• banner

แสบแน่นกลางอก... อาการร้อนในอกเกิดจากอะไร? แยกโรคให้ชัด รักษาให้ถูกวิธีกับแพทย์เฉพาะทาง

เคยไหม? อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกแสบร้อนวูบวาบขึ้นมาที่กลางหน้าอก เหมือนมีไฟสุม บางครั้งก็ลามขึ้นมาถึงคอจนรู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปาก อาการเหล่านี้สร้างความกังวลใจให้ใครหลายคน จนเกิดคำถามยอดฮิตว่าอาการร้อนในอกเกิดจากอะไรกันแน่?
หลายท่านมักเข้าใจว่านี่คืออาการของ "กรดไหลย้อน" เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง ความรู้สึกร้อนหรือเจ็บแน่นในอก อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงกว่านั้น อย่าง "โรคหัวใจ" หรือแม้กระทั่งจุดเริ่มต้นของ "มะเร็งหลอดอาหาร" วันนี้หมอจะพามาเจาะลึกทุกสาเหตุ แยกอาการให้ชัด และแนวทางการรักษาที่ไม่ใช่แค่การกินยาบรรเทา

สารบัญ


อาการร้อนในอกเกิดจากอะไร? (แยกโรคหัวใจ vs กรดไหลย้อน)

เมื่อพูดถึงอาการร้อนในอกเกิดจากอะไร สิ่งแรกที่หมออยากให้ทุกคนแยกให้ออกก่อน คือความแตกต่างระหว่าง "โรคทางเดินอาหาร" และ "โรคหัวใจ" เพราะถึงแม้อาการจะคล้ายกันจนแยกยากในบางครั้ง แต่ก็มีจุดสังเกตที่แตกต่างกันอยู่
  1. ถ้าเป็น "กรดไหลย้อน" (GERD)
    อาการเด่นชัดคือ Heartburn หรือการแสบร้อนกลางอก โดยมักจะมีลักษณะดังนี้
    • ความรู้สึก: ร้อนวูบวาบที่ลิ้นปี่ ลามขึ้นมาทางหน้าอกหรือคอ
    • ช่วงเวลา: มักเป็นหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะมื้อหนักๆ หรือตอนที่ล้มตัวลงนอน
    • อาการร่วม: มีรสเปรี้ยวในลำคอ (Acid Regurgitation) เรอเปรี้ยว รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกที่คอ หรือเสียงแหบตอนเช้า
    • การตอบสนอง: อาการมักดีขึ้นเมื่อนั่งตัวตรง ดื่มน้ำ หรือทานยาลดกรด
  2. ถ้าเป็น "โรคหัวใจ" (โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด)
    อาการจะไม่ได้มาในรูปแบบ "แสบร้อน" เป็นหลัก แต่จะเป็นการเจ็บแน่นหน้าอก มากกว่า
    • ความรู้สึก: เหมือนมีของหนักทับหน้าอก แน่น อึดอัด หายใจไม่ออก
    • การร้าว: ความเจ็บปวดมักร้าวไปที่ไหล่ซ้าย แขนซ้าย กราม หรือหลัง
    • ปัจจัยกระตุ้น:มักเกิดตอนออกแรงหนัก ๆ เดินเร็ว หรือเครียดจัด
    • อาการร่วม:เหงื่อแตก ตัวเย็น หน้ามืด จะเป็นลม
    • ข้อควรระวัง: หากมีอาการนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที ไม่ควรรอ
  3. สาเหตุอื่น ๆ ที่พบได้
    นอกจากสองโรคหลักแล้ว ยังมีสาเหตุอื่น เช่น กล้ามเนื้ออักเสบบริเวณหน้าอก ซึ่งมักจะเจ็บแปลบเมื่อขยับตัว หรือกดแล้วเจ็บ ณ จุดใดจุดหนึ่งชัดเจน


ทำไมกรดไหลย้อนถึงทำให้ "ร้อนในอก"? (กลไกการเกิดโรค)

กลับมาที่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดอย่างกรดไหลย้อน หลายคนสงสัยว่าทำไมน้ำย่อยในกระเพาะถึงขึ้นมาทำร้ายเราได้?
โดยปกติแล้ว ร่างกายเราจะมี "หูรูด" กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เปรียบเสมือน "วาล์ว" ประตูเดียว ที่เปิดให้อาหารลงไป แล้วปิดทันทีเพื่อไม่ให้น้ำย่อยไหลย้อนกลับขึ้นมา แต่ในผู้ป่วยกรดไหลย้อน วาล์วตัวนี้ทำงานผิดปกติหรือเสื่อมสภาพ ทำให้ปิดไม่สนิท
เมื่อน้ำย่อยที่มีความเป็นกรดสูง ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อย่อยเนื้อสัตว์เหนียว ๆ ไหลย้อนกลับขึ้นมาสัมผัสกับ "เยื่อบุหลอดอาหาร" ที่บอบบางและไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทนกรด จึงเกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง กลายเป็นความรู้สึกแสบร้อนกลางอก หรือที่เรียกว่า Heartburn นั่นเอง ยิ่งถ้าใครเป็นกรดไหลย้อนเรื้อรัง หลอดอาหารจะถูกกัดกร่อนซ้ำ ๆ จนเกิดการอักเสบได้

กรดไหลย้อน คืออะไร

ร้อนในอกเรื้อรัง... แค่รำคาญ หรือ สัญญาณเตือนมะเร็ง?

เพราะหลายคนมองว่ากรดไหลย้อนเป็นเรื่องปกติ กินยาก็หาย แต่ความจริงแล้ว หากปล่อยให้อาการร้อนในอกเกิดจากอะไรที่ไม่ได้รับการรักษาที่ต้นเหตุ เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นเวลาหลายปี มันอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัวได้
ภาวะ Barrett’s Esophagus (เซลล์เปลี่ยนสภาพ) เมื่อหลอดอาหารส่วนปลายต้องทนแช่อยู่ในกรดเป็นเวลานาน ร่างกายจะพยายามเอาตัวรอดด้วยการเปลี่ยนชนิดของเซลล์เยื่อบุหลอดอาหาร ให้กลายเป็นเซลล์ที่มีหน้าตาคล้ายลำไส้ เพื่อให้ทนกรดได้ดีขึ้น ภาวะนี้เรียกว่า Barrett’s Esophagus
ฟังดูเหมือนร่างกายปรับตัวเก่งใช่ไหม? แต่ข่าวร้ายคือ เซลล์ที่เปลี่ยนสภาพไปนี้ ถือเป็น "ภาวะก่อนมะเร็ง" (Pre-cancerous lesion) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะกลายพันธุ์ไปเป็นมะเร็งหลอดอาหาร ชนิด Adenocarcinoma ได้มากกว่าคนปกติ หากไม่ได้รับการติดตามและรักษาอย่างถูกวิธีว

อาการแบบไหนเสี่ยงลุกลามเป็น "มะเร็งหลอดอาหาร"?

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า อาการแสบร้อนที่เราเป็นอยู่ เริ่มเข้าข่ายอันตรายแล้ว? หากคุณมีอาการกรดไหลย้อนติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน หรือทานยาแล้วไม่ดีขึ้น และมีสัญญาณเตือน (Red Flags) เหล่านี้ร่วมด้วย ต้องรีบมาพบแพทย์
  • กลืนลำบาก (Dysphagia): รู้สึกเหมือนอาหารติดคอ หรือเจ็บเวลากลืน
  • น้ำหนักลดผิดปกติ: โดยที่ไม่ได้ตั้งใจลด
  • อาเจียนเป็นเลือด: หรืออาเจียนออกมามีสีคล้ายกากกาแฟ
  • การขับถ่ายผิดปกติ: ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือถ่ายดำ (แสดงว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหาร)
  • ซีด เพลีย: จากภาวะโลหิตจางเรื้อรัง
  • ประวัติเสี่ยง: เคยเป็นกระเพาะอักเสบเรื้อรัง หรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งทางเดินอาหาร
"อย่ารอให้กลืนไม่ได้แล้วค่อยมา" เพราะการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก คือกุญแจสำคัญของการรักษาให้หายขาด

อาการกรดไหลย้อน

หมอตรวจยังไงเพื่อหาสาเหตุอาการร้อนในอกที่แท้จริง

ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เราไม่เพียงแค่ให้การรักษาตามอาการ แต่เราเน้นการหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อให้การรักษาตรงจุด ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่แม่นยำ
การส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy): วิธีนี้เป็นมาตรฐานที่ดีที่สุด (Gold Standard) ช่วยให้แพทย์เห็นสภาพเยื่อบุหลอดอาหารและกระเพาะอาหารได้ชัดเจน สามารถวินิจฉัยความรุนแรงของแผล และที่สำคัญคือการตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) เพื่อตรวจหาเซลล์ผิดปกติ (Barrett’s Esophagus) หรือมะเร็งได้ทันที
การตรวจวัดความเป็นกรดในหลอดอาหาร 24 ชั่วโมง (pH Monitoring): สำหรับผู้ที่อาการไม่ชัดเจน หรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น เพื่อดูว่ามีกรดไหลย้อนจริงหรือไม่ และมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด
การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร (Esophageal Manometry): เพื่อเช็คการทำงานของกล้ามเนื้อหลอดอาหารและหูรูด ว่ามีการบีบตัวและประสานกันได้ดีหรือไม่

ดูแพ็กเกจส่องกล้องทางเดินอาหาร


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการร้อนในอก (FAQ)


อาการร้อนในอก จุกแน่นลิ้นปี่ กินยาลดกรดแล้วไม่หาย เกิดจากอะไร?

อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
  • อาจเป็นโรคอื่นที่ไม่ใช่กรดไหลย้อน เช่น นิ่วในถุงน้ำดี หรือโรคหัวใจ
  • ยาที่ทานอาจไม่ตรงจุด หรือปริมาณไม่เพียงพอ
  • อาจมีภาวะกรดไหลย้อนแบบดื้อยา หรือมีความผิดปกติของการบีบตัวของหลอดอาหาร แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจละเอียดเพิ่มเติม

นอนราบแล้วแสบร้อนกลางอก ต้องหนุนหมอนสูงช่วยไหม?

ช่วยได้โดยการหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้น ไม่ใช่แค่หนุนหมอนซ้อนกันที่คอ เพราะจะทำให้ปวดคอและเพิ่มแรงดันในช่องท้อง จะใช้แรงโน้มถ่วงช่วยป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมาขณะนอนหลับ

อาการร้อนในอก แบบไหนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที?

หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง ร้าวไปแขนหรือกราม เหงื่อแตก หน้ามืด หรืออาเจียนเป็นเลือดสด ต้องรีบมาห้องฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือเลือดออกในกระเพาะอาหารที่อันตรายถึงชีวิต

ดื่มน้ำเย็นจัด ช่วยลดอาการแสบร้อนในอกได้ไหม?

น้ำเย็นอาจช่วยชะล้างกรดที่ค้างอยู่ในหลอดอาหารให้ลงไปในกระเพาะ และทำให้รู้สึกเย็นสบายขึ้นชั่วคราว แต่ไม่ได้ช่วยรักษาที่ต้นเหตุ และในบางรายน้ำเย็นจัดอาจกระตุ้นให้กระเพาะบีบตัวผิดปกติได้ ทางที่ดีควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง และปรับพฤติกรรมการกินร่วมกับการรักษาทางยาจะดีที่สุด


ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตั
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 21/09/2025

Author doctor

Dr. Chatchai Kriengkirakul

img

Specialty

Gastroenterologist

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program