• banner

โรคลิ้นหัวใจ รู้ช้าเสี่ยงหัวใจล้มเหลว

หัวใจของเรามีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และมี “ลิ้นหัวใจ” เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยควบคุมทิศทางการไหลของเลือดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หากลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติ ไม่ว่าจะเปิดได้ไม่เต็มที่หรือปิดไม่สนิท หัวใจจะต้องทำงานหนักมากขึ้นกว่าปกติ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือดลดลง และอาจพัฒนาไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้

หลายคนอาจเข้าใจว่าโรคลิ้นหัวใจเป็นโรคที่พบเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริง โรคนี้สามารถเกิดได้ในหลายช่วงวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือมีประวัติไข้รูมาติกในอดีต การสังเกตอาการและเข้ารับการตรวจตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว


โรคลิ้นหัวใจคืออะไร?

ลิ้นหัวใจประกอบด้วย 4 ตำแหน่ง ได้แก่ ลิ้นไมตรัล (Mitral Valve) ลิ้นเอออร์ติก (Aortic Valve) ลิ้นไตรคัสปิด (Tricuspid Valve) และลิ้นพัลโมนารี (Pulmonary Valve) โดยมีหน้าที่เปิดและปิดเพื่อควบคุมการไหลเวียนของเลือดภายในหัวใจ

เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น จะพบได้ 2 ลักษณะหลัก ได้แก่

1. ลิ้นหัวใจตีบ (Valve Stenosis)

ลิ้นหัวใจเปิดได้ไม่เต็มที่ ทำให้เลือดไหลผ่านได้ยาก หัวใจจึงต้องเพิ่มแรงบีบตัวเพื่อส่งเลือดผ่านช่องที่แคบลง

2. ลิ้นหัวใจรั่ว (Valve Regurgitation)
ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท ทำให้เลือดไหลย้อนกลับ ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดซ้ำมากขึ้น และทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง

หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน กล้ามเนื้อหัวใจอาจอ่อนแรงและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวตามมาได้

สาเหตุของโรคลิ้นหัวใจ

โรคลิ้นหัวใจสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น
  • ความเสื่อมของลิ้นหัวใจตามอายุ
  • ภาวะหินปูนเกาะลิ้นหัวใจ
  • โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
  • การติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ (Infective Endocarditis)
  • โรคไข้รูมาติก
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ

โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ การเสื่อมของลิ้นหัวใจถือเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น


สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

ในระยะแรก โรคลิ้นหัวใจอาจไม่มีอาการชัดเจน ทำให้หลายคนใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ จนกระทั่งโรคดำเนินไปมากขึ้นจึงเริ่มแสดงอาการ อาการที่พบบ่อย ได้แก่
  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
  • หอบเมื่อนอนราบ
  • ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • เจ็บแน่นหน้าอก
  • เวียนศีรษะหรือหน้ามืด
  • ขาบวม เท้าบวม
  • เป็นลมหมดสติ

หากมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่อง หรือมีอาการมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์โรคหัวใจ เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง


โรคลิ้นหัวใจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างไร?

เมื่อหัวใจต้องทำงานหนักจากลิ้นหัวใจที่ตีบหรือรั่วเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อหัวใจจะค่อย ๆ หนาตัวหรือขยายใหญ่ขึ้นเพื่อชดเชยการทำงานที่เพิ่มขึ้น แม้ในระยะแรกหัวใจอาจยังสามารถปรับตัวได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือดจะลดลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ไม่เพียงพอ และเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวในที่สุด

ผู้ป่วยอาจมีอาการเหนื่อยแม้ทำกิจกรรมเบา ๆ หายใจลำบาก ขาบวม หรือมีน้ำคั่งในปอด ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยครั้ง

การวินิจฉัยโรคลิ้นหัวใจ

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยอาจได้ยินเสียงของหัวใจผิดปกติจากการฟังด้วยหูฟังทางการแพทย์

การตรวจเพิ่มเติมที่ใช้ในการวินิจฉัย ได้แก่

คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)
ช่วยประเมินจังหวะการเต้นของหัวใจและความผิดปกติที่เกี่ยวข้อง

เอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray)

ใช้ดูขนาดของหัวใจและภาวะคั่งของน้ำในปอด

อัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography)
เป็นการตรวจสำคัญที่ช่วยประเมินการทำงานของลิ้นหัวใจ ระดับความรุนแรงของการตีบหรือรั่ว และประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ

เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือสวนหัวใจ

อาจใช้ในบางกรณีเพื่อวางแผนการรักษาอย่างละเอียด

แนวทางการรักษาโรคลิ้นหัวใจ

การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของโรค ความรุนแรง และอาการของผู้ป่วย

การติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ
ในรายที่ยังมีความผิดปกติไม่มาก แพทย์อาจนัดติดตามอาการและตรวจหัวใจเป็นระยะ

การใช้ยา
ยาช่วยลดอาการและลดภาระการทำงานของหัวใจ เช่น
  • ยาควบคุมความดันโลหิต
  • ยาขับปัสสาวะ
  • ยาควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดในผู้ป่วยบางราย

การซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ
หากลิ้นหัวใจมีความผิดปกติรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัด เช่น
  • การซ่อมแซมลิ้นหัวใจ
  • การเปลี่ยนลิ้นหัวใจด้วยลิ้นหัวใจชนิดเนื้อเยื่อ (Tissue valve)
  • การเปลี่ยนลิ้นหัวใจด้วยลิ้นหัวใจโลหะ
  • การเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน (TAVR/TAVI) ในผู้ป่วยที่เหมาะสม

ปัจจุบันเทคโนโลยีการรักษามีความก้าวหน้า ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและมีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลายมากขึ้น


ดูแลหัวใจอย่างไรให้ห่างไกลโรคลิ้นหัวใจ

แม้บางสาเหตุไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงและชะลอการดำเนินของโรคได้ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม
  • ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์
  • งดสูบบุหรี่
  • ตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยง

โรคลิ้นหัวใจเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและสามารถส่งผลต่อการทำงานของหัวใจในระยะยาว หากลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วจนหัวใจต้องทำงานหนักต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ การสังเกตอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก ใจสั่น หรือขาบวม และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและดูแลสุขภาพหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หรือสงสัยว่ามีความผิดปกติของลิ้นหัวใจ ควรเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์โรคหัวใจ เพื่อวินิจฉัยสาเหตุและวางแผนการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Cardio-vascular Center
Publish date desc: 30/06/2026

Author doctor

Dr. Peerawat Puwatnuttasit

img

Specialty

Cardiologist

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program