• banner

ตับอักเสบเอ กำลังระบาด! คุณเสี่ยงอยู่หรือเปล่า?

ในช่วงที่ผ่านมา “ไวรัสตับอักเสบเอ” กลับมาเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อในหลายพื้นที่ และมักเกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โรคนี้อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับบางคน แต่ในความเป็นจริง การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว การทำความเข้าใจโรค อาการ และแนวทางป้องกัน จะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพตนเองและคนใกล้ชิดได้อย่างเหมาะสม

ไวรัสตับอักเสบเอ คืออะไร?

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้เกิดการอักเสบของตับ โดยเชื้อจะติดต่อผ่าน “การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ”

ต่างจากไวรัสตับอักเสบชนิด B และ C ที่สามารถเป็นเรื้อรังได้ ไวรัสตับอักเสบเอมักเป็นแบบเฉียบพลัน และร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เองในระยะหนึ่ง


คุณเสี่ยงหรือไม่? ปัจจัยที่ควรรู้

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ มักเกิดจากพฤติกรรมใกล้ตัว เช่น
  • รับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก
  • ดื่มน้ำหรือใช้น้ำแข็งที่ไม่สะอาด
  • ล้างมือไม่ถูกวิธี ก่อนรับประทานอาหาร
  • ใช้ภาชนะหรือของใช้ร่วมกับผู้ติดเชื้อ
  • เดินทางไปพื้นที่ที่มีสุขอนามัยจำกัด
ผู้ที่รับประทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ หรือใช้ชีวิตเร่งรีบ อาจมีโอกาสสัมผัสปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ได้มากขึ้น

อาการของไวรัสตับอักเสบเอ

อาการอาจไม่ชัดเจนในช่วงแรก และมักคล้ายอาการทั่วไป เช่น
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว
  • เบื่ออาหาร
  • มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อย ปวดข้อ

เมื่อโรคดำเนินไป อาจพบอาการเพิ่มเติม เช่น
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปวดบริเวณชายโครงขวา

ในเด็กบางรายอาจมีอาการน้อย หรือแทบไม่แสดงอาการ ขณะที่ผู้ใหญ่มีแนวโน้มแสดงอาการชัดเจนมากกว่า


เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

  • อ่อนเพลียต่อเนื่องหลายวันโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คลื่นไส้ เบื่ออาหารร่วมกับไข้
  • สังเกตว่าปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติ
  • มีอาการตัวเหลืองหรือตาเหลือง
แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจพิจารณาตรวจเลือดเพื่อยืนยันการติดเชื้อ

การรักษาและการดูแลตนเอง

ปัจจุบันยังไม่มียาเฉพาะสำหรับรักษาไวรัสตับอักเสบเอ การดูแลจะเน้นไปที่การประคับประคองอาการ เช่น
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำให้เหมาะสม
  • รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และยาที่มีผลต่อตับ
โดยทั่วไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะฟื้นตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงเดือน

วิธีป้องกันที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน

  • ล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่
  • หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
  • ดื่มน้ำสะอาดหรือบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (ในกลุ่มที่เหมาะสม)

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ

วัคซีนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกัน โดยเฉพาะในกลุ่ม
  • ผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ
  • ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอาหาร
  • ผู้ที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกัน
สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

ไวรัสตับอักเสบเอเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องอาหารและสุขอนามัย แม้ส่วนใหญ่จะสามารถฟื้นตัวได้ แต่การป้องกันตั้งแต่ต้นจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใส่ใจสุขอนามัยพื้นฐาน และสังเกตอาการของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพตับให้แข็งแรง

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 22/04/2026

Author doctor

Dr. Poorikorn Feuangwattana

img

Specialty

Gastroenterologist

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program