- ข้อมูลสุขภาพ
- โรคและการรักษา
- ท้องเสียบ่อย ถ่ายเป็นน้ำ แค่ไหนที่ควรเริ่มกังวล? รวมสาเหตุ อาการที่ต้องระวัง และวิธีรักษา
ท้องเสียบ่อย ถ่ายเป็นน้ำ แค่ไหนที่ควรเริ่มกังวล? รวมสาเหตุ อาการที่ต้องระวัง และวิธีรักษา
ถ่ายเป็นน้ำ ร่วมกับปวดท้อง ท้องเสีย เป็นอาการที่พบได้บ่อยในคนไทยทุกวัย โดยเฉพาะเมื่อมีท้องเสีย ปวดบิด ร่วมด้วยอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อในลำไส้ หากมีท้องเสีย อาเจียนร่วมกันอาจเสี่ยงภาวะขาดน้ำรุนแรง และหากรู้สึกแสบท้อง ท้องเสีย อาจเกี่ยวข้องกับกรดในกระเพาะอาหาร บทความนี้จะพาคุณเข้าใจสาเหตุ อาการที่ต้องระวัง วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น และสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องพบแพทย์
สารบัญ
- ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ คืออะไร?
- สาเหตุที่ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย และถ่ายเป็นน้ำ
- ท้องเสีย ปวดบิด อาการนี้บอกอะไร?
- เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?
- ท้องเสีย อาเจียน และคลื่นไส้ เมื่อไหร่ต้องกังวล?
- แสบท้อง ท้องเสีย เกิดจากอะไร และแตกต่างจากกรดไหลย้อนอย่างไร?
- วิธีรักษาท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำเบื้องต้น
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการท้องเสีย (FAQ)
ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ คืออะไร?
ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ คือ การถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน ซึ่งต่างจากถ่ายเหลวทั่วไปที่อุจจาระยังมีเนื้อปนอยู่บ้าง อาการนี้เกิดจากภาวะที่ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมน้ำกลับได้ปกติ ส่วนใหญ่มักหายได้เองภายใน 1-3 วัน แต่หากเป็นนานเกิน 4 สัปดาห์ ถือว่าเข้าข่ายท้องเสียเรื้อรังที่ต้องตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
| ลักษณะ | ถ่ายเหลวทั่วไป | ถ่ายเป็นน้ำ |
|---|---|---|
| เนื้ออุจจาระ | เหลวแต่ยังมีเนื้อปน | เป็นน้ำใส ไม่มีเนื้อปน |
| ความถี่ | 2-3 ครั้งต่อวัน | มากกว่า 3-5 ครั้งต่อวัน |
| ความเสี่ยงขาดน้ำ | ต่ำ-ปานกลาง | สูง โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ |
| สาเหตุที่พบบ่อย | อาหารไม่ถูกสุขลักษณะเล็กน้อย | ติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรืออาหารเป็นพิษ |
สาเหตุที่ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย และถ่ายเป็นน้ำ
ท้องเสียบ่อยเกิดจากอะไร? ปวดท้อง ท้องเสีย และถ่ายเป็นน้ำ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารไปจนถึงโรคเรื้อรัง โดยข้อมูลจาก WHO ระบุว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยท้องเสียเฉียบพลันมากกว่า 1.7 พันล้านรายต่อปี ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อที่ปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำดื่ม
ติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสในลำไส้
การติดเชื้อเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของอาการท้องเสียเฉียบพลัน เชื้อไวรัสที่พบบ่อยคือ Norovirus และ Rotavirus ส่วนเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยได้แก่ E. coli, Salmonella และ Campylobacter เชื้อเหล่านี้ทำให้ลำไส้อักเสบและหลั่งน้ำออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้ถ่ายเป็นน้ำร่วมกับปวดท้องบิด
อาหารเป็นพิษ
อาหารเป็นพิษจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากแบคทีเรีย เช่น Staphylococcus aureus อาการมักเกิดรวดเร็วภายใน 1-6 ชั่วโมงหลังกิน อาการมักรุนแรงแต่หายเร็ว ประกอบด้วยปวดท้องบิด ถ่ายเป็นน้ำ คลื่นไส้ และอาเจียนร่วมด้วย
ลำไส้แปรปรวน (IBS)
ผู้ที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome) มักมีอาการท้องเสียสลับท้องผูกเรื้อรัง ร่วมกับปวดท้องเป็นพัก ๆ ที่ดีขึ้นหลังถ่ายอุจจาระ อาการมักสัมพันธ์กับความเครียดหรืออาหารบางชนิด และเป็น ๆ หาย ๆ มากกว่า 3 เดือน
ยาและสาเหตุอื่น ๆ
ยาบางชนิดอาจทำให้ท้องเสียเป็นผลข้างเคียง เช่น ยาปฏิชีวนะที่ทำลายสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ ยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม หรือยาเคมีบำบัด นอกจากนี้การแพ้อาหารบางชนิด เช่น แพ้แลคโตสหรือกลูเตน ก็เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยเช่นกัน
ท้องเสีย ปวดบิด อาการนี้บอกอะไร?
ท้องเสีย ปวดบิด เกิดจากลำไส้บีบตัวอย่างรุนแรงและเป็นพัก ๆ เพื่อพยายามไล่เชื้อโรคหรือสารระคายเคืองออกจากร่างกาย อาการปวดบิดมักดีขึ้นทันทีหลังถ่ายอุจจาระ หากเป็นปวดท้องบิด ร่วมกับท้องเสีย บ่อยครั้งซ้ำ ๆ ในรอบหลายสัปดาห์ หรือเป็น ๆ หาย ๆ นานกว่า 3 เดือน อาจเป็นสัญญาณของลำไส้แปรปรวนหรือลำไส้อักเสบเรื้อรังที่ต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมจากแพทย์เฉพาะทาง
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?
แม้ท้องเสียส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่หากพบสัญญาณต่อไปนี้ ควรรีบมาพบแพทย์ที่ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิชัยยุทธทันที:
- ถ่ายเป็นน้ำต่อเนื่องเกิน 2-3 วันโดยไม่ดีขึ้น
- มีไข้สูงเกิน 38.5°C
- ถ่ายหรืออาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระสีดำ
- สัญญาณขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งมาก ไม่ปัสสาวะเกิน 8 ชั่วโมง วิงเวียนหรือหน้ามืด
- ปวดท้องรุนแรงจนทนไม่ไหว
- เป็นในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่วมกับท้องเสียเรื้อรังเกิน 4 สัปดาห์
ท้องเสีย อาเจียน และคลื่นไส้ เมื่อไหร่ต้องกังวล?
ท้องเสีย อาเจียนร่วมกับคลื่นไส้ มักพบบ่อยในกรณีอาหารเป็นพิษ หรือการติดเชื้อไวรัสในลำไส้ ภาวะนี้ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว จากการศึกษาในวารสาร Clinical Infectious Diseases พบว่าผู้ป่วยที่มีทั้งท้องเสียและอาเจียนร่วมกัน มีความเสี่ยงภาวะขาดน้ำรุนแรงสูงกว่าผู้ที่มีอาการท้องเสียเพียงอย่างเดียวถึง 3 เท่า
ท้องเสียอาเจียนจากอาหารเป็นพิษ vs ไวรัสลำไส้
| ลักษณะ | อาหารเป็นพิษ | ไวรัสลำไส้ (Viral Gastroenteritis) |
|---|---|---|
| ระยะเวลาเริ่มอาการ | เร็วมาก 1-6 ชั่วโมงหลังกิน | ช้ากว่า 12-48 ชั่วโมงหลังรับเชื้อ |
| ความรุนแรง | รุนแรงแต่หายเร็ว 1-2 วัน | ปานกลาง อาจนาน 3-7 วัน |
| อาการร่วม | ปวดท้องบิดรุนแรง อาเจียน | มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตัวร่วมด้วย |
| การแพร่กระจาย | ไม่ติดต่อจากคนสู่คน | ติดต่อง่ายในครอบครัว/โรงเรียน |
แสบท้อง ท้องเสีย เกิดจากอะไร และแตกต่างจากกรดไหลย้อนอย่างไร?
แสบท้อง ท้องเสีย มักเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารที่หลั่งออกมามากผิดปกติ ระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ ทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ร่วมกับถ่ายเหลว ภาวะนี้ต่างจากกรดไหลย้อน (GERD) ตรงที่กรดไหลย้อนมักทำให้แสบร้อนกลางอกและคอ ไม่ใช่ท้องเสีย ในขณะที่แสบท้องร่วมกับท้องเสียมักสัมพันธ์กับกระเพาะอาหารอักเสบ การติดเชื้อ H. pylori หรือการรับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ที่ระคายเคืองกระเพาะโดยตรง
วิธีรักษาท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำเบื้องต้น
การดูแลตัวเองเมื่อมีท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ เน้นที่การป้องกันภาวะขาดน้ำและให้ลำไส้ได้พักฟื้น โดยส่วนใหญ่อาการมักดีขึ้นภายใน 2-3 วันหากดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ต่อไปนี้คือวิธีแก้ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ ที่แนะนำ
ดื่มน้ำเกลือแร่ป้องกันขาดน้ำ
ผงเกลือแร่ ORS (Oral Rehydration Salts) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันภาวะขาดน้ำจากท้องเสีย ควรจิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ประมาณ 200-400 มล. หลังถ่ายแต่ละครั้ง หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวเพราะไม่สามารถทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียไปได้
อาหารที่กินได้และควรเลี่ยงขณะท้องเสีย
ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง เป็นคำถามที่พบบ่อย ตารางด้านล่างสรุปอาหารที่ควรกินและควรเลี่ยง:
| อาหารที่กินได้ | อาหารที่ควรเลี่ยง |
|---|---|
| กล้วยสุก | นมและผลิตภัณฑ์จากนม |
| ข้าวสวยนุ่ม / โจ๊ก | อาหารมัน ทอด เผ็ดจัด |
| ขนมปังกรอบ | กาแฟ แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม |
| แอปเปิลบด/ซอสแอปเปิล | ผักดิบและผลไม้ที่มีกากใยสูง |
| ซุปใส น้ำแกงจืด | อาหารรสจัด เครื่องเทศแรง |
ยาแก้ท้องเสีย ใช้เมื่อไหร่ถึงเหมาะสม?
ท้องเสียกินยาอะไร เป็นคำถามที่ต้องระวัง เพราะยาแต่ละชนิดเหมาะกับสาเหตุที่ต่างกัน
| ยา | การใช้งาน | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| ผงเกลือแร่ ORS | ทดแทนน้ำและเกลือแร่ ใช้ได้ทุกกรณี | ปลอดภัยที่สุด ควรใช้เป็นอันดับแรก |
| ยาถ่านคาร์บอน | ดูดซับสารพิษในกรณีอาหารเป็นพิษเล็กน้อย | ไม่ควรใช้ติดต่อกันนาน |
| Loperamide | ลดการบีบตัวของลำไส้ บรรเทาอาการ | ห้ามใช้หากสงสัยติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงหรือมีไข้สูง |
| ยาปฏิชีวนะ | ใช้เฉพาะกรณีติดเชื้อแบคทีเรียที่แพทย์วินิจฉัย | ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อกินเอง |
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการท้องเสีย (FAQ)
ถ่ายเป็นน้ำนานแค่ไหนถึงปกติ?
อาการถ่ายเป็นน้ำจากการติดเชื้อไวรัสหรืออาหารเป็นพิษทั่วไป มักหายได้เองภายใน 1-3 วัน และไม่ควรเกิน 1 สัปดาห์ หากถ่ายเป็นน้ำต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ ถือว่าเป็นท้องเสียเรื้อรังที่ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
ท้องเสียปวดบิดรุนแรง ต้องทำอะไร?
หากปวดบิดรุนแรงร่วมกับท้องเสีย แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารแนะนำให้เริ่มจากดื่มน้ำเกลือแร่ทีละน้อย พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เช่น อาหารมันหรือรสจัด หากปวดบิดรุนแรงจนนั่งหรือนอนไม่ได้ มีไข้สูง หรือถ่ายเป็นเลือดร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อรุนแรงหรือภาวะลำไส้อักเสบที่ต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง
ท้องเสียอาเจียนพร้อมกัน อันตรายไหม?
ถือว่าอันตราย เพราะการมีทั้งท้องเสียและอาเจียนพร้อมกัน จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว หากผู้ป่วยโดยเฉพาะเด็กหรือผู้สูงอายุ อาเจียนจนไม่สามารถจิบน้ำเกลือแร่ได้ ควรรีบมาโรงพยาบาลเพื่อรับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ป้องกันภาวะช็อกจากการขาดน้ำ
แสบท้องแล้วท้องเสีย เป็นสัญญาณของโรคอะไร?
แสบท้องร่วมกับท้องเสียมักเกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารอักเสบ การติดเชื้อ H. pylori แผลในกระเพาะอาหาร หรือผลข้างเคียงจากยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ที่ระคายเคืองเยื่อบุทางเดินอาหาร หากอาการเป็นซ้ำบ่อยหรือรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
ถ่ายเป็นน้ำ กินอะไรได้บ้าง?
ถ่ายเป็นน้ำ แพทย์แนะนำให้ทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก กล้วยสุก แครกเกอร์รสจืด หรือซุปใส โดยแบ่งทานทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ที่สำคัญ คือ ต้องงดนม อาหารมัน ของทอด และของเผ็ด เพื่อป้องกันไม่ให้ลำไส้ระคายเคืองและทำงานหนักเกินไป
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
แพทย์ผู้เขียน
นพ. เกษม แสงหิรัญวัฒนา
ความถนัดเฉพาะทาง
ข้อมูลสุขภาพอื่นๆ
โปรแกรมอื่นๆ
-
โปรแกรมส่องกล้องส่วนลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
ราคา 22,000.00 บาท( 32,810.00 บาท )ตั้งแต่วันที่ 25/12/2025 - 31/12/2026 -
โปรแกรมตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ
ราคา 2,200.00 บาท( 4,180.00 บาท )ตั้งแต่วันที่ 30/12/2025 - 31/12/2026 -
โปรแกรมตรวจคัดกรองความผิดปกติของตับ ด้วย FibroScan
ราคา 2,500.00 บาท( 4,750.00 บาท )ตั้งแต่วันที่ 01/01/2026 - 31/12/2026 -
โปรแกรมตรวจหาเชื้อเอชไพโลไร (H.Pylori)
ราคา 3,300.00 บาท( 4,360.00 บาท )ตั้งแต่วันที่ 01/01/2026 - 31/12/2026
-
ติดต่อสอบถาม
0 2265 7777 -
ติดต่อสอบถาม
Facebook Messenger -
ติดต่อสอบถาม
Line





