ยารักษามะเร็งลำไส้ (Chemo vs Targeted Therapy) ทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้ผู้ป่วยอยู่ได้นานขึ้น
การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การผ่าตัดเพียงอย่างเดียว การใช้ยาเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในระยะที่ก้อนเนื้อมะเร็งลุกลามหรือแพร่กระจาย วิวัฒนาการทางการแพทย์ทำให้มีกลุ่มยาใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและยืดอายุผู้ป่วยได้ยาวนานขึ้น แพทย์จะพิจารณาใช้ยาเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ตกค้างหลังผ่าตัด ลดขนาดก้อนเนื้อก่อนผ่าตัด ควบคุมไม่ให้โรคแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น หรือเพื่อบรรเทาอาการในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้
3 กลุ่มยารักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่แพทย์นิยมใช้ในปัจจุบัน
นอกเหนือจากการผ่าตัดแล้ว การเลือกใช้ยารักษามะเร็งลำไส้ใหญ่จะขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ซึ่งยาหลักๆ ที่ใช้รักษามี 3 กลุ่มที่มีกลไกและจุดเด่นแตกต่างกัน ดังนี้
- เคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ "คีโม" เป็นการใช้ยาเพื่อเข้าไปทำลายและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่อาจแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด มักใช้เป็นมาตรฐานหลักในการรักษามะเร็งลำไส้ระยะลุกลาม
- ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) หรือการรักษาแบบจำเพาะ เป็นกลุ่มยาที่ถูกพัฒนามาเพื่อออกฤทธิ์ขัดขวางการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งโดยตรง โดยพุ่งเป้าไปที่โปรตีนหรือยีนที่ผิดปกติบนเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งหยุดเจริญเติบโต ถือเป็นทางเลือกที่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติน้อยกว่าคีโมแบบดั้งเดิม
- ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นนวัตกรรมที่ใช้ยาเข้าไปช่วยปลดล็อกและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กลับมาแข็งแรง จนสามารถมองเห็น ตรวจจับ และทำลายเซลล์มะเร็งได้ด้วยตัวเอง
ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ดีกว่าคีโมอย่างไร? ใครใช้ได้บ้าง?
หลายคนมักตั้งคำถามว่ายามะเร็งมุ่งเป้าดีกว่าคีโมหรือไม่ ความจริงแล้วยาแต่ละชนิดมีหน้าที่และกลไกต่างกัน จุดเด่นของยามุ่งเป้าคือความแม่นยำในการระงับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ทำให้ร่างกายบอบช้ำน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะตอบสนองต่อยานี้
ก่อนเริ่มรักษา จำเป็นต้องมีการตรวจยีนมะเร็งอย่างละเอียดเสียก่อน เช่น การตรวจหาความกลายพันธุ์ของยีน (KRAS mutation) เพื่อประเมินว่าเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยมีตัวรับที่ตรงกับยาหรือไม่ รูปแบบของยามีทั้งแบบยาฉีดและแบบรับประทาน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้เลือกรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดตามชนิดของการกลายพันธุ์และระยะของโรค
ยามุ่งเป้ากินนานเท่าไหร่? ต้องใช้ตลอดชีวิตไหม?
สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาในรูปแบบรับประทาน มักมีข้อสงสัยว่ายามุ่งเป้ากินนานเท่าไหร่ คำตอบคือระยะเวลาการใช้ยาไม่ได้กำหนดตายตัวเหมือนการให้คีโมเป็นคอร์ส การรับประทานยาเม็ดคุมมะเร็งจะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายเป็นหลัก โดยทั่วไปแพทย์จะให้รับประทานยาอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกว่าก้อนมะเร็งจะสงบลง ควบคุมโรคได้ดี หรือจนกว่าร่างกายจะเกิดภาวะดื้อยา รวมถึงประเมินอย่างใกล้ชิดว่าผู้ป่วยสามารถทนต่อผลข้างเคียงของยาได้มากน้อยเพียงใด
ผลข้างเคียงของยารักษามะเร็งลำไส้ และวิธีรับมือ
การใช้ยาแต่ละกลุ่มย่อมมีผลตามมา การรู้เท่าทันและเตรียมพร้อมรับมือจะช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลารักษาไปได้ด้วยดี
- ผลข้างเคียงคีโม (Chemotherapy) มักส่งผลต่อเซลล์ที่แบ่งตัวเร็วในร่างกาย ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ภูมิคุ้มกันลดลงเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือมีอาการผมร่วง
- วิธีรับมือ ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด เน้นโปรตีนสูงเพื่อซ่อมแซมร่างกาย แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ ทานบ่อยขึ้นเพื่อลดอาการคลื่นไส้ และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด
- ผลข้างเคียงจากยามุ่งเป้า แม้จะไม่ค่อยทำให้ผมร่วง แต่การรักษาแบบจำเพาะด้วยวิธีนี้มักพบผลข้างเคียงทางผิวหนัง เช่น มีผื่นคล้ายสิว ผิวแห้งลอก อาการท้องเสีย หรือความดันโลหิตสูง
- วิธีรับมือ ทาครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นและไม่มีน้ำหอมเป็นประจำ หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหากมีอาการท้องเสียรุนแรงหรือมีผื่นแดงรุนแรงที่สงสัยว่าแพ้ยา ควรรีบแจ้งแพทย์ทันที
- ผลข้างเคียงจากภูมิคุ้มกันบำบัด อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักเกินไปจนไปโจมตีเซลล์ปกติ เกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆ เช่น ปอด ตับ ลำไส้ หรือผิวหนัง ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ข้อแนะนำจากแพทย์ ยาที่ดีที่สุด คือยาที่เหมาะกับ "ยีน" ของคุณ
การตัดสินใจเลือกยารักษามะเร็งลำไส้ในยุคปัจจุบัน เน้นไปที่การรักษาแบบจำเพาะบุคคล (Precision Medicine) การวิเคราะห์ลึกถึงระดับยีนช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้ตรงจุด ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก หากกำลังกังวลเรื่องการรักษา ขอให้อย่าเพิ่งกลัวผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจนปฏิเสธการรักษา เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบันมียาที่ช่วยบรรเทาอาการข้างเคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพูดคุยและปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มโอกาสในการรักษาให้สำเร็จได้อย่างสูงสุด
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โทร. 0-2265-7777






