• banner

ประจำเดือนมามากผิดปกติ เสี่ยงโลหิตจางโดยไม่รู้ตัว

หลายคนมองว่า "ประจำเดือนมามาก" เป็นเรื่องปกติของร่างกาย โดยเฉพาะหากเป็นมาตั้งแต่วัยรุ่น แต่ในความเป็นจริง หากมีเลือดประจำเดือนออกมากกว่าปกติ หรือออกต่อเนื่องหลายวัน อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะประจำเดือนมามากผิดปกติ (Heavy Menstrual Bleeding) ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ยังอาจทำให้ร่างกายสูญเสียธาตุเหล็กสะสม จนนำไปสู่ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia) ได้โดยที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต

การรู้จักลักษณะของประจำเดือนที่ผิดปกติ และเข้ารับการตรวจหาสาเหตุอย่างเหมาะสม จะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพได้ตรงจุดและลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ประจำเดือนมามากผิดปกติ คืออะไร?

โดยทั่วไป ผู้หญิงจะมีประจำเดือนประมาณ 3-7 วัน และเสียเลือดเฉลี่ย 30-40 มิลลิลิตรต่อรอบเดือน หากมีลักษณะดังต่อไปนี้ อาจเข้าข่ายประจำเดือนมามากผิดปกติ
  • ประจำเดือนมานานเกิน 7 วัน
  • ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1-2 ชั่วโมงติดต่อกันหลายครั้ง
  • ต้องใช้ผ้าอนามัยหลายชั้นหรือใช้ทั้งผ้าอนามัยและผ้าอนามัยแบบสอดพร้อมกัน
  • มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่บ่อยครั้ง
  • เลือดออกมากจนรบกวนการทำงาน การเรียน หรือการนอนหลับ
  • มีอาการอ่อนเพลียร่วมกับประจำเดือนมามากเป็นประจำ
หากมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องหลายรอบเดือน ควรเข้ารับการประเมินโดยสูตินรีแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง

ทำไมประจำเดือนมามาก จึงทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง?

เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งการสร้างเม็ดเลือดแดงจำเป็นต้องอาศัยธาตุเหล็ก เมื่อร่างกายสูญเสียเลือดจำนวนมากในทุก ๆ รอบเดือน ธาตุเหล็กที่สะสมไว้จะค่อย ๆ ลดลง หากไม่ได้รับการชดเชยอย่างเพียงพอ ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง จนเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ภาวะนี้มักค่อย ๆ เกิดขึ้น ทำให้หลายคนคุ้นชินกับอาการ และคิดว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้าจากการทำงานหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ

อาการของภาวะโลหิตจางที่ควรสังเกต

ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดเรื้อรัง อาจพบอาการ เช่น
  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • เวียนศีรษะ หน้ามืดเมื่อลุกเปลี่ยนอิริยาบถ
  • ใจสั่น หรือหัวใจเต้นเร็ว
  • หายใจเหนื่อยเมื่อออกแรง
  • ผิวซีด ริมฝีปากหรือเปลือกตาด้านในซีด
  • สมาธิลดลง ทำงานหรือเรียนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับประจำเดือนมามาก ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อประเมินระดับฮีโมโกลบินและภาวะขาดธาตุเหล็ก

สาเหตุของประจำเดือนมามากผิดปกติ

ประจำเดือนมามากอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมน
  • เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก (Fibroid)
  • ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก (Endometrial Polyp)
  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่บางชนิด (Adenomyosis)
  • ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • การใส่ห่วงอนามัยชนิดทองแดง
  • ความผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูก รวมถึงมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
เนื่องจากแต่ละสาเหตุมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน การตรวจหาสาเหตุจึงมีความสำคัญมากกว่าการรับประทานยาบำรุงเลือดเพียงอย่างเดียว

แพทย์วินิจฉัยอย่างไร?

สูตินรีแพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น
  • ปริมาณเลือดที่ออกในแต่ละรอบเดือน
  • จำนวนวันที่มีประจำเดือน
  • ประวัติการตั้งครรภ์และการใช้ยาคุมกำเนิด
  • โรคประจำตัวและยาที่รับประทาน

จากนั้นอาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
  • ตรวจร่างกายและตรวจภายใน
  • อัลตราซาวด์อุ้งเชิงกราน
  • ตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะโลหิตจางและระดับธาตุเหล็ก
  • ตรวจเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้ เช่น การเก็บตัวอย่างเยื่อบุโพรงมดลูก
การตรวจเหล่านี้ช่วยให้วางแผนการรักษาได้เหมาะสมกับสาเหตุของแต่ละบุคคล

แนวทางการรักษา

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ อายุ ความต้องการมีบุตร และความรุนแรงของอาการ โดยอาจประกอบด้วย
  • ยาลดปริมาณเลือดประจำเดือน
  • ยาฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิด
  • การเสริมธาตุเหล็กในผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก
  • การรักษาเฉพาะสาเหตุ เช่น ผ่าตัดติ่งเนื้อหรือเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก
  • การรักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัดในรายที่เหมาะสม
การรักษาตั้งแต่ระยะแรกมักช่วยลดการสูญเสียเลือด ฟื้นฟูระดับเม็ดเลือด และช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีประจำเดือนมามาก?

นอกจากการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว การดูแลตัวเองก็มีส่วนช่วยฟื้นฟูร่างกาย ได้แก่
  • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เนื้อแดง ปลา ไข่ และผักใบเขียว
  • รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีร่วมด้วย เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • จดบันทึกรอบเดือน จำนวนวันที่มีประจำเดือน และปริมาณเลือด เพื่อใช้ประกอบการประเมินของแพทย์
  • รับประทานยาตามคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง และมาตรวจติดตามตามนัด

เมื่อไรควรพบสูตินรีแพทย์?

ควรเข้ารับการตรวจ หากมีอาการต่อไปนี้
  • ประจำเดือนมามากติดต่อกันหลายรอบเดือน
  • ประจำเดือนมานานเกิน 7 วัน
  • มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หรือหน้ามืด
  • ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1-2 ชั่วโมง
  • มีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือน หรือหลังหมดประจำเดือน
การตรวจประเมินตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง และวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

ประจำเดือนมามากผิดปกติไม่ใช่เพียงเรื่องของรอบเดือน แต่เป็นสัญญาณที่อาจสะท้อนถึงปัญหาสุขภาพหลายประการ รวมถึงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวัน หากสังเกตว่าประจำเดือนมามากกว่าปกติ หรือมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะร่วมด้วย การเข้ารับการตรวจโดยสูตินรีแพทย์จะช่วยค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ศูนย์สุขภาพสตรี
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์สุขภาพสตรี
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 23/07/2026

แพทย์ผู้เขียน

พญ. กมลภัทร วิจักขณ์พันธ์

img

ความถนัดเฉพาะทาง

แพทย์ทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์

ความถนัดเฉพาะทางอื่น

-

ภาษาสื่อสาร

ไทย, อังกฤษ

ติดต่อเรา

โปรแกรมอื่นๆ