• banner

ตรวจมะเร็งลำไส้ (Colon Cancer Screening) มีกี่แบบ? เจาะลึกวิธีตรวจที่เหมาะกับคุณ

ทราบหรือไม่ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้นมักจะ "ไม่มีอาการ" แสดงให้เห็นว่ากว่าผู้ป่วยจะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เช่น ถ่ายมีเลือดปน น้ำหนักลด หรือขับถ่ายเปลี่ยนไป โรคก็อาจลุกลามไปยังระยะที่รักษายากแล้ว ดังนั้น การตรวจคัดกรอง (Screening) จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้แพทย์ค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่ติ่งเนื้อเล็ก ๆ จะกลายพันธุ์เป็นมะเร็งร้าย ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันและเพิ่มโอกาสรักษาให้หายขาดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ใครบ้างที่ "ต้อง" รีบมาตรวจมะเร็งลำไส้? (Checklist กลุ่มเสี่ยง)

การประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นด้วยตัวเอง จะช่วยให้คุณวางแผนการตรวจสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ลองเช็กดูว่าคุณจัดอยู่ในกลุ่มใด

  • กลุ่มเสี่ยงทั่วไป (General Risk) ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป (ทั้งเพศชายและเพศหญิง) ควรเริ่มเข้ารับการตรวจคัดกรอง แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ก็ตาม
  • กลุ่มเสี่ยงสูง (High Risk) หากมีปัจจัยเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อเริ่มตรวจตั้งแต่อายุน้อยกว่าปกติ หรือตรวจให้ถี่ขึ้น
    • มีประวัติสมาชิกในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ป่วยเป็นโรคนี้ ซึ่งมะเร็งลำไส้เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งต่อกันได้
    • มีประวัติเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น Crohn's disease หรือ Ulcerative colitis
    • เคยตรวจพบติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Polyps) มาก่อน

3 วิธีตรวจมะเร็งลำไส้ยอดนิยมแบบไหนดีที่สุด?

ปัจจุบันเทคโนโลยีการแพทย์มีทางเลือกในการตรวจที่หลากหลาย ลองเปรียบเทียบจุดเด่นของแต่ละวิธี เพื่อค้นหาวิธีที่ตอบโจทย์คุณมากที่สุด

วิธีการตรวจ ความแม่นยำ ความเจ็บ / ความอึดอัด ข้อดี ข้อจำกัด
1. การตรวจอุจจาระ (FIT หรือ gFOBT) ปานกลาง

(หาเลือดแฝง)
ไม่เจ็บเลย ทำได้ง่าย สะดวก ราคาประหยัด เหมาะกับผู้ที่ไม่มีอาการและไม่มีความเสี่ยงสูง ไม่สามารถระบุตำแหน่งเลือดออกได้ หากพบผลบวกต้องไปส่องกล้องต่อ และต้องตรวจซ้ำทุกปี
2. การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) สูงที่สุด

(เห็นภาพจริง)
อาจรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย (มักให้ยานอนหลับ) เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หากเจอติ่งเนื้อสามารถตัดออกเพื่อป้องกันมะเร็งได้ทันที ต้องมีการเตรียมตัว (กินยาระบายเพื่อล้างลำไส้) และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีแรก
3. การตรวจด้วย CT Scan (CT Colonography) สูง อาจรู้สึกอึดอัดจากการเป่าลมเข้าลำไส้ ไม่ต้องสอดกล้องเข้าไปลึก ได้ภาพ 3 มิติชัดเจน เหมาะกับผู้ที่ไม่สะดวกส่องกล้อง หากพบติ่งเนื้อ ต้องกลับมาส่องกล้องเพื่อตัดออกอยู่ดี มีค่าใช้จ่ายสูง และได้รับรังสีเล็กน้อย

การเตรียมตัวก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ยากไหม?

หลายคนกังวลเรื่องการเตรียมตัว แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงแค่ต้องอาศัยวินัยในการปรับพฤติกรรมการกินล่วงหน้า เพื่อให้ลำไส้สะอาดที่สุด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจนระหว่างการตรวจแบบส่องกล้อง

  • ล่วงหน้า 2-3 วัน งดผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช และอาหารที่มีกากใยสูง หันมารับประทานอาหารกากใยต่ำและย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก เนื้อปลา ไข่ตุ๋น หรือน้ำซุปใส
  • 1 วันก่อนตรวจ รับประทานเฉพาะอาหารเหลวใส เช่น น้ำเปล่า น้ำซุปใส น้ำแอปเปิ้ล และเริ่มดื่มยาระบายตามที่แพทย์สั่ง เพื่อชำระล้างอุจจาระออกจากลำไส้ให้หมด
  • วันตรวจ งดน้ำและอาหารทุกชนิด ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้ยานอนหลับอย่างปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ น่ากลัวไหม เจ็บหรือเปล่า?

ไม่น่ากลัวและแทบไม่เจ็บเลย ก่อนทำหัตถการ แพทย์จะให้ยานอนหลับแบบอ่อนๆ (Sedation) ทำให้ผู้ป่วยหลับสบายและไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างส่องกล้อง เมื่อตื่นขึ้นมาก็สามารถพักฟื้นระยะสั้นๆ และกลับบ้านได้ อาจมีอาการอึดอัดท้องเล็กน้อยจากลมที่เป่าเข้าไป แต่จะหายไปเองเมื่อขับลมออกมา

ถ้าตรวจเจอติ่งเนื้อ ต้องผ่าตัดใหญ่ไหม?

ไม่จำเป็นต้องเปิดแผลผ่าตัดใหญ่เลย! นี่คือข้อดีสูงสุดของการส่องกล้อง เพราะหากแพทย์ตรวจพบติ่งเนื้อ (Polyps) สามารถใช้เครื่องมือขนาดจิ๋วที่ติดอยู่กับปลายกล้อง ทำการคล้องและตัดติ่งเนื้อนั้นออกได้ทันทีตั้งแต่อยู่ในห้องตรวจ ช่วยบล็อกความเสี่ยงก่อนที่ติ่งเนื้อจะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง

ข้อแนะนำจากแพทย์ ทำไม "การส่องกล้อง" ถึงคุ้มค่าที่สุด?

แม้การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) จะดูมีขั้นตอนการเตรียมตัวมากกว่าวิธีอื่น แต่ในมุมมองทางการแพทย์ นี่คือ "การลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด" หากคุณมาตรวจแล้วผลออกมาเป็นปกติ คุณสามารถเว้นระยะการตรวจรอบถัดไปได้นานถึง 5-10 ปี ที่สำคัญที่สุด การส่องกล้องเป็นวิธีเดียวที่ไม่เพียงแค่ "ค้นหา" โรค แต่ยังสามารถ "ป้องกัน" มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้แบบเบ็ดเสร็จ เพราะหากพบติ่งเนื้อ แพทย์จะทำการตัดออกทันทีก่อนที่มันจะกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง

ดังนั้น หากคุณอายุครบ 45 ปี หรือมีอาการขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง เช่น ถ่ายมีเลือดปน ถ่ายไม่สุด น้ำหนักลดผิดปกติ อย่าปล่อยทิ้งไว้จนโรคลุกลาม มาส่องกล้องเถอะ... ตรวจครั้งเดียว สบายใจไปได้อีกหลายปี!

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 09/04/2026

Author doctor

Dr. Poorikorn Feuangwattana

img

Specialty

Gastroenterologist

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program