• banner

ไขมันพอกตับ รักษาอย่างไร? รวมทุกคำตอบและแนวทางฟื้นฟูตับ

หากคุณเพิ่งทราบว่าตัวเองมีภาวะไขมันพอกตับ หรือเริ่มสังเกตว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น น้ำหนักตัวเกิน ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย หรือพบว่าค่าตับสูง (AST, ALT) จากการตรวจสุขภาพประจำปี คำถามแรกที่เกิดขึ้นคงไม่พ้น "จะต้องรักษาไขมันพอกตับอย่างไรให้ได้ผล" เพราะถ้าปล่อยไว้นานวันเข้า ภาวะนี้อาจลุกลามจนเกิดภาวะตับอักเสบ พังผืดในตับ (Fibrosis) และนำไปสู่ตับแข็งได้ในที่สุด วันนี้แพทย์เฉพาะทางโรคตับจากโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการวินิจฉัย ไปจนถึงแนวทางการรักษาไขมันพอกตับและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้คุณเริ่มต้นดูแลตับได้อย่างมั่นใจและทันเวลา

สารบัญ



ภาวะไขมันพอกตับ

เช็คอาการ: สัญญาณเตือนของโรคไขมันพอกตับ (คุณอยู่ระยะไหน?)

โรคไขมันพอกตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน แต่คุณอาจสังเกตได้จาก
  • รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • แน่นท้องด้านขวาบน หรือมีอาการไม่สบายช่องท้อง
  • น้ำหนักเพิ่มหรือมีไขมันสะสมรอบเอว
  • ตรวจสุขภาพแล้วพบค่าตับสูง (AST, ALT)
การสังเกตสัญญาณเหล่านี้ช่วยให้คุณรู้ตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ และเริ่มรักษาไขมันพอกตับ ก่อนที่จะลุกลาม

"ไขมันพอกตับ" อันตรายแค่ไหน?

ภาวะ Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หรือไขมันพอกตับ มีความรุนแรงที่แตกต่างกันไป ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดแนวทางรักษาไขมันพอกตับ ระยะของโรคแบ่งได้เป็น
  • ระยะเริ่มต้น (ระยะที่ 1-2) มีไขมันสะสม แต่ตับยังไม่ทันได้อักเสบหรือมีพังผืดในตับ (Fibrosis) ระยะนี้มักจะตอบสนองต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการลดน้ำหนักได้ดีมาก
  • ระยะตับอักเสบ (ระยะที่ 3 NASH) เริ่มมีการอักเสบทำลายเซลล์ตับ ทำให้ค่าตับสูง (AST, ALT) ขึ้น และเริ่มมีการสร้างพังผืดในตับ (Fibrosis) จำเป็นต้องมีการรักษาไขมันพอกตับอย่างจริงจัง อาจต้องมีการพิจารณายารักษาไขมันพอกตับร่วมด้วย
  • ระยะตับแข็ง (ระยะที่ 4) เป็นระยะรุนแรงที่พังผืดในตับได้ทำลายโครงสร้างตับไปมากจนทำงานไม่ได้ตามปกติ เป้าหมายของการรักษาไขมันพอกตับในระยะนี้คือการชะลอความเสื่อมและจัดการภาวะแทรกซ้อน

อาการตับเปลี่ยนสี

"รักษาไขมันพอกตับ" ทำได้อย่างไร? (แนวทางการรักษาตามระยะ)

หัวใจสำคัญของการรักษาไขมันพอกตับคือการลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้องอาศัยวินัยและการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ไขมันพอกตับระยะเริ่มต้น รักษาอย่างไร? (ระยะที่ 1-2)

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือยาที่ดีที่สุด วิธีแก้ไขมันพอกตับที่ดีที่สุดในระยะนี้คือการลดน้ำหนัก การงดแอลกอฮอล์ การเลือกอาหารสำหรับคนเป็นไขมันพอกตับ และการออกกำลังกายลดไขมันพอกตับอย่างสม่ำเสมอ
  • หากน้ำหนักตัวลดลง 7-10% ของน้ำหนักเดิมได้ ไขมันในตับมักจะลดลงตามและหายเป็นปกติได้

เมื่อไหร่ที่ต้องกินยา รักษาไขมันพอกตับ? (ระยะตับอักเสบ หรือ NASH)

  • เมื่อมีภาวะตับอักเสบร่วมด้วย (NASH) หรือมีพังผืดในตับ (Fibrosis) แพทย์อาจพิจารณายารักษาไขมันพอกตับบางกลุ่มที่ช่วยลดการอักเสบและชะลอการเกิดพังผืดครับ เช่น ยาที่ใช้รักษาเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูงบางชนิด
  • การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ถ้าเป็น ตับแข็ง (ระยะที่ 3-4) จะต้องดูแลรักษาอย่างไร?

ในระยะตับแข็ง เป้าหมายหลักคือการประคองอาการและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น ภาวะตับวาย หรือมะเร็งตับ การรักษาไขมันพอกตับยังคงต้องเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด

ตรวจไขมันพอกตับ

แพทย์วินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับได้อย่างไร?

การตรวจหาภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver) มีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจคัดกรองเบื้องต้นไปจนถึงการประเมินความรุนแรงนะครับ ลองมาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง และแต่ละวิธีต้องเตรียมตัวอย่างไร

1. การเจาะเลือดเพื่อดูค่าการทำงานของตับ (AST, ALT)
นี่คือการตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด เพื่อดูว่าตับของคุณเริ่มมีความผิดปกติหรือมีการอักเสบแล้วหรือยัง
  • สิ่งที่ตรวจ: จะดูค่าเอนไซม์หลัก ๆ ของตับคือ AST (Aspartate aminotransferase) และ ALT (Alanine aminotransferase)
  • ความหมาย: หากค่าเหล่านี้ สูงกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตับเริ่มมีการอักเสบ
  • ใช้เวลา: เจาะเลือดเพียง 5 นาที รอผลประมาณไม่เกิน 1 ชั่วโมงครับ
  • ความรู้สึก: เจ็บเล็กน้อย เหมือนการเจาะเลือดทั่วไป
  • การเตรียมตัว: ส่วนใหญ่มักจะไม่ต้องงดน้ำงดอาหาร แต่ควรสอบถามแพทย์หรือพยาบาลอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

2. อัลตราซาวด์ตับ (Ultrasound)
เป็นการใช้คลื่นเสียงเพื่อสร้างภาพและตรวจดูโครงสร้างของตับอย่างละเอียด
  • สิ่งที่ตรวจ: ช่วยให้เห็นภาพรวมของตับ รวมถึงรูปร่าง และสามารถมองเห็นปริมาณไขมันที่สะสมเกาะตับ ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยตรวจหาก้อนเนื้อภายในตับได้อีกด้วย
  • ใครควรตรวจ: เหมาะสำหรับผู้ที่ตรวจเลือดแล้วพบว่าค่าตับผิดปกติ หรือผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูง
  • ใช้เวลา: การตรวจใช้เวลา 10–15 นาที รอผลภาพประมาณ 1 ชั่วโมง
  • ความรู้สึก: ไม่เจ็บเลย เป็นการตรวจจากภายนอกช่องท้อง
  • การเตรียมตัว: อาจต้องงดน้ำหรืออาหารล่วงหน้า 6 ชั่วโมง ก่อนเข้ารับการตรวจ (ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด)

3. FibroScan (ตรวจพังผืดและปริมาณไขมันในตับ)
เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยจะใช้เครื่องมือคล้ายกับการอัลตราซาวด์แต่ให้ข้อมูลที่ละเอียดยิ่งกว่า
  • สิ่งที่ตรวจ: เป็นการวัดค่าความแข็ง (พังผืด) และปริมาณไขมันในตับโดยตรง ช่วยในการประเมินความรุนแรงของโรคได้อย่างแม่นยำ
  • ความสำคัญ: ช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่าภาวะไขมันพอกตับได้ดำเนินไปสู่การเป็นพังผืดแล้วหรือไม่
  • ใครควรตรวจ: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประเมินความรุนแรงของโรค หรือกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือมีน้ำหนักเกินมาก
  • ใช้เวลา: 10–20 นาที และมักจะสามารถรอฟังผลได้เลย หลังการตรวจ
  • ความรู้สึก: ไม่เจ็บเลย ไม่มีการเจาะเลือด และไม่ใช้รังสีใด ๆ
  • การเตรียมตัว: งดอาหารก่อนตรวจประมาณ 3–6 ชั่วโมงนะครับ

ควรตรวจสุขภาพตับเมื่อไรดี?
แพทย์แนะนำว่าคุณควรเริ่มต้นตรวจสุขภาพตับเป็นประจำ หรือปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจเฉพาะทางนะครับ หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้:
  • ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นประจำหรือปริมาณมาก
  • มีน้ำหนักเกิน หรือมีภาวะอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome)
  • เป็นโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูง
  • มีภาวะพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียดสะสมเรื้อรัง
  • ผลตรวจสุขภาพประจำปี พบว่าค่าการทำงานของตับ (AST, ALT) ผิดปกติ



คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการรักษาไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ รักษาหายขาดได้ไหม?

คำถามที่ว่าไขมันพอกตับ รักษาหายไหม? สามารถตอบได้ว่า “หายได้” หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและผู้ป่วยสามารถลดน้ำหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นไขมันพอกตับได้ไหม?

ได้ เราเรียกภาวะนี้ว่า Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูง ไม่จำเป็นต้องมาจากการดื่มงดแอลกอฮอล์อย่างเดียว

ลดน้ำหนักแล้ว ไขมันพอกตับจะหายไปไหม?

การลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมและยั่งยืน เป็นวิธีแก้ไขมันพอกตับที่ให้ผลดีที่สุด การออกกำลังกายลดไขมันพอกตับควบคู่กับการคุมอาหารจะช่วยให้ตับฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ค่าตับสูง หมายถึงเป็นไขมันพอกตับเสมอไปหรือไม่?

ไม่เสมอไป การที่ค่าตับสูง (AST, ALT) บอกได้เพียงว่าตับกำลังมีการบาดเจ็บหรืออักเสบ ซึ่งอาจมีสาเหตุอื่น ๆ อีก เช่น ยา ไวรัสตับอักเสบ หรือแอลกอฮอล์ ต้องให้แพทย์ทำการวินิจฉัยโดยละเอียด

ต้องกินยาลดไขมันพอกตับหรือไม่?

โดยทั่วไป แพทย์จะเน้นให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อน หากโรคมีความรุนแรงถึงขั้นมีภาวะตับอักเสบร่วมด้วย หรือมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดตับแข็ง จึงจะมีการพิจารณาให้ยารักษาไขมันพอกตับเป็นรายบุคคล

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 01/08/2025

Author doctor

Dr. Warawuti Buranawuti

img

Specialty

Gastroenterologist

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program