ปวดหัวบ่อย อาจไม่ใช่แค่พักผ่อนน้อย
หลายคนเคยรู้สึก “ปวดหัว” หลังจากนอนดึก ทำงานหนัก หรือใช้สายตากับหน้าจอนานเกินไป จนคิดว่าแค่พักผ่อนให้เพียงพอก็น่าจะดีขึ้น แต่หากอาการปวดหัวเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ หรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน อาการนี้อาจกำลังเป็นสัญญาณจากร่างกายที่ควรใส่ใจมากขึ้น
อาการปวดหัวมีหลายรูปแบบ ทั้งปวดตื้อ ปวดตุบ ๆ ปวดข้างเดียว หรือปวดร้าวไปบริเวณคอและบ่า ซึ่งสาเหตุของอาการก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่ความเครียด ไมเกรน ภาวะสายตาผิดปกติ ไปจนถึงโรคบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและหลอดเลือด บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า “ปวดหัวบ่อย” เกิดจากอะไร มีอาการแบบไหนที่ควรพบแพทย์ และดูแลตัวเองอย่างไรให้เหมาะสม
เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดจากการทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ความเครียดสะสม หรือการนั่งทำงานท่าเดิมนาน ๆ ลักษณะอาการคือ
2. ไมเกรน (Migraine)
ไมเกรนเป็นอาการปวดหัวที่พบได้ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยทำงานและผู้หญิง ลักษณะเด่นของไมเกรน ได้แก่
ปัจจัยกระตุ้นไมเกรนที่พบได้บ่อย เช่น นอนน้อย อดอาหาร ความเครียด คาเฟอีน ฮอร์โมน หรืออาหารบางชนิด
3. ปวดหัวจากการใช้สายตาหนัก
การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ตต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้กล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อรอบศีรษะทำงานหนัก อาการที่พบได้ เช่น
4. ปวดหัวจากไซนัสอักเสบ
หากมีอาการปวดบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก หรือรอบดวงตาร่วมกับคัดจมูก น้ำมูกข้น หรือแน่นจมูก อาจเกี่ยวข้องกับไซนัสอักเสบ อาการมักเป็นมากเวลาก้มหน้า หรือช่วงมีอากาศเปลี่ยนแปลง
5. ปวดหัวจากโรคหรือภาวะอื่น ๆ
ในบางกรณี อาการปวดหัวอาจสัมพันธ์กับภาวะทางสุขภาพ เช่น
นอนหลับให้เพียงพอ
ควรนอนวันละประมาณ 7–9 ชั่วโมง และพยายามเข้านอนให้เป็นเวลา
ลดความเครียด
การพักสายตา ยืดกล้ามเนื้อ เดินเล่น หรือทำกิจกรรมผ่อนคลาย จะช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและคอได้
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ภาวะขาดน้ำเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปวดหัวได้ง่าย โดยเฉพาะในคนที่ทำงานหนักหรืออยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมกระตุ้นอาการ เช่น
• นอนดึก
• อดอาหาร
• ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป
• ใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ไม่ใช้ยาแก้ปวดติดต่อกันบ่อยเกินไป
การรับประทานยาแก้ปวดต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิด “อาการปวดหัวจากการติดยาแก้ปวด” ได้
ในบางกรณีอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น
หากเริ่มมีอาการปวดหัวบ่อยขึ้น ปวดรุนแรง หรือมีอาการร่วมผิดปกติ การเข้ารับการตรวจตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้ดูแลสุขภาพได้ตรงจุด และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง
ศูนย์อายุรกรรม
โทร. 0-2265-7777
อาการปวดหัวมีหลายรูปแบบ ทั้งปวดตื้อ ปวดตุบ ๆ ปวดข้างเดียว หรือปวดร้าวไปบริเวณคอและบ่า ซึ่งสาเหตุของอาการก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่ความเครียด ไมเกรน ภาวะสายตาผิดปกติ ไปจนถึงโรคบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและหลอดเลือด บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า “ปวดหัวบ่อย” เกิดจากอะไร มีอาการแบบไหนที่ควรพบแพทย์ และดูแลตัวเองอย่างไรให้เหมาะสม
ปวดหัวบ่อย เกิดจากอะไรได้บ้าง?
1. ปวดหัวจากความเครียด (Tension Headache)เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดจากการทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ความเครียดสะสม หรือการนั่งทำงานท่าเดิมนาน ๆ ลักษณะอาการคือ
- ปวดตื้อ ๆ เหมือนมีอะไรรัดรอบศีรษะ
- ปวดบริเวณหน้าผาก ขมับ หรือท้ายทอย
- อาจมีอาการตึงคอ บ่า ไหล่ร่วมด้วย
2. ไมเกรน (Migraine)
ไมเกรนเป็นอาการปวดหัวที่พบได้ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยทำงานและผู้หญิง ลักษณะเด่นของไมเกรน ได้แก่
- ปวดตุบ ๆ มักปวดข้างเดียว
- ปวดนานหลายชั่วโมงถึงหลายวัน
- ไวต่อแสง เสียง หรือกลิ่น
- คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วยได้
ปัจจัยกระตุ้นไมเกรนที่พบได้บ่อย เช่น นอนน้อย อดอาหาร ความเครียด คาเฟอีน ฮอร์โมน หรืออาหารบางชนิด
3. ปวดหัวจากการใช้สายตาหนัก
การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ตต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้กล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อรอบศีรษะทำงานหนัก อาการที่พบได้ เช่น
- ปวดรอบดวงตา
- ปวดบริเวณหน้าผาก
- ตาล้า ตาแห้ง มองไม่ชัด
4. ปวดหัวจากไซนัสอักเสบ
หากมีอาการปวดบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก หรือรอบดวงตาร่วมกับคัดจมูก น้ำมูกข้น หรือแน่นจมูก อาจเกี่ยวข้องกับไซนัสอักเสบ อาการมักเป็นมากเวลาก้มหน้า หรือช่วงมีอากาศเปลี่ยนแปลง
5. ปวดหัวจากโรคหรือภาวะอื่น ๆ
ในบางกรณี อาการปวดหัวอาจสัมพันธ์กับภาวะทางสุขภาพ เช่น
- ความดันโลหิตสูง
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง
- ภาวะติดเชื้อบางชนิด
สัญญาณแบบไหน ควรพบแพทย์?
อาการปวดหัวบางลักษณะควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้- ปวดหัวบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ หรือปวดต่อเนื่องหลายวัน
- ปวดรุนแรงเฉียบพลันแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
- มีไข้ คอแข็ง หรืออ่อนแรงร่วมด้วย
- พูดไม่ชัด แขนขาชา เดินเซ
- มองเห็นผิดปกติ หรือหมดสติ
- ปวดหัวหลังอุบัติเหตุ
- รับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการปวดหัวบ่อย
แม้อาการปวดหัวหลายประเภทสามารถดูแลเบื้องต้นได้ แต่การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็มีส่วนช่วยลดโอกาสเกิดอาการซ้ำได้เช่นกันนอนหลับให้เพียงพอ
ควรนอนวันละประมาณ 7–9 ชั่วโมง และพยายามเข้านอนให้เป็นเวลา
ลดความเครียด
การพักสายตา ยืดกล้ามเนื้อ เดินเล่น หรือทำกิจกรรมผ่อนคลาย จะช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและคอได้
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ภาวะขาดน้ำเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปวดหัวได้ง่าย โดยเฉพาะในคนที่ทำงานหนักหรืออยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมกระตุ้นอาการ เช่น
• นอนดึก
• อดอาหาร
• ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป
• ใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ไม่ใช้ยาแก้ปวดติดต่อกันบ่อยเกินไป
การรับประทานยาแก้ปวดต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิด “อาการปวดหัวจากการติดยาแก้ปวด” ได้
การตรวจวินิจฉัยอาการปวดหัวทำอย่างไร?
แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอาการอย่างละเอียด เช่น- ลักษณะการปวด
- ความถี่ของอาการ
- ระยะเวลาที่ปวด
- ปัจจัยกระตุ้น
- โรคประจำตัวหรือยาที่ใช้อยู่
ในบางกรณีอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น
- ตรวจวัดสายตา
- ตรวจเลือด
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan)
- MRI สมอง
ปวดหัวบ่อย อย่าปล่อยให้กระทบคุณภาพชีวิต
อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่บางครั้งก็อาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพในด้านอื่นที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมหากเริ่มมีอาการปวดหัวบ่อยขึ้น ปวดรุนแรง หรือมีอาการร่วมผิดปกติ การเข้ารับการตรวจตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้ดูแลสุขภาพได้ตรงจุด และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง
ศูนย์อายุรกรรม
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Internal Medicine Center
Publish date desc: 27/05/2026
Author doctor
Dr. Damkirng Tantamacharik
Specialty
Pulmonologist






