• banner

ลำไส้แปรปรวน (IBS) เมื่อท้องผูก ท้องเสีย สลับกัน...สัญญาณเตือนของระบบทางเดินอาหาร

คุณเคยมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ท้องอืด หรือมีปัญหาการขับถ่ายที่ไม่ปกติซ้ำ ๆ เช่น ท้องผูก สลับท้องเสีย โดยที่ไปตรวจมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจนจากการส่องกล้อง หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือไม่? หากคำตอบคือ “ใช่” อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ “โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS)” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียด และวิถีชีวิตที่ต้องเร่งรีบ การทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ ทำให้ระบบขับถ่ายแปรปรวน โรงพยาบาลวิชัยยุทธเข้าใจถึงอาการเหล่านี้ และพร้อมให้การดูแลอย่างเป็นระบบโดยทีมแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหาร เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง

สารบัญ



โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) คืออะไร? อันตรายร้ายแรงไหม?

โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS) ไม่ใช่โรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างในลำไส้ หรือมีบาดแผลใด ๆ แต่เป็นภาวะที่การทำงานของลำไส้ผิดปกติไป โดยเฉพาะเรื่องของการเคลื่อนไหวและการบีบตัว ทำให้เกิดอาการไม่สบายท้องที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่าย แม้ว่าชื่อจะฟังดูน่ากลัว แต่ IBS จัดเป็น “โรคเรื้อรังที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต” และ “ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่” เหมือนกับโรคลำไส้อักเสบ (IBD) หรือมะเร็งลำไส้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคืออาการของมันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกกังวล อ่อนเพลีย และมีอาการรบกวนการทำงานหรือการใช้ชีวิตปกติ

สาเหตุที่แท้จริงของโรคลำไส้แปรปรวนยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ การทำงานที่ผิดปกติของระบบประสาทที่ควบคุมลำไส้ (Gut-Brain Axis) ความไวต่อความรู้สึกของลำไส้ที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ และที่สำคัญคือปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด การทานอาหารบางชนิด หรือแม้แต่การติดเชื้อในลำไส้ก่อนหน้า

ลำไส้แปรปรวน (IBS) คืออะไร

ปวดท้อง ท้องอืด แบบไหนที่บ่งบอกว่าอาจเป็น IBS?

อาการหลักของโรคลำไส้แปรปรวนคือ อาการปวดท้อง หรือไม่สบายท้องร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการขับถ่าย เช่น ท้องผูกหรือท้องเสีย หรือสลับกัน โดยอาการเหล่านี้มักเป็นมานานเกิน 6 เดือน และสัมพันธ์กับการขับถ่าย เช่น อาการดีขึ้นหลังการขับถ่าย หรืออาการแย่ลงเมื่อทานอาหารบางประเภท
อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
  • อาการปวดท้อง หรือไม่สบายท้องเป็น ๆ หาย ๆ มักเกิดในช่องท้องส่วนล่าง
  • ท้องอืด แน่นท้อง มีแก๊สในกระเพาะอาหารมากผิดปกติ
  • มีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะอุจจาระแข็งมาก หรือเหลวมาก และความถี่ในการถ่ายอุจจาระ
  • รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือต้องเบ่งมากผิดปกติ
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แพทย์จะจำแนกโรคลำไส้แปรปรวนออกเป็นประเภทย่อยตามอาการเด่น ดังนี้

อาการลำไส้แปรปรวน (IBS)

แบบท้องผูกเด่น (IBS-C)

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการท้องผูกเป็นอาการหลัก โดยอุจจาระจะแข็งเป็นก้อนเล็ก ๆ (คล้ายกระสุน) ต้องใช้เวลาเบ่งนาน หรือรู้สึกถ่ายไม่สุด ท้องผูก อาการเหล่านี้มักทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องเรื้อรังรุนแรงในวันที่ไม่ได้ถ่าย อาการท้องผูกมักเป็นมากกว่า 25% ของการขับถ่ายทั้งหมด

แบบท้องเสียเด่น (IBS-D)

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการท้องเสียเป็นอาการหลัก โดยอุจจาระจะนิ่มเหลว หรือเป็นน้ำ ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง และมักมีอาการปวดท้องร่วมกับความรู้สึกอยากถ่ายกะทันหันในตอนเช้า หรือหลังทานอาหาร อาการท้องเสียมักเป็นมากกว่า 25% ของการขับถ่ายทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีแบบอาการผสม (IBS-M) ที่มีอาการท้องผูกและท้องเสียสลับกัน และแบบที่ไม่สามารถจัดประเภทได้ (IBS-U)

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคลำไส้แปรปรวน?

กลุ่มคนต่อไปนี้มีโอกาสสูงที่จะพบปัญหา IBS โดยไม่รู้ตัว
  • วัยทำงานอายุ 25–45 ปี ที่มีความเครียดสะสมหรือพักผ่อนน้อย
  • ผู้ที่มีอาการหลังติดเชื้อทางเดินอาหาร
  • ผู้หญิง มักพบ IBS ได้มากกว่าผู้ชายเล็กน้อย โดยเฉพาะช่วงมีรอบเดือน
  • คนที่นั่งทำงานทั้งวัน ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
  • คนที่มีปัญหาด้านอารมณ์ เช่น เครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า

แพทย์วินิจฉัยโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) อย่างไร?

การวินิจฉัย IBS เป็นการวินิจฉัยแบบ "ตัดโรคอื่นออก" (Diagnosis of Exclusion) สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการซักประวัติอย่างละเอียด และการตรวจร่างกายเพื่อ “แยกโรค” ที่มีอาการคล้ายกันออกไป โดยเฉพาะโรคที่อันตรายกว่า เช่น โรคลำไส้อักเสบ (IBD) การติดเชื้อ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่

การวินิจฉัยจะเน้นการค้นหา "สัญญาณเตือน" (Alarm Features) เพื่อให้แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่ไม่ใช่โรคร้ายแรง ซึ่งสัญญาณเตือนที่อาจต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน เช่น การส่องกล้อง จะได้แก่
  • มีอาการในช่วงกลางคืนจนต้องตื่น
  • น้ำหนักลดอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  • มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ หรือโรคลำไส้อักเสบ
  • มีไข้ หรือซีดจาง
หากไม่มีสัญญาณเตือนเหล่านี้ และอาการเข้าได้กับเกณฑ์วินิจฉัย แพทย์จะให้การวินิจฉัยว่าเป็นลำไส้แปรปรวน และเริ่มแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

แนวทางการรักษาโรคลำไส้แปรปรวน มีอะไรบ้าง?

แนวทางการรักษาโรคลำไส้แปรปรวนต้องอาศัยการผสมผสานหลายวิธีเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เพราะ IBS เป็นโรคที่สัมพันธ์กับความเครียดและพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างมาก
  • การปรับอาหารและการดำเนินชีวิต เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด แพทย์จะแนะนำให้บันทึกอาการและชนิดของอาหารที่ทาน เพื่อค้นหาอาหารกระตุ้นอาการ (ดูรายละเอียดในหัวข้อ FODMAP ต่อไป) การจัดการความเครียด การออกกำลังกาย และการนอนหลับที่เพียงพอมีส่วนช่วยอย่างมากในการลดอาการ ปวดท้องเรื้อรัง
  • การใช้ยาตามอาการ แพทย์จะพิจารณาการใช้ยาตามอาการเด่นของผู้ป่วย เช่น
  • ยาบรรเทาอาการท้องผูก สำหรับผู้ป่วย IBS-C เพื่อช่วยให้อุจจาระนุ่มและขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
  • ยาหยุดท้องเสีย สำหรับผู้ป่วย IBS-D เพื่อลดความถี่ของการถ่าย
  • ยาแก้ปวดท้อง (Antispasmodic drugs) เพื่อลดอาการปวดเกร็งในช่องท้อง
  • ยาอื่น ๆ เช่น ยาคลายกังวล หรือยาที่ปรับการทำงานของระบบประสาทลำไส้ในกรณีที่อาการรุนแรง
ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ทีมแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาแบบองค์รวม (Holistic Approach) โดยมุ่งเน้นที่การจัดการปัจจัยกระตุ้นและอาการเฉพาะบุคคล เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการของลำไส้แปรปรวนได้ดีที่สุด



การดูแลและปรับพฤติกรรมอย่างไร เพื่อลดอาการ IBS?

การจัดการ IBS ต้องเริ่มจากการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องอาหารและจิตใจ
  1. การจัดการความเครียด (Stress Management) เนื่องจากลำไส้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสมอง (Gut-Brain Axis) ความเครียดจึงเป็นตัวกระตุ้นอาการหลัก การฝึกสติ การทำสมาธิ โยคะ หรือการปรึกษานักจิตวิทยาอาจช่วยลดความไวของลำไส้ได้
  2. ทานอาหารที่มีกากใย (Fiber) ช่วยในการปรับปรุงการขับถ่าย ทั้งในกลุ่มท้องผูกและท้องเสีย แต่ควรเพิ่มปริมาณทีละน้อยอย่างช้า ๆ เพื่อป้องกันอาการท้องอืดที่อาจเกิดขึ้นได้
  3. การเลือกทานอาหารอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ เช่น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์
  4. หลีกเลี่ยงการทานอาหารนอกบ้านบ่อยครั้ง เมื่อทานอาหารนอกบ้าน เรามักควบคุมส่วนประกอบไม่ได้ ซึ่งอาจมีไขมันสูง หรือสารปรุงแต่งที่กระตุ้นอาการได้ง่าย การทำอาหารทานเองจึงช่วยควบคุมอาการได้ดีกว่า
หรือแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยลองจำกัดอาหารประเภท FODMAP (Fermentable Oligosaccharides, Disaccharides, Monosaccharides, and Polyols) ซึ่งเป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรตสายสั้นที่ลำไส้เล็กดูดซึมได้ไม่ดีนัก ทำให้เกิดการหมักและสร้างแก๊สในลำไส้ใหญ่ นำไปสู่ท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย การจำกัดอาหารกลุ่ม FODMAP ชั่วคราวภายใต้การดูแลของแพทย์หรือนักโภชนาการสามารถช่วยลดอาการ IBS ได้อย่างมีนัยสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เรื่องโรคลำไส้แปรปรวน

โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) รักษาหายขาดได้หรือไม่?

โดยทั่วไปแล้วโรคลำไส้แปรปรวนเป็นภาวะเรื้อรังที่ “ไม่สามารถหายขาดได้ 100%” แต่เป็นโรคที่ “สามารถควบคุมอาการได้” หากผู้ป่วยดูแลตัวเองอย่างดี ปรับอาหาร จัดการความเครียด และใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง อาการจะทุเลาลงจนแทบไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

อาหารชนิดใดบ้างที่ควรงดหรือควรเลี่ยงสำหรับผู้ป่วย IBS?

อาหารที่ควรเลี่ยงมักเกี่ยวข้องกับกลุ่ม FODMAP และอาหารที่กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ได้แก่
  • ผลิตภัณฑ์นม สำหรับผู้ที่มีภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตส
  • ผักและผลไม้บางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม แอปเปิ้ล ลูกแพร์ กะหล่ำปลี บรอกโคลี (มี FODMAP สูง)
  • ธัญพืชบางชนิด เช่น ข้าวสาลี
  • อาหารที่มีไขมันสูง ทำให้ลำไส้บีบตัวแรงขึ้น
  • เครื่องดื่มที่มีแก๊ส รวมถึงน้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • อาหารแปรรูป ที่อาจมีสารกระตุ้นลำไส้
การปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการจะช่วยให้คุณค้นพบ “อาหารกระตุ้นเฉพาะตัว” เพื่อลดอาการท้องผูก อาการท้องเสีย หรือท้องอืดได้อย่างแม่นยำ

IBS กับโรคลำไส้อักเสบ (IBD) หรือมะเร็งลำไส้ ต่างกันอย่างไร?

IBS, IBD และมะเร็งลำไส้ เป็นคนละโรคกันโดยสิ้นเชิง
  • IBS เป็นโรคของการทำงานผิดปกติของลำไส้ ไม่มีการอักเสบหรือรอยโรคใด ๆ ไม่กลายเป็นมะเร็ง
  • IBD เป็นกลุ่มโรคที่มีการอักเสบของผนังลำไส้จริง เช่น โรคโครห์น หรือโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
  • มะเร็งลำไส้ เป็นการเติบโตของเซลล์มะเร็งในผนังลำไส้ใหญ่
หากมีอาการท้องผูก หรือท้องเสียเรื้อรังร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ๆ เช่น มีเลือดออกในอุจจาระ หรือน้ำหนักลด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการส่องกล้อง เพื่อแยกโรคและวินิจฉัยให้ชัดเจน

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตั
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 08/08/2025

แพทย์ผู้เขียน

นพ. เกษม แสงหิรัญวัฒนา

img

ความถนัดเฉพาะทาง

อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร

ความถนัดเฉพาะทางอื่น

-

ภาษาสื่อสาร

ไทย, อังกฤษ

ติดต่อเรา