กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อันตรายกว่าที่คิด
หลายคนอาจเคยมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ เจ็บคอ อ่อนเพลีย หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย แล้วคิดว่าเป็นเพียงอาการเจ็บป่วยทั่วไปที่สามารถหายได้เอง แต่ในบางกรณี อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ "กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ" (Myocarditis) โรคที่สามารถส่งผลต่อการทำงานของหัวใจโดยตรง และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม
แม้โรคนี้จะพบได้ไม่บ่อยเมื่อเทียบกับโรคหัวใจชนิดอื่น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งติดเชื้อไวรัสหรือมีภูมิคุ้มกันผิดปกติ การทำความเข้าใจโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังเกตอาการได้เร็ว และเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที
ในหลายกรณี ผู้ป่วยอาจมีประวัติเพิ่งเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือมีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจมาก่อนประมาณ 1-2 สัปดาห์
1. เหนื่อยง่ายผิดปกติ
กิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ เช่น เดินขึ้นบันได เดินระยะสั้น หรือออกกำลังกายเบา ๆ กลับรู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ
2. เจ็บแน่นหน้าอก
บางรายมีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คือ รู้สึกแน่น อึดอัด หรือเจ็บบริเวณกลางหน้าอก
3. ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
อาจรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นแรง หรือเต้นไม่สม่ำเสมอเป็นพัก ๆ
4. หายใจลำบาก
โดยเฉพาะเวลานอนราบ ออกแรง หรือในรายที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย
5. บวมที่ขา เท้า หรือข้อเท้า
เกิดจากการที่หัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีการคั่งของน้ำในร่างกาย
สิ่งที่ทำให้โรคนี้ได้รับความสนใจจากแพทย์ทั่วโลก คือ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่มากในระยะแรก แต่ภายในระยะเวลาอันสั้นสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจได้ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ ได้แก่
แม้ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทุกราย แต่การเข้ารับการประเมินตั้งแต่เริ่มมีอาการจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อหัวใจได้มากขึ้น
ในบางกรณีอาจต้องมีการตรวจชิ้นเนื้อกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนของการอักเสบ
ผู้ป่วยบางรายสามารถฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังได้รับการรักษา ขณะที่บางรายอาจต้องติดตามอาการกับแพทย์โรคหัวใจอย่างสม่ำเสมอ
หากมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น หรือหายใจลำบากหลังจากการติดเชื้อ ควรเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการดูแลอย่างเหมาะสม
กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะหลังการติดเชื้อไวรัส แม้อาการเริ่มต้นอาจคล้ายโรคทั่วไป แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการประเมิน อาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจในระยะยาวได้
การสังเกตความผิดปกติของร่างกาย โดยเฉพาะอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น หรือหายใจลำบาก และเข้ารับการตรวจจากแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย จะช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
โทร. 0-2265-7777
แม้โรคนี้จะพบได้ไม่บ่อยเมื่อเทียบกับโรคหัวใจชนิดอื่น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งติดเชื้อไวรัสหรือมีภูมิคุ้มกันผิดปกติ การทำความเข้าใจโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังเกตอาการได้เร็ว และเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที
กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบคืออะไร?
กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ คือ ภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจเกิดการอักเสบ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการบีบตัวของหัวใจลดลง หัวใจอาจสูบฉีดเลือดได้ไม่เต็มที่ หรือเกิดความผิดปกติของจังหวะการเต้นหัวใจ ความรุนแรงของโรคมีได้ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยที่แทบไม่แสดงอาการ ไปจนถึงระดับที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง หรือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันสาเหตุของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือการติดเชื้อไวรัส ซึ่งหลังจากเชื้อเข้าสู่ร่างกาย อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในกล้ามเนื้อหัวใจได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่- โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคลูปัส (SLE)
- ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
- การได้รับสารพิษหรือสารเคมีบางประเภท
ในหลายกรณี ผู้ป่วยอาจมีประวัติเพิ่งเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือมีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจมาก่อนประมาณ 1-2 สัปดาห์
อาการที่ไม่ควรมองข้าม
อาการของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและสาเหตุของโรค ที่พบได้บ่อย ได้แก่1. เหนื่อยง่ายผิดปกติ
กิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ เช่น เดินขึ้นบันได เดินระยะสั้น หรือออกกำลังกายเบา ๆ กลับรู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ
2. เจ็บแน่นหน้าอก
บางรายมีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คือ รู้สึกแน่น อึดอัด หรือเจ็บบริเวณกลางหน้าอก
3. ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
อาจรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นแรง หรือเต้นไม่สม่ำเสมอเป็นพัก ๆ
4. หายใจลำบาก
โดยเฉพาะเวลานอนราบ ออกแรง หรือในรายที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย
5. บวมที่ขา เท้า หรือข้อเท้า
เกิดจากการที่หัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีการคั่งของน้ำในร่างกาย
กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบอันตรายอย่างไร?
สิ่งที่ทำให้โรคนี้ได้รับความสนใจจากแพทย์ทั่วโลก คือ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่มากในระยะแรก แต่ภายในระยะเวลาอันสั้นสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจได้ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ ได้แก่- ภาวะหัวใจล้มเหลว
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
แม้ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทุกราย แต่การเข้ารับการประเมินตั้งแต่เริ่มมีอาการจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อหัวใจได้มากขึ้น
แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างไร?
เมื่อผู้ป่วยมีอาการที่เข้าได้กับกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ แพทย์จะพิจารณาจากประวัติ อาการ และผลการตรวจเพิ่มเติมร่วมกัน การตรวจที่อาจใช้ ได้แก่- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
- ตรวจเลือดเพื่อประเมินการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac enzymes)
- เอกซเรย์ทรวงอก
- อัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram)
- การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (Cardiac MRI)
ในบางกรณีอาจต้องมีการตรวจชิ้นเนื้อกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนของการอักเสบ
แนวทางการรักษา
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปประกอบด้วย- รักษาสาเหตุของการอักเสบ
- ควบคุมอาการหัวใจล้มเหลวหากมี
- ควบคุมภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ติดตามการทำงานของหัวใจอย่างต่อเนื่อง
- พักผ่อนอย่างเพียงพอและลดกิจกรรมที่ใช้แรงมาก
ผู้ป่วยบางรายสามารถฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังได้รับการรักษา ขณะที่บางรายอาจต้องติดตามอาการกับแพทย์โรคหัวใจอย่างสม่ำเสมอ
ดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง?
แม้ไม่สามารถป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ทั้งหมด แต่สามารถลดโอกาสเกิดโรคได้ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม- ล้างมือและดูแลสุขอนามัยเป็นประจำ
- รับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์
- พักผ่อนให้เพียงพอเมื่อเจ็บป่วย
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- ควบคุมโรคประจำตัวอย่างสม่ำเสมอ
หากมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น หรือหายใจลำบากหลังจากการติดเชื้อ ควรเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการดูแลอย่างเหมาะสม
กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะหลังการติดเชื้อไวรัส แม้อาการเริ่มต้นอาจคล้ายโรคทั่วไป แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการประเมิน อาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจในระยะยาวได้
การสังเกตความผิดปกติของร่างกาย โดยเฉพาะอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น หรือหายใจลำบาก และเข้ารับการตรวจจากแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย จะช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 30/06/2026
แพทย์ผู้เขียน
นพ. พีรวัส ภูวัตณัฐสิทธิ์
ความถนัดเฉพาะทาง
อายุรแพทย์โรคหัวใจ





