กรดไหลย้อน กินยาอะไรหาย? เทียบยาลดกรดกับยาเคลือบกระเพาะ แบบไหนเหมาะกับใคร
หลายคนที่เผชิญอาการแสบร้อนกลางอกอาจสงสัยว่าเป็นกรดไหลย้อน กินยาอะไรถึงจะหาย? ในปัจจุบันยารักษากรดไหลย้อนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาลดกรด (Antacids) ที่ช่วยสะเทินกรดอย่างรวดเร็ว ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร (H2-receptor antagonist) ที่ช่วยลดปริมาณกรดและยาลดการหลั่งกรด (Proton Pump Inhibitors - PPI) ซึ่งมีกลไกยับยั้งการผลิตกรดที่มีประสิทธิภาพสูง โดยยาแต่ละชนิดมีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน
หากซื้อยามารับประทานผิดประเภทไม่เพียงแต่ทำให้อาการของโรคไม่หาย แต่อาจบดบังอาการรุนแรงที่ซ่อนอยู่ของโรคทางเดินอาหารอื่น ๆ ได้ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าควรเลือกใช้ยากลุ่มไหนในแต่ละอาการ และสัญญาณแบบไหนที่ไม่ควรซื้อยามาทานเอง แต่ต้องพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อวินิจฉัยอาการ

ยากรดไหลย้อนมีกี่กลุ่ม? ใช้ต่างกันอย่างไร
ยาที่ใช้บรรเทาอาการและรักษาโรคกรดไหลย้อนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มมีกลไก ระยะเวลาในการออกฤทธิ์และความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังตารางนี้
|
กลุ่มยา |
ชื่อยาตัวอย่าง |
ออกฤทธิ์ตอนไหน |
ใช้ได้นานเท่าไหร่ |
หาซื้อเองได้ไหม |
|
ยาลดกรด (Antacids) |
Aluminium hydroxide, Magnesium hydroxide |
ออกฤทธิ์เร็วภายใน 5–15 นาที แต่อยู่ได้ 1–2 ชั่วโมง |
ใช้เฉพาะเมื่อมีอาการกำเริบ ไม่เกิน 2 สัปดาห์ |
ซื้อเองได้ ตามร้านขายยาทั่วไป |
|
ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร (H2-receptor antagonist) |
Famotidine, Cimetidine |
ออกฤทธิ์ภายใน 30–60 นาที โดย Famotidine อยู่ได้นาน 10-12 ชั่วโมง ส่วน Cimetidine ประมาณ 4-6 ชั่วโมง |
บรรเทาอาการระยะสั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ โดยไม่พบแพทย์ |
ซื้อเองได้
|
|
ยาลดการหลั่งกรด (Proton Pump Inhibitors - PPI) |
Omeprazole, Pantoprazole, Esomeprazole |
ออกฤทธิ์ช้ากว่า แต่อยู่ได้นานถึง 24 ชั่วโมง |
ใช้ต่อเนื่องตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด |
ควรใช้ตามแพทย์สั่งหรืออยู่ภายใต้การดูแลของเภสัชกร |
ยาลดกรด ยาลดการหลั่งกรด ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร เหมาะกับใคร เลือกแบบไหนให้ถูกจุด
เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ การเลือกยากรดไหลย้อนต้องสอดคล้องกับระดับความรุนแรงและความถี่ของอาการ โดยมีหลักการเลือกใช้ดังนี้
ยาลดกรด (Antacids)
เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการแสบร้อนกลางอกเป็นครั้งคราว เช่น เกิดอาการหลังทานมื้อใหญ่ อาหารรสจัดหรือทานแล้วนอนทันที ยาจะเข้าไปทำปฏิกิริยาสะเทินกรดให้กลายเป็นกลางอย่างรวดเร็ว ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้ทันที แต่ไม่ช่วยรักษาสาเหตุการหลั่งกรดผิดปกติ
ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร (H2-receptor antagonist)
เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนระดับปานกลางหรือผู้ที่รู้ตัวล่วงหน้าว่ากำลังจะทานอาหารที่กระตุ้นกรด ยาในกลุ่มนี้จะเข้าไปบล็อกตัวรับฮิสตามีนในกระเพาะอาหารทำให้ลดการผลิตกรดลงได้นานขึ้น เหมาะกับการทานก่อนมื้ออาหารหรือก่อนนอนเพื่อป้องกันอาการกำเริบกลางดึก
ยาลดการหลั่งกรด (Proton Pump Inhibitors - PPI)
เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเรื้อรังรุนแรงและเกิดขึ้นมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือผู้ที่มีแผลอักเสบในหลอดอาหารร่วมด้วย ยา PPI จะเข้าไปยับยั้งการทำงานของปั๊มโปรตอน ซึ่งมีหน้าที่ในการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้การหลั่งกรดลดลง ช่วยให้แผลมีโอกาสสมานตัวได้ดีขึ้น โดยควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์

ยาเคลือบกระเพาะใช้ร่วมกับยาลดกรดได้ไหม?
สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ไม่ควรรับประทานพร้อมกันในเวลาเดียว โดยหลายคนยังสับสนระหว่างยา 2 กลุ่มนี้และซื้อมาทานคู่กันโดยไม่รู้ถึงกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และส่งผลให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพื่อให้การรักษาได้ผลและใช้ยาได้ถูกต้อง มาทำความเข้าใจความแตกต่างของยา 2 กลุ่มนี้กัน
ต่างจากยาลดกรดอย่างไร?
ยาเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหารไม่ได้มีหน้าที่ลดการหลั่งกรดหรือสะเทินกรดโดยตรง แต่จะเข้าไปสร้างชั้นฟิล์มเคลือบบริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำย่อยหรือกรดเข้ามากัดทำลายแผลที่มีอยู่เดิม
แพทย์จะสั่งยาเคลือบกระเพาะร่วมกับยาลดกรดเมื่อไหร่?
แพทย์มักพิจารณาสั่งยาเคลือบกระเพาะควบคู่กับยาลดกรด ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะกระเพาะอาหารอักเสบหรือส่องกล้องพบแผลในหลอดอาหารรุนแรง เพื่อลดความเจ็บปวดและช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น
ยากรดไหลย้อนซื้อเองได้ไหม? เมื่อไหร่ต้องให้แพทย์สั่ง
การซื้อยาทานเองเพื่อบรรเทาอาการสามารถทำได้ในบางกรณี และต้องระวังไม่ให้บดบังอาการของโรคที่ร้ายแรงกว่า ซึ่งสามารถพิจารณาและตัดสินใจได้จากรายละเอียดต่อไปนี้
ซื้อเองได้
คุณสามารถซื้อยาลดกรดทานเองได้ หากมีอาการเป็นเพียงครั้งคราวไม่เกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นและมีอายุต่ำกว่า 55 ปี
ต้องพบแพทย์ก่อน
หากคุณมีสัญญาณเตือนอันตราย ห้ามซื้อยาทานเองเด็ดขาด แต่ต้องรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการดังนี้
- มีอาการกลืนลำบากหรือรู้สึกอาหารติดคอ
- น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อาเจียนออกมาเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระสีดำ
- มีอาการแสบร้อนกลางอกทุกวันจนรบกวนชีวิตประจำวัน
- ซื้อยาทานเองมาแล้วมากกว่า 2 สัปดาห์แต่อาการยังไม่ดีขึ้น
กินยากรดไหลย้อนได้นานแค่ไหน? มีผลข้างเคียงระยะยาวอะไรบ้างที่ควรรู้
การทานยากรดไหลย้อนต่อเนื่องยาวนานโดยไม่มีแพทย์ดูแล ย่อมส่งผลกระทบต่อร่างกาย โดยกลุ่มยาลดกรด (Antacids) หากทานบ่อยเกินไปอาจทำให้ไตทำงานหนักและเกิดภาวะท้องผูกหรือท้องเสียสลับกัน ส่วนยาในกลุ่ม PPI หากทานต่อเนื่องยาวนานเกิน 1 ปี ร่างกายจะขาดกรดที่ใช้ในการดึงสารอาหาร ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน ร่างกายขาดวิตามินบี 12 ขาดแมกนีเซียมและเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย Clostridium difficile ในลำไส้ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ยาในกลุ่มนี้ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
โรงพยาบาลวิชัยยุทธ รักษากรดไหลย้อนอย่างตรงจุดโดยแพทย์เฉพาะทาง
หากการรับประทานยาเบื้องต้นแล้วไม่ตอบสนองหรือมีอาการเรื้อรังยาวนาน ที่ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ มีบริการส่องกล้องหลอดอาหารวินิจฉัย (Endoscopy) โดยแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหาร เพื่อตรวจหารอยแผล ติ่งเนื้อหรือความผิดปกติของหูรูดอย่างละเอียดและวางแผนการรักษากรดไหลย้อนแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาลดกรดไหลย้อน (FAQ)
กินยาลดการหลั่งกรดมา 3 เดือน แต่ยังไม่หาย ต้องเปลี่ยนยาไหม?
หากทานยากลุ่ม PPI ต่อเนื่องนานเกิน 8-12 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น ไม่ควรซื้อยาเปลี่ยนเอง แต่ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการซ้ำ ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาปรับขนาดยาหรือส่องกล้องตรวจหาภาวะแทรกซ้อนที่อาจซ่อนอยู่
ยาลดกรดกับยาเคลือบกระเพาะกินพร้อมกันได้ไหม?
ไม่แนะนำให้ทานพร้อมกันทันที เนื่องจากยาลดกรดอาจไปรบกวนประสิทธิภาพการดูดซึมและการแตกตัวของยาเคลือบกระเพาะ ควรเว้นระยะห่างการทานยาแต่ละชนิดอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงตามคำแนะนำของเภสัชกร
หญิงตั้งครรภ์เป็นกรดไหลย้อนกินยาอะไรได้บ้าง?
ยากลุ่มยาลดกรดถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ แต่ควรระวังสูตรยาที่มีโซเดียมสูง อย่างไรก็ตามไม่ควรซื้อยาทานเอง ควรปรึกษาแพทย์สูตินรีเวชก่อนใช้ยาทุกครั้ง
กรดไหลย้อน กับ แผลในกระเพาะ ใช้ยาเดียวกันไหม?
แม้จะใช้ยากลุ่มยาลดการหลั่งกรด (PPI) หรือ H2-blocker ในการรักษาเหมือนกัน แต่ขนาดของยาและระยะเวลาในการทานยาอาจแตกต่างกัน การรักษาที่ปลอดภัยจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์





