ลำไส้แปรปรวน (IBS) เมื่อท้องผูก ท้องเสีย สลับกัน...สัญญาณเตือนของระบบทางเดินอาหาร
คุณเคยมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ท้องอืด หรือมีปัญหาการขับถ่ายที่ไม่ปกติซ้ำ ๆ เช่น ท้องผูก สลับท้องเสีย โดยที่ไปตรวจมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจนจากการส่องกล้อง หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือไม่? หากคำตอบคือ “ใช่” อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ “โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS)” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียด และวิถีชีวิตที่ต้องเร่งรีบ การทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ ทำให้ระบบขับถ่ายแปรปรวน โรงพยาบาลวิชัยยุทธเข้าใจถึงอาการเหล่านี้ และพร้อมให้การดูแลอย่างเป็นระบบโดยทีมแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหาร เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง
สาเหตุที่แท้จริงของโรคลำไส้แปรปรวนยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ การทำงานที่ผิดปกติของระบบประสาทที่ควบคุมลำไส้ (Gut-Brain Axis) ความไวต่อความรู้สึกของลำไส้ที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ และที่สำคัญคือปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด การทานอาหารบางชนิด หรือแม้แต่การติดเชื้อในลำไส้ก่อนหน้า
อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
นอกจากนี้ยังมีแบบอาการผสม (IBS-M) ที่มีอาการท้องผูกและท้องเสียสลับกัน และแบบที่ไม่สามารถจัดประเภทได้ (IBS-U)
การวินิจฉัยจะเน้นการค้นหา "สัญญาณเตือน" (Alarm Features) เพื่อให้แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่ไม่ใช่โรคร้ายแรง ซึ่งสัญญาณเตือนที่อาจต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน เช่น การส่องกล้อง จะได้แก่
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
สารบัญ
- โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) คืออะไร? อันตรายร้ายแรงไหม?
- ปวดท้อง ท้องอืด แบบไหนที่บ่งบอกว่าอาจเป็น IBS?
- ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคลำไส้แปรปรวน? (เช็กปัจจัยเสี่ยง)
- แพทย์วินิจฉัยโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) อย่างไร?
- แนวทางการรักษาโรคลำไส้แปรปรวน มีอะไรบ้าง?
- การดูแลและปรับพฤติกรรมอย่างไร เพื่อลดอาการ IBS?
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เรื่องโรคลำไส้แปรปรวน
โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) คืออะไร? อันตรายร้ายแรงไหม?
โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS) ไม่ใช่โรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างในลำไส้ หรือมีบาดแผลใด ๆ แต่เป็นภาวะที่การทำงานของลำไส้ผิดปกติไป โดยเฉพาะเรื่องของการเคลื่อนไหวและการบีบตัว ทำให้เกิดอาการไม่สบายท้องที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่าย แม้ว่าชื่อจะฟังดูน่ากลัว แต่ IBS จัดเป็น “โรคเรื้อรังที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต” และ “ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่” เหมือนกับโรคลำไส้อักเสบ (IBD) หรือมะเร็งลำไส้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคืออาการของมันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกกังวล อ่อนเพลีย และมีอาการรบกวนการทำงานหรือการใช้ชีวิตปกติสาเหตุที่แท้จริงของโรคลำไส้แปรปรวนยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ การทำงานที่ผิดปกติของระบบประสาทที่ควบคุมลำไส้ (Gut-Brain Axis) ความไวต่อความรู้สึกของลำไส้ที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ และที่สำคัญคือปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด การทานอาหารบางชนิด หรือแม้แต่การติดเชื้อในลำไส้ก่อนหน้า
ปวดท้อง ท้องอืด แบบไหนที่บ่งบอกว่าอาจเป็น IBS?
อาการหลักของโรคลำไส้แปรปรวนคือ อาการปวดท้อง หรือไม่สบายท้องร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการขับถ่าย เช่น ท้องผูกหรือท้องเสีย หรือสลับกัน โดยอาการเหล่านี้มักเป็นมานานเกิน 6 เดือน และสัมพันธ์กับการขับถ่าย เช่น อาการดีขึ้นหลังการขับถ่าย หรืออาการแย่ลงเมื่อทานอาหารบางประเภทอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- อาการปวดท้อง หรือไม่สบายท้องเป็น ๆ หาย ๆ มักเกิดในช่องท้องส่วนล่าง
- ท้องอืด แน่นท้อง มีแก๊สในกระเพาะอาหารมากผิดปกติ
- มีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะอุจจาระแข็งมาก หรือเหลวมาก และความถี่ในการถ่ายอุจจาระ
- รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือต้องเบ่งมากผิดปกติ
แบบท้องผูกเด่น (IBS-C)
ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการท้องผูกเป็นอาการหลัก โดยอุจจาระจะแข็งเป็นก้อนเล็ก ๆ (คล้ายกระสุน) ต้องใช้เวลาเบ่งนาน หรือรู้สึกถ่ายไม่สุด ท้องผูก อาการเหล่านี้มักทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องเรื้อรังรุนแรงในวันที่ไม่ได้ถ่าย อาการท้องผูกมักเป็นมากกว่า 25% ของการขับถ่ายทั้งหมดแบบท้องเสียเด่น (IBS-D)
ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการท้องเสียเป็นอาการหลัก โดยอุจจาระจะนิ่มเหลว หรือเป็นน้ำ ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง และมักมีอาการปวดท้องร่วมกับความรู้สึกอยากถ่ายกะทันหันในตอนเช้า หรือหลังทานอาหาร อาการท้องเสียมักเป็นมากกว่า 25% ของการขับถ่ายทั้งหมดนอกจากนี้ยังมีแบบอาการผสม (IBS-M) ที่มีอาการท้องผูกและท้องเสียสลับกัน และแบบที่ไม่สามารถจัดประเภทได้ (IBS-U)
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคลำไส้แปรปรวน?
กลุ่มคนต่อไปนี้มีโอกาสสูงที่จะพบปัญหา IBS โดยไม่รู้ตัว- วัยทำงานอายุ 25–45 ปี ที่มีความเครียดสะสมหรือพักผ่อนน้อย
- ผู้ที่มีอาการหลังติดเชื้อทางเดินอาหาร
- ผู้หญิง มักพบ IBS ได้มากกว่าผู้ชายเล็กน้อย โดยเฉพาะช่วงมีรอบเดือน
- คนที่นั่งทำงานทั้งวัน ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
- คนที่มีปัญหาด้านอารมณ์ เช่น เครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า
แพทย์วินิจฉัยโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) อย่างไร?
การวินิจฉัย IBS เป็นการวินิจฉัยแบบ "ตัดโรคอื่นออก" (Diagnosis of Exclusion) สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการซักประวัติอย่างละเอียด และการตรวจร่างกายเพื่อ “แยกโรค” ที่มีอาการคล้ายกันออกไป โดยเฉพาะโรคที่อันตรายกว่า เช่น โรคลำไส้อักเสบ (IBD) การติดเชื้อ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่การวินิจฉัยจะเน้นการค้นหา "สัญญาณเตือน" (Alarm Features) เพื่อให้แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่ไม่ใช่โรคร้ายแรง ซึ่งสัญญาณเตือนที่อาจต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน เช่น การส่องกล้อง จะได้แก่
- มีอาการในช่วงกลางคืนจนต้องตื่น
- น้ำหนักลดอย่างไม่ทราบสาเหตุ
- มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ
- มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ หรือโรคลำไส้อักเสบ
- มีไข้ หรือซีดจาง
แนวทางการรักษาโรคลำไส้แปรปรวน มีอะไรบ้าง?
แนวทางการรักษาโรคลำไส้แปรปรวนต้องอาศัยการผสมผสานหลายวิธีเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เพราะ IBS เป็นโรคที่สัมพันธ์กับความเครียดและพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างมาก- การปรับอาหารและการดำเนินชีวิต เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด แพทย์จะแนะนำให้บันทึกอาการและชนิดของอาหารที่ทาน เพื่อค้นหาอาหารกระตุ้นอาการ (ดูรายละเอียดในหัวข้อ FODMAP ต่อไป) การจัดการความเครียด การออกกำลังกาย และการนอนหลับที่เพียงพอมีส่วนช่วยอย่างมากในการลดอาการ ปวดท้องเรื้อรัง
- การใช้ยาตามอาการ แพทย์จะพิจารณาการใช้ยาตามอาการเด่นของผู้ป่วย เช่น
- ยาบรรเทาอาการท้องผูก สำหรับผู้ป่วย IBS-C เพื่อช่วยให้อุจจาระนุ่มและขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
- ยาหยุดท้องเสีย สำหรับผู้ป่วย IBS-D เพื่อลดความถี่ของการถ่าย
- ยาแก้ปวดท้อง (Antispasmodic drugs) เพื่อลดอาการปวดเกร็งในช่องท้อง
- ยาอื่น ๆ เช่น ยาคลายกังวล หรือยาที่ปรับการทำงานของระบบประสาทลำไส้ในกรณีที่อาการรุนแรง
การดูแลและปรับพฤติกรรมอย่างไร เพื่อลดอาการ IBS?
การจัดการ IBS ต้องเริ่มจากการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องอาหารและจิตใจ- การจัดการความเครียด (Stress Management) เนื่องจากลำไส้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสมอง (Gut-Brain Axis) ความเครียดจึงเป็นตัวกระตุ้นอาการหลัก การฝึกสติ การทำสมาธิ โยคะ หรือการปรึกษานักจิตวิทยาอาจช่วยลดความไวของลำไส้ได้
- ทานอาหารที่มีกากใย (Fiber) ช่วยในการปรับปรุงการขับถ่าย ทั้งในกลุ่มท้องผูกและท้องเสีย แต่ควรเพิ่มปริมาณทีละน้อยอย่างช้า ๆ เพื่อป้องกันอาการท้องอืดที่อาจเกิดขึ้นได้
- การเลือกทานอาหารอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ เช่น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการทานอาหารนอกบ้านบ่อยครั้ง เมื่อทานอาหารนอกบ้าน เรามักควบคุมส่วนประกอบไม่ได้ ซึ่งอาจมีไขมันสูง หรือสารปรุงแต่งที่กระตุ้นอาการได้ง่าย การทำอาหารทานเองจึงช่วยควบคุมอาการได้ดีกว่า
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เรื่องโรคลำไส้แปรปรวน
โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) รักษาหายขาดได้หรือไม่?
โดยทั่วไปแล้วโรคลำไส้แปรปรวนเป็นภาวะเรื้อรังที่ “ไม่สามารถหายขาดได้ 100%” แต่เป็นโรคที่ “สามารถควบคุมอาการได้” หากผู้ป่วยดูแลตัวเองอย่างดี ปรับอาหาร จัดการความเครียด และใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง อาการจะทุเลาลงจนแทบไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอาหารชนิดใดบ้างที่ควรงดหรือควรเลี่ยงสำหรับผู้ป่วย IBS?
อาหารที่ควรเลี่ยงมักเกี่ยวข้องกับกลุ่ม FODMAP และอาหารที่กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ได้แก่- ผลิตภัณฑ์นม สำหรับผู้ที่มีภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตส
- ผักและผลไม้บางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม แอปเปิ้ล ลูกแพร์ กะหล่ำปลี บรอกโคลี (มี FODMAP สูง)
- ธัญพืชบางชนิด เช่น ข้าวสาลี
- อาหารที่มีไขมันสูง ทำให้ลำไส้บีบตัวแรงขึ้น
- เครื่องดื่มที่มีแก๊ส รวมถึงน้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- อาหารแปรรูป ที่อาจมีสารกระตุ้นลำไส้
IBS กับโรคลำไส้อักเสบ (IBD) หรือมะเร็งลำไส้ ต่างกันอย่างไร?
IBS, IBD และมะเร็งลำไส้ เป็นคนละโรคกันโดยสิ้นเชิง- IBS เป็นโรคของการทำงานผิดปกติของลำไส้ ไม่มีการอักเสบหรือรอยโรคใด ๆ ไม่กลายเป็นมะเร็ง
- IBD เป็นกลุ่มโรคที่มีการอักเสบของผนังลำไส้จริง เช่น โรคโครห์น หรือโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
- มะเร็งลำไส้ เป็นการเติบโตของเซลล์มะเร็งในผนังลำไส้ใหญ่
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 08/08/2025
Author doctor
Dr. Kasem Saenghirunvattana
Specialty
Gastroenterologist






