. โรคหูชั้นใน โรคเมเนียร์ (Ménière's Disease) หรือน้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นหนึ่งในโรคที่ทำให้เกิดอาการหูอื้อร่วมกับเวียนศีรษะ การได้ยินลดลง และมีเสียงดังในหูเป็นระยะ
5. การได้รับเสียงดังเป็นเวลานาน ผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีเสียงดัง หรือฟังเพลงผ่านหูฟังด้วยระดับเสียงสูงเป็นเวลานาน อาจเกิดการเสื่อมของเซลล์รับเสียงในหูชั้นใน ส่งผลให้เกิดหูอื้อและการได้ยินลดลง
6. ประสาทหูเสื่อมตามวัย เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์รับเสียงภายในหูจะค่อยๆ เสื่อมลง ทำให้การได้ยินลดลงอย่างต่อเนื่อง มักเริ่มจากการฟังเสียงพูดในที่ที่มีเสียงรบกวนได้ยากขึ้น
7. ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน (Sudden Sensorineural Hearing Loss) เป็นภาวะที่การได้ยินลดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง มักเกิดร่วมกับอาการเสียงดังในหูหรือเวียนศีรษะแบบบ้านหมุน จำเป็นต้องได้รับการประเมินและรักษาโดยเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของการได้ยิน
อาการแบบไหนที่ควรพบแพทย์?
แม้อาการหูอื้อหลายกรณีอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่หากมีอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางโสต ศอ นาสิก- หูอื้อต่อเนื่องหลายวันหรือเป็นบ่อย
- ได้ยินลดลงอย่างชัดเจน
- หูอื้อเพียงข้างเดียวโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- มีเสียงดังในหูร่วมกับหูอื้อ
- เวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือเสียการทรงตัว
- ปวดหู มีน้ำหรือเลือดไหลออกจากหู
- การได้ยินลดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น
แพทย์วินิจฉัยหูอื้ออย่างไร?
การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ ลักษณะของอาการ โรคประจำตัว การใช้ยา จากนั้นแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม ได้แก่- ตรวจภายในช่องหูด้วยเครื่อง Otoscope
- ตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometry)
- ตรวจการทำงานของหูชั้นกลาง (Tympanometry)
- ตรวจการทรงตัวในผู้ที่มีอาการเวียนศีรษะร่วม
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ในบางกรณีที่มีข้อบ่งชี้
แนวทางการรักษา
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการหูอื้อ โดยตัวอย่างแนวทางการรักษา ได้แก่- นำขี้หูที่อุดตันออกโดยแพทย์
- รักษาการติดเชื้อด้วยยาในกรณีที่เหมาะสม
- ให้ยาลดการอักเสบหรือยาที่เกี่ยวข้องกับโรคหูชั้นใน เช่นในโรค Meniere อาจมีอาการหูอื้อร่วมด้วย
- รักษาภาวะประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน โดยเร็วตามดุลยพินิจของแพทย์
- ฟื้นฟูการได้ยินด้วยเครื่องช่วยฟังในผู้ที่มีข้อบ่งชี้ เครื่องช่วยฟังใช้ในคนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน
- ติดตามอาการและตรวจการได้ยินเป็นระยะ
การดูแล
แม้หูอื้อบางสาเหตุจะป้องกันไม่ได้ทั้งหมด แต่สามารถดูแลสุขภาพหูได้ด้วยวิธีต่อไปนี้- หลีกเลี่ยงเสียงดังเป็นเวลานาน และสวมอุปกรณ์ป้องกันหูเมื่อจำเป็น
- ฟังเพลงผ่านหูฟังในระดับเสียงที่เหมาะสม โดยไม่เปิดเสียงดังต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- หลีกเลี่ยงการใช้ไม้แคะหูหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ สอดเข้าไปในช่องหู
- รักษาสุขภาพโดยรวม เช่น ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือด
- เข้ารับการตรวจการได้ยิน หากทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง หรือเริ่มมีอาการผิดปกติ
หูอื้อเป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะที่ดูแลรักษาได้ง่าย เช่น ขี้หูอุดตัน ไปจนถึงโรคของหูชั้นในหรือภาวะหูตึงเฉียบพลันที่ควรได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของการได้ยินและเข้ารับการตรวจเมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและช่วยดูแลสุขภาพการได้ยินในระยะยาว
ศูนย์โรคหู คอ จมูก
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคหู คอ จมูก
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 30/08/2026
แพทย์ผู้เขียน
นพ. อานิสงส์ ปิลกศิริ
ความถนัดเฉพาะทาง
โสต ศอ นาสิกวิทยา





