• banner

อาหารเป็นพิษ พะอืดพะอม อาเจียนไม่หยุด เช็กสาเหตุและวิธีรับมืออาหารเป็นพิษ แก้ยังไงให้ปลอดภัย

เคยไหม? จู่ ๆ ก็รู้สึกอาหารเป็นพิษ พะอืดพะอม คลื่นไส้ขึ้นมาดื้อ ๆ หรือหนักเข้าหน่อยก็เริ่มมีอาการอาเจียนจนแทบไม่มีแรง หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าอาการปวดท้องบิดหรือท้องเสียเฉียบพลัน เหล่านี้ เป็นเรื่องปกติที่เกิดจากการทานอาหารไม่สะอาด อาหารค้างคืน หรืออาจจะแค่พักผ่อนน้อย เครียด แล้วเดี๋ยวก็คงหายเองได้ จึงมักชะล่าใจและเลือกที่จะซื้อยาทานเองมากกว่ามาโรงพยาบาล

แต่ความจริงแล้ว หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ไม่ยอมหาย หรือรุนแรงขึ้นจนร่างกายรับไม่ไหว นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่กำลังบอกว่าระบบทางเดินอาหารกำลังแย่ วันนี้หมออยากชวนทุกคนมาสังเกตตัวเองกันใหม่ว่าอาการแบบไหนคือสัญญาณอันตราย และถ้าป่วยเป็นอาหารเป็นพิษ แก้ยังไงให้ถูกวิธี มาหาคำตอบจากแพทย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลวิชัยยุทธไปพร้อม ๆ กัน


สารบัญ


เช็กด่วน! อาหารเป็นพิษอาเจียน หรือแค่พะอืดพะอม? อาการแบบไหนเข้าข่าย?

ก่อนจะไปถึงวิธีรักษา เราต้องแยกให้ออกก่อนว่า อาการที่เป็นอยู่คืออะไรกันแน่ เพราะความรุนแรงของแต่ละโรคนั้นต่างกัน ระหว่างอาการคลื่นไส้ทั่วไปกับอาหารเป็นพิษ มีจุดสังเกตดังนี้
  1. อาการพะอืดพะอม คลื่นไส้ทั่วไป
    มักเกิดจากภาวะอาหารไม่ย่อย กรดไหลย้อน หรือความเครียด อาการเด่นคือจะรู้สึกจุกเสียด แน่นท้อง พะอืดพะอม อยากจะอาเจียนแต่ไม่อาเจียน หรืออาเจียนเพียงเล็กน้อย ไม่มีไข้ และไม่มีอาการถ่ายเหลวร่วมด้วย
  2. อาการจากอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning)
    โรคนี้เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนของ เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือสารพิษ (Toxin) เข้าไป อาการมักจะเกิดขึ้นรวดเร็วภายใน 2-6 ชั่วโมงหลังทานอาหาร โดยจะมีอาการเด่นชัดคือ
    • อาหารเป็นพิษ อาเจียนรุนแรง: ร่างกายพยายามขับสารพิษออก อาจอาเจียนหลายครั้งติดต่อกัน
    • ปวดท้องบิด: ปวดเกร็งเป็นพัก ๆ บริเวณรอบสะดือ
    • ท้องเสียเฉียบพลัน: ถ่ายเหลวเป็นน้ำ หรือถ่ายกระปริบกระปรอย
    • มีไข้: อาจมีไข้ต่ำ ๆ หรือไข้สูง หนาวสั่น ร่วมกับอาการอ่อนเพลีย
หากมีอาการถ่ายเหลวและอาเจียนพร้อมกัน สันนิษฐานได้เลยว่ามีโอกาสสูงที่จะเป็นอาหารเป็นพิษ

อาการ พะอืดพะอม จากอาหารเป็นพิษ เกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาหารเป็นพิษเกิดได้จาก 2 สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่
  • เชื้อแบคทีเรีย เช่น Salmonella พบในเนื้อสัตว์ ไข่ นม, E.coli พบในเนื้อดิบ ผักสด และเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยที่สุดอย่าง Norovirus ที่พบได้บ่อย ๆ ในอาหารทะเลที่ขาดการปรุงสุก ผัก และผลไม้
  • สารพิษที่เกิดจากเชื้อรา เช่น Clostridium botulinum นอกจากนี้ยังสามารถเกิดมาจากสารเคมีที่ตกค้างอยู่กับผัก ผลไม้ หรือการปนเปื้อนจากกระบวนการผลิตต่าง ๆ

อาหารเป็นพิษ แก้ยังไง

อาหารเป็นพิษ อาเจียนไม่หยุด ควรทำอย่างไร? แนวทางดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างปลอดภัย

อาหารเป็นพิษ แก้ยังไง ดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ที่บ้าน
  • ดื่มเกลือแร่ (ORS) หรือดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ
  • กินยาคาร์บอน ยาแก้อาเจียน แก้ปวดท้อง แนะนำให้มาพบแพทย์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น

พะอืดพะอม คลื่นไส้ จิบอะไรช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง?

อาหารเป็นพิษควรดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยหลักการดื่มเกลือแร่ที่ถูกต้อง มีดังนี้
  • เทผงเกลือแร่ทั้งซองในน้ำสะอาด ประมาณ 150-250 มล. หรือเทในปริมาณตามที่ระบุอยู่ในฉลาก
  • จิบน้ำเกลือแร่ทีละนิด แต่สม่ำเสมอ ไม่แนะนำให้ดื่มรวดเดียวจนหมด เพราะมีโอกาสอาเจียนมากขึ้น
  • แนะนำให้ดื่มภายใน 24 ชั่วโมง หลังผสมเกลือแร่
  • หยุดดื่มเมื่อหายจากอาการท้องเสีย และกลับไปดื่มน้ำตามปกติ
หมายเหตุ : ตอนท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษ ต้องดื่มเกลือแร่สำหรับผู้ที่ท้องเสียเท่านั้น ไม่แนะนำให้ดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลังกายเพราะอาจจะยิ่งทำให้อาการแย่ลง

อาหารเป็นพิษควรกินอะไร? และมีอาหารอะไรที่ "ห้ามกิน"?

อาหารเป็นพิษควรรับประกินอาหารที่ไม่หนักท้อง อาหารอ่อน ๆ ข้าวต้ม ซุป หรือโจ๊ก เพื่อให้กระเพาะย่อยง่าย ๆ และควรงดอาหารรสจัด ของที่มีไขมันสูง ของทอด ชา กาแฟ นม ผักสด ผลไม้ รวมถึงแอลกอฮอล์

อาหารเป็นพิษ ควรกินยาหยุดถ่ายหรือยาแก้อาเจียน หรือไม่? เพิ่มเกี่ยวกับเรื่องพะยาแก้อาเจียน

หลายคนพอเริ่มมีอาการอาหารเป็นพิษ อาเจียน หรือถ่ายไม่หยุด ก็มักจะรีบหายามากินทันทีเพื่อระงับอาการ แต่ช้าก่อน... การกินยาผิดประเภทอาจทำให้อาการแย่ลงได้ มาดูหลักการใช้ยาที่ถูกต้องกัน

ยาแก้อาเจียน (Antiemetics)
ถือเป็นตัวช่วยที่ดีในรายที่มีอาการคลื่นไส้ พะอืดพะอมมากหรืออาเจียนจนกินไม่ได้ แม้แต่น้ำเกลือแร่ก็จิบไม่เข้า การกินยาแก้อาเจียน เช่น Domperidone ก่อนอาหาร จะช่วยลดการบีบตัวของกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการคลื่นไส้ ทำให้พอจะจิบน้ำเกลือแร่ชดเชยการขาดน้ำไหว

ข้อควรระวัง: ยาแก้อาเจียนบางกลุ่มอาจมีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึมได้ และหากกินยาไปแล้ว 30 นาที - 1 ชั่วโมง อาการยังไม่ดีขึ้น ยังอาเจียนพุ่งไม่หยุด หรือเริ่มมีอาการหน้ามืด ใจสั่น แนะนำให้หยุดกินยาแล้วรีบไปโรงพยาบาล แพทย์อาจพิจารณาให้ยาฉีดซึ่งจะออกฤทธิ์ได้ไวกว่าการกิน

ยาหยุดถ่าย (Loperamide)
"ไม่แนะนำ" ให้รีบซื้อกินเองทันทีที่เริ่มท้องเสีย เพราะร่างกายกำลังพยายามขับเชื้อโรคและสารพิษออกทางอุจจาระ การกินยาหยุดถ่ายจะไปขัดขวางกลไกธรรมชาตินี้ ทำให้เชื้อโรคถูกกักขังอยู่ในลำไส้ ส่งผลให้ท้องอืด ปวดท้องรุนแรงขึ้น หรือเชื้ออาจเข้ากระแสเลือดจนติดเชื้อรุนแรงได้ ควรใช้เฉพาะในกรณีที่ถ่ายเหลวรุนแรงมากและแพทย์เป็นผู้สั่งเท่านั้น

ยาคาร์บอน (Activated Charcoal)
ตัวนี้ "แนะนำ" สามารถกินได้เลย เพราะผงถ่านจะช่วยดูดซับสารพิษและเชื้อโรคบางส่วน แล้วขับออกมาพร้อมอุจจาระ ถ้าถ่ายออกมาจะมีสีดำ ไม่ต้องตกใจ ช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ดีและค่อนข้างปลอดภัย

ยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics)
"ไม่จำเป็นต้องกินทุกครั้ง" เพราะอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสที่หายเองได้ตามธรรมชาติ การกินยาฆ่าเชื้อพร่ำเพรื่อเสี่ยงทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต ควรให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียจริง ๆ ก่อนถึงค่อยเริ่มทาน



อาหารเป็นพิษ อาการหนัก

อาหารเป็นพิษ อาการหนักแบบไหนที่ต้องรีบหาหมอ?

อาการที่ควรรีบไปพบแพทย์ทันที หลังจากอาหารเป็นพิษ มีดังนี้
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง
  • ถ่ายเป็นเลือดหรือมูกเลือด ไข้สูง อ่อนเพลียมาก
  • อาเจียนติดต่อกันไม่หยุด และมีเลือดออกร่วมระหว่างอาเจียน
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจลำบาก และหนังตาตก




ไปหาหมอเรื่องอาหารเป็นพิษ ต้องตรวจอะไรบ้าง?

ไปหาหมอเรื่องอาหารเป็นพิษ มีสิ่งที่ต้องตรวจ 2 ข้อหลัก ๆ ได้แก่
  • ซักประวัติ: แพทย์จะสอบถามเรื่องทั่วไป เช่น มีอาการอะไรบ้าง เป็นมานานแค่ไหน บ่อยแค่ไหน และถามถึงอาหารที่เพิ่งกินหรือดื่มมาเร็ว ๆ นี้ หรือโรคประจำตัวอื่น ๆ ถ้าหากมี
  • ตรวจร่างกาย: เมื่อถามประวัติเบื้องต้นเรียบร้อย แพทย์จะตรวจร่างกาย เช่น ความดันโลหิต ชีพจร เพื่อเช็กสัญญาณการขาดน้ำ รวมถึงฟังเสียงในช่องท้อง เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค นอกจากนี้แพทย์อาจจะมีการตรวจทางทวารหนักเพื่อหาเลือดในอุจจาระด้วย กรณีที่มีอาการถ่ายเป็นเลือด

วิธีป้องกันอาหารเป็นพิษที่ถูกต้อง (แนะนำโดยแพทย์)

การป้องกันอาหารเป็นพิษที่ถูกต้อง สามารถทำได้โดย
  • กินอาหารปรุงสุก ถูกสุขอนามัย
  • แยกของสุกออกจากของดิบ เพื่อป้องกันโอกาสปนเปื้อน
  • ควรล้างมือก่อนเตรียมอาหาร ทำอาหาร หลังจากที่ออกจากห้องน้ำทุกครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่จะเข้ามาปนเปื้อน
  • ทำความสะอาดเขียง จาน และมีด หลังจากใช้งานทันที
  • ไม่ควรวางอาหารที่สุกแล้ว ลงบนจานที่เคยวางอาหารดิบ

หายอาเจียนแล้ว แต่ท้องเสียไม่จบ? ระวังภาวะ "ลำไส้แปรปรวน (IBS)" ตามมา

ปกติแล้วอาการจากอาหารเป็นพิษ ทั้งอาเจียนและถ่ายเหลว มักจะดีขึ้นและหายไปเองภายใน 2-3 วันหลังจากร่างกายกำจัดเชื้อโรคออกไปหมด แต่ถ้าผ่านไปเป็นสัปดาห์แล้ว อาการอาเจียนหยุดไปนานแล้ว แต่ระบบขับถ่ายยังไม่กลับมาเป็นปกติ เช่น ยังมีอาการถ่ายเหลวกะปริดกะปรอย ท้องอืดง่าย กินอะไรนิดหน่อยก็ปวดท้อง หรือบางทีก็กลายเป็นท้องผูกสลับท้องเสีย
อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่เชื้อโรคที่ตกค้าง แต่อาจกำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า "ลำไส้แปรปรวนหลังการติดเชื้อ" (Post-Infectious IBS) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยหลังจากป่วยเป็นอาหารเป็นพิษรุนแรง ทำให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อของลำไส้เกิดความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ แม้จะตรวจไม่พบเชื้อโรคแล้ว แต่การทำงานของลำไส้ยังคงรวนอยู่
ดังนั้น หากอาการท้องเสียหรือปวดท้องยังคงยืดเยื้อเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ อย่าชะล่าใจซื้อยาหยุดถ่ายกินเองไปเรื่อย ๆ แนะนำให้เข้ามาพบ แพทย์ทางเดินอาหาร เพื่อตรวจวินิจฉัยแยกโรคให้ชัดเจนว่าเป็น IBS หรือมีความผิดปกติอื่น ๆ ซ่อนอยู่หรือไม่ จะได้รักษาอย่างตรงจุดและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติไวขึ้น

“ท้องเสียบ่อย” แค่ไหนที่ควรเริ่มกังวล?

โดยทั่วไป การถ่ายเหลว 1–2 วัน อาจเกิดจากการติดเชื้อเล็กน้อยหรืออาหารเป็นพิษ แต่หากคุณมีลักษณะเหล่านี้ ควรเริ่มหาสาเหตุเพิ่มเติมครับ
  • ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้ง/วัน ต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์
  • ปวดท้องหรือมีไข้ร่วมด้วย
  • ถ่ายบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน
  • มีเลือดหรือเมือกปนในอุจจาระ
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคลำไส้ เช่น มะเร็ง, ลำไส้อักเสบเรื้อรัง
แม้อาการบางอย่างจะดูไม่รุนแรง แต่หากเกิดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ก็อาจเป็นสัญญาณของ โรคเรื้อรังในลำไส้ ได้ครับ

อาหารเป็นพิษ ไม่หายขาด


โรคอะไรที่อาจซ่อนอยู่หลังอาการ “ท้องเสียบ่อย”?

การที่ลำไส้ทำงานผิดปกติบ่อย ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องอาหารหรือภูมิแพ้เท่านั้น แต่อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบลำไส้โดยตรง เช่น
  • กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (IBS – Irritable Bowel Syndrome)

พบได้บ่อยในคนวัยทำงาน โดยเฉพาะเมื่อเครียด นอนน้อย หรือกินไม่เป็นเวลา อาการมักเป็น ท้องเสียสลับท้องผูก ปวดท้องบ่อย ถ่ายไม่สุด หรือรู้สึกแน่นท้อง
  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD – Inflammatory Bowel Disease)

เช่น Crohn’s Disease หรือ Ulcerative Colitis
ผู้ป่วยมักมีอาการ ถ่ายเป็นเลือด ปวดบิด ถ่ายบ่อย และอ่อนเพลีย โรคนี้ต้องวินิจฉัยอย่างละเอียด และวางแผนการรักษาตามความรุนแรงของโรค
  • การติดเชื้อเรื้อรังในลำไส้

ในบางรายมีเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิสะสมในระบบทางเดินอาหาร แม้รับประทานอาหารปกติแต่ยังมีถ่ายเหลวเรื้อรังจากการดูดซึมอาหารผิดปกติ
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้น

มักไม่มีอาการเด่นชัดในช่วงแรก แต่อาการที่พบได้คือ ท้องเสียเรื้อรัง อุจจาระปนเลือด น้ำหนักลด

ควรตรวจอะไรบ้าง?

หากมีอาการเข้าข่ายที่กล่าวมา แพทย์อาจแนะนำการตรวจเพิ่มเติม เช่น
    • ตรวจอุจจาระ ดูเชื้อ เลือดแฝง หรือสัญญาณการติดเชื้อ
    • ตรวจเลือด ประเมินภาวะขาดน้ำ ขาดธาตุอาหาร รวมถึงการอักเสบติดเชื้อ
    • ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ตรวจหาความผิดปกติ เช่น แผล ติ่งเนื้อ หรือเนื้องอก
    • อัลตราซาวด์ช่องท้อง / เอกซเรย์ / CT scan เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค
การเลือกวิธีตรวจจะขึ้นกับอาการของแต่ละบุคคล ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกอย่าง



แนะนำจากแพทย์ อย่าปล่อยให้ “ชิน” กับอาการที่ผิดปกติ

เมื่อมีอาการท้องเสียเฉียบพลันจาก อาหารเป็นพิษ คนส่วนใหญ่มักจะดูแลตัวเองจนหาย แต่สำหรับอาการท้องเสียเรื้อรัง ผู้ป่วยจำนวนมากมักชะล่าใจและยอมให้คำว่า “เป็นมานานแล้ว แต่คิดว่าไม่เป็นไร” เป็นข้ออ้าง

จนวันหนึ่งที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณอันตราย เช่น อ่อนเพลีย หรือ น้ำหนักลดอย่างผิดปกติ จึงตัดสินใจมาตรวจ แต่โรคบางอย่างที่ซ่อนอยู่ เช่น ลำไส้อักเสบ หรือ มะเร็งลำไส้ อาจจะลุกลามไปแล้ว

ย้ำ! การวินิจฉัยเร็ว คือหัวใจสำคัญของการรักษา ยิ่งรู้เร็ว = ยิ่งรักษาได้ตรงจุดก่อนโรคลุกลาม
ถ้าคุณมีอาการ ท้องเสียบ่อย หรือ ผิดปกติจากเดิม (ไม่ใช่อาการเฉียบพลันจากอาหารเป็นพิษ) อย่าชะล่าใจครับ แนะนำให้พบ แพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินอาหาร เพื่อตรวจวินิจฉัยและวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับคุณ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาหารเป็นพิษ (FAQ)


อาเจียนจนหมดแรง ไม่มีน้ำย่อยออกมาแล้ว ควรทำอย่างไร?

หากมีอาการอาเจียนรุนแรงจนไม่มีอะไรออกมา (Dry heaving) หรือมีน้ำดีสีเขียว/เหลืองออกมา และรู้สึกหมดแรง หน้ามืด ปากแห้งมาก ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้มจัด แสดงว่าร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดน้ำรุนแรง ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับน้ำเกลือทางหลอดเลือด ไม่ควรฝืนอยู่บ้าน

เกลือแร่ (ORS) สำหรับคนท้องเสีย ต่างจากเกลือแร่นักกีฬาไหม?

ต่างกันมาก และใช้แทนกันไม่ได้
  • เกลือแร่แก้ท้องเสีย (ORS): มีสัดส่วนของเกลือโซเดียมสูง และน้ำตาลต่ำ เพื่อทดแทนสิ่งที่ร่างกายเสียไปจากการขับถ่าย
  • เกลือแร่นักกีฬา (Sports Drink): มีน้ำตาลสูง เพื่อให้พลังงาน หากคนท้องเสียดื่มเข้าไป น้ำตาลที่สูงจะยิ่งดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้ ทำให้ ท้องเสียหนักกว่าเดิม

หลังหยุดอาเจียน กี่ชั่วโมงถึงเริ่มกินอาหารอ่อนได้?

เมื่อหยุดอาเจียนและเริ่มจิบน้ำได้โดยไม่คลื่นไส้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง สามารถเริ่มทาน อาหารอ่อน ที่ย่อยง่าย รสไม่จัดได้เลย เช่น ข้าวต้ม โจ๊กใส่เกลือเล็กน้อย หรือซุปใส เพื่อให้ลำไส้ได้เริ่มทำงานเบา ๆ แต่ควรงดอาหารปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารรสจัด ผักสด และผลิตภัณฑ์จากนมไปก่อนสัก 3-7 วัน
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 21/11/2025

แพทย์ผู้เขียน

นพ. วราวุฒิ บูรณวุฒิ

img

ความถนัดเฉพาะทาง

อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร

ความถนัดเฉพาะทางอื่น

-

ภาษาสื่อสาร

ไทย, อังกฤษ

ติดต่อเรา