• banner

โรคประจำตัวแบบไหน เพิ่มความเสี่ยง RSV

ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสทางเดินหายใจ หลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่อ “RSV” มากขึ้น แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่ทราบคือ ความรุนแรงของโรคนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเชื้อเพียงอย่างเดียว หากยังเกี่ยวข้องกับ “สุขภาพพื้นฐาน” ของแต่ละคนด้วย

โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวบางกลุ่ม เมื่อได้รับเชื้อ RSV อาจมีอาการมากกว่าที่คาดไว้ และฟื้นตัวได้ช้ากว่าปกติ การรู้ว่าโรคประจำตัวแบบใดเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง จะช่วยให้สามารถวางแผนดูแลสุขภาพและสังเกตอาการได้อย่างเหมาะสม

กลุ่มโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง RSV

1. โรคปอดเรื้อรัง
  • หอบหืด (Asthma)
  • ถุงลมโป่งพอง (COPD)
  • ปอดอักเสบเรื้อรัง
ผู้ที่มีโรคกลุ่มนี้ ระบบทางเดินหายใจมีความไวต่อการอักเสบอยู่แล้ว เมื่อมี RSV เข้ามา จะกระตุ้นให้เกิดอาการไอ หายใจลำบาก หรือหลอดลมตีบได้ง่ายขึ้น
สังเกต: หากไอมากขึ้น หายใจเร็ว หรือมีเสียงหวีด ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์

2. โรคหัวใจ โดยเฉพาะโรคหัวใจเรื้อรัง
  • หัวใจล้มเหลว
  • โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ
เมื่อร่างกายติดเชื้อ RSV จะทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคหัวใจแย่ลงได้

3. เบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวานมักมีภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้
  • ติดเชื้อได้ง่าย
  • หายช้ากว่าปกติ
  • มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น
RSV ในผู้ป่วยเบาหวานจึงอาจมีอาการยืดเยื้อหรือรุนแรงกว่าคนทั่วไป

4. โรคไตเรื้อรัง
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องฟอกไต ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส รวมถึง RSV ได้ง่าย และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง

5. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด
  • ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ
  • ผู้ใช้ยากดภูมิ
กลุ่มนี้ร่างกายมีความสามารถในการต่อสู้เชื้อลดลง ทำให้ RSV สามารถลุกลามได้รวดเร็ว

6. ผู้สูงอายุ (มากกว่า 60 ปี)
แม้จะไม่มีโรคประจำตัวชัดเจน แต่ภูมิคุ้มกันตามวัยที่ลดลง ทำให้
  • ติดเชื้อได้ง่าย
  • อาการอาจไม่ชัดเจนในช่วงแรก
  • ระยะเวลาการเจ็บป่วยยาวนาน
  • มีความเสี่ยงต่อปอดอักเสบ
หากมีโรคร่วมด้วย เช่น เบาหวานหรือโรคหัวใจ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น

7. เด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 2 ปี
  • เด็กคลอดก่อนกำหนด
  • เด็กที่มีโรคหัวใจหรือปอด
  • เด็กที่น้ำหนักตัวน้อย
ระบบทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงได้ง่าย การฉีดป้องกันเชื้อ RSV ในมารดาอายุครรภ์ 32-36 สัปดาห์ สามารถกระตุ้นภูมิต้านทานและส่งผ่านรกไปยังทารก ทำให้ทารกมีภูมิต้านทานตั้งแต่แรกเกิด ช่วยลดความรุนแรงของโรคในเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน

อาการ RSV ที่ควรสังเกต

อาการอาจเริ่มต้นคล้ายหวัดทั่วไป ได้แก่
  • ไอ
  • น้ำมูก
  • มีไข้
  • อ่อนเพลีย

แต่ในกลุ่มเสี่ยง อาจพบอาการเพิ่มเติม เช่น
    • หายใจเร็ว
    • หายใจลำบาก
    • มีเสียงหวีด
    • ซึมลง รับประทานอาหารได้น้อย
หากมีอาการเหล่านี้ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

การดูแลและป้องกัน RSV สำหรับผู้มีโรคประจำตัว

1. ดูแลโรคประจำตัวให้คงที่
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  • พบแพทย์ตามนัด
  • ควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน หรืออาการโรคให้เหมาะสม

2. ลดโอกาสรับเชื้อ
  • ล้างมือสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด
  • สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในที่เสี่ยง

3. ดูแลสุขภาพโดยรวม
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารครบ 5 หมู่
  • ออกกำลังกายตามความเหมาะสม

4. พิจารณาวัคซีนในกลุ่มที่เหมาะสม
ปัจจุบันมีวัคซีน RSV สำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่ม ซึ่งสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคได้

RSV เป็นไวรัสที่พบได้บ่อย แต่ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับ “พื้นฐานสุขภาพของแต่ละคน” โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ เบาหวาน หรือภูมิคุ้มกันต่ำ ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้รับมือกับ RSV ได้อย่างเหมาะสม

ศูนย์อายุรกรรม
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์อายุรกรรม
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 28/04/2026

แพทย์ผู้เขียน

นพ. ดำเกิง ตันธรรมจาริก

img

ความถนัดเฉพาะทาง

อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ

ความถนัดเฉพาะทางอื่น

-

ภาษาสื่อสาร

ไทย, อังกฤษ

ติดต่อเรา