ตับอักเสบเอ กำลังระบาด! คุณเสี่ยงอยู่หรือเปล่า?
ในช่วงที่ผ่านมา “ไวรัสตับอักเสบเอ” กลับมาเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อในหลายพื้นที่ และมักเกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โรคนี้อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับบางคน แต่ในความเป็นจริง การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว การทำความเข้าใจโรค อาการ และแนวทางป้องกัน จะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพตนเองและคนใกล้ชิดได้อย่างเหมาะสม
ต่างจากไวรัสตับอักเสบชนิด B และ C ที่สามารถเป็นเรื้อรังได้ ไวรัสตับอักเสบเอมักเป็นแบบเฉียบพลัน และร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เองในระยะหนึ่ง
การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ มักเกิดจากพฤติกรรมใกล้ตัว เช่น
เมื่อโรคดำเนินไป อาจพบอาการเพิ่มเติม เช่น
ในเด็กบางรายอาจมีอาการน้อย หรือแทบไม่แสดงอาการ ขณะที่ผู้ใหญ่มีแนวโน้มแสดงอาการชัดเจนมากกว่า
ไวรัสตับอักเสบเอเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องอาหารและสุขอนามัย แม้ส่วนใหญ่จะสามารถฟื้นตัวได้ แต่การป้องกันตั้งแต่ต้นจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใส่ใจสุขอนามัยพื้นฐาน และสังเกตอาการของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพตับให้แข็งแรง
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
ไวรัสตับอักเสบเอ คืออะไร?
ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้เกิดการอักเสบของตับ โดยเชื้อจะติดต่อผ่าน “การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ”ต่างจากไวรัสตับอักเสบชนิด B และ C ที่สามารถเป็นเรื้อรังได้ ไวรัสตับอักเสบเอมักเป็นแบบเฉียบพลัน และร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เองในระยะหนึ่ง
คุณเสี่ยงหรือไม่? ปัจจัยที่ควรรู้
การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ มักเกิดจากพฤติกรรมใกล้ตัว เช่น- รับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก
- ดื่มน้ำหรือใช้น้ำแข็งที่ไม่สะอาด
- ล้างมือไม่ถูกวิธี ก่อนรับประทานอาหาร
- ใช้ภาชนะหรือของใช้ร่วมกับผู้ติดเชื้อ
- เดินทางไปพื้นที่ที่มีสุขอนามัยจำกัด
อาการของไวรัสตับอักเสบเอ
อาการอาจไม่ชัดเจนในช่วงแรก และมักคล้ายอาการทั่วไป เช่น- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว
- เบื่ออาหาร
- มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อย ปวดข้อ
เมื่อโรคดำเนินไป อาจพบอาการเพิ่มเติม เช่น
- ปัสสาวะสีเข้ม
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- ปวดบริเวณชายโครงขวา
ในเด็กบางรายอาจมีอาการน้อย หรือแทบไม่แสดงอาการ ขณะที่ผู้ใหญ่มีแนวโน้มแสดงอาการชัดเจนมากกว่า
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?
- อ่อนเพลียต่อเนื่องหลายวันโดยไม่ทราบสาเหตุ
- คลื่นไส้ เบื่ออาหารร่วมกับไข้
- สังเกตว่าปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติ
- มีอาการตัวเหลืองหรือตาเหลือง
การรักษาและการดูแลตนเอง
ปัจจุบันยังไม่มียาเฉพาะสำหรับรักษาไวรัสตับอักเสบเอ การดูแลจะเน้นไปที่การประคับประคองอาการ เช่น- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำให้เหมาะสม
- รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย
- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และยาที่มีผลต่อตับ
วิธีป้องกันที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน
- ล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่
- หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
- ดื่มน้ำสะอาดหรือบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน
- ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (ในกลุ่มที่เหมาะสม)
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ
วัคซีนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกัน โดยเฉพาะในกลุ่ม- ผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ
- ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอาหาร
- ผู้ที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกัน
ไวรัสตับอักเสบเอเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องอาหารและสุขอนามัย แม้ส่วนใหญ่จะสามารถฟื้นตัวได้ แต่การป้องกันตั้งแต่ต้นจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใส่ใจสุขอนามัยพื้นฐาน และสังเกตอาการของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพตับให้แข็งแรง
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 22/04/2026
Author doctor
Dr. Poorikorn Feuangwattana
Specialty
Gastroenterologist






