เช็กด่วน! โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อาการแบบไหนอันตราย และต้องรีบพบแพทย์?
หลายคนอาจเคยมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรือคลื่นไส้อาเจียน แล้วคิดไปเองว่าเป็นเพียงอาการของอาหารเป็นพิษธรรมดาที่นอนพักสักหน่อยก็คงหาย แต่แท้จริงแล้ว สัญญาณความผิดปกติเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายแรงที่แฝงมากับการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด การปล่อยปละละเลยไม่รีบรักษาและดูแลอย่างถูกวิธี อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาหยุดถ่ายมารับประทานเองเด็ดขาด การกินยาหยุดถ่ายจะทำให้ลำไส้หยุดบีบตัว ส่งผลให้เชื้อโรคและสารพิษถูกกักเก็บค้างอยู่ภายในร่างกาย ทำให้อาการอักเสบแย่ลง ส่วนการใช้ยาต้านจุลชีพ หากใช้ไม่ตรงกับชนิดของเชื้อ นอกจากโรคจะไม่หายแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเชื้อดื้อยาที่เป็นอันตรายในอนาคตอีกด้วย
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
สารบัญ
- Checklist 5 สัญญาณเตือน! อาการแบบนี้ห้ามรอ ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที
- สังเกต โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร?
- เช็กตำแหน่งให้ชัวร์! กระเพาะติดเชื้อ vs ลำไส้ติดเชื้อ อาการต่างกันอย่างไร?
- ไขข้อสงสัย ลําไส้ติดเชื้อ เกิดจากอะไรได้บ้าง?
- ติดเชื้อทางเดินอาหาร ดูแลตัวเองอย่างไร? ซื้อยาฆ่าเชื้อกินเองได้ไหม?
- การวินิจฉัยและรักษาที่ตรงจุด โดยแพทย์เฉพาะทาง รพ.วิชัยยุทธ
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อาการ และการรักษา
Checklist 5 สัญญาณเตือน! อาการแบบนี้ห้ามรอ ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที
หากสังเกตพบความผิดปกติเหล่านี้ ไม่ควรชะล่าใจและควรรีบมาพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำรุนแรงหรือการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด- ถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง ถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก หรือถ่ายเป็นมูกเลือด
- มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส
- อาเจียนอย่างหนักจนไม่สามารถดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้เลย
- ปัสสาวะมีสีเข้มจัด ปัสสาวะออกน้อยมาก หรือปัสสาวะไม่ออก
- หน้ามืด อ่อนเพลียรุนแรง วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม
สังเกต โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร?
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยมักจะเริ่มแสดงอาการจากการมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย รู้สึกปวดเกร็งหน้าท้องเป็นระยะ หรือปวดเบ่งที่ทวารหนัก จากนั้นจะตามมาด้วยอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ และบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะหรือคลื่นไส้ร่วมด้วย แม้อาการในระยะแรกจะดูไม่รุนแรงนัก แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังพยายามต่อต้านและขับเอาเชื้อโรคแปลกปลอมออกไป
เช็กตำแหน่งให้ชัวร์! กระเพาะติดเชื้อ vs ลำไส้ติดเชื้อ อาการต่างกันอย่างไร?
ความผิดปกติสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายตำแหน่งตลอดแนวทางเดินอาหาร ซึ่งการสังเกตลักษณะอาการเบื้องต้นจะช่วยให้ประเมินขอบเขตของโรคได้แม่นยำยิ่งขึ้น- กระเพาะติดเชื้อ: มักมีจุดเด่นอยู่ที่อาการปวดจุกแน่นลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร รู้สึกอิ่มเร็วผิดปกติ และอาจมีอาการแสบร้อนกลางอกร่วมด้วย หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะแผลในกระเพาะอาหาร
- ลำไส้ติดเชื้อ: อาการเด่นคือปัญหาการขับถ่าย เช่น ท้องเสียเฉียบพลัน ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ถ่ายมีมูกหรือเลือดปน ปวดบิดบริเวณรอบสะดือหรือท้องน้อย มีลมในท้องมาก และมักมีไข้ร่วมด้วย
ไขข้อสงสัย ลําไส้ติดเชื้อ เกิดจากอะไรได้บ้าง?
หลายคนมักมีคำถามว่า ลําไส้ติดเชื้อ เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง หลัก ๆ แล้วเกิดจากการรับประทานอาหารทะเลสุก ๆ ดิบ ๆ หรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่- เชื้อแบคทีเรีย: เช่น เชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) อหิวาตกโรค (Vibrio cholerae) หรือ อีโคไล (E. coli) มักพบในเนื้อสัตว์กึ่งสุกกึ่งดิบ อาหารค้างคืน อาการมักรุนแรงและก่อให้เกิดการอักเสบในลำไส้อย่างหนัก
- เชื้อไวรัส: เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะไวรัสโรต้า (Rotavirus) ที่มักพบการระบาดในเด็กเล็ก และโนโรไวรัส (Norovirus) ที่ติดต่อกันได้ง่ายมากในคนทุกวัยผ่านการสัมผัสสิ่งแวดล้อมหรืออาหารที่ปนเปื้อน ไวรัสเหล่านี้ทำให้เกิดอาการท้องร่วงและอาเจียนอย่างรุนแรง
- ปรสิตและพยาธิ: มักพบในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไม่สะอาด หรือผักสดที่ล้างไม่หมดจด ผู้ป่วยมักมีอาการท้องเสียเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ และน้ำหนักตัวลดลง
ติดเชื้อทางเดินอาหาร ดูแลตัวเองอย่างไร? ซื้อยาฆ่าเชื้อกินเองได้ไหม?
เมื่อเริ่มมีอาการท้องเสีย สิ่งสำคัญที่สุดคือการชดเชยน้ำและเกลือแร่ โดยให้ค่อย ๆ จิบน้ำผสมผงเกลือแร่ (ORS) บ่อย ๆ เพื่อทดแทนสิ่งที่สูญเสียไป หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของมัน ของทอด และผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิดในช่วงที่มีอาการข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาหยุดถ่ายมารับประทานเองเด็ดขาด การกินยาหยุดถ่ายจะทำให้ลำไส้หยุดบีบตัว ส่งผลให้เชื้อโรคและสารพิษถูกกักเก็บค้างอยู่ภายในร่างกาย ทำให้อาการอักเสบแย่ลง ส่วนการใช้ยาต้านจุลชีพ หากใช้ไม่ตรงกับชนิดของเชื้อ นอกจากโรคจะไม่หายแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเชื้อดื้อยาที่เป็นอันตรายในอนาคตอีกด้วย
การวินิจฉัยและรักษาที่ตรงจุด โดยแพทย์เฉพาะทาง รพ.วิชัยยุทธ
การรักษาที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุดคือการเข้ารับการตรวจกับแพทย์เฉพาะทาง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจตัวอย่างอุจจาระ ตรวจเลือด หรือในกรณีที่มีอาการเรื้อรัง อาจต้องอาศัยการส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ เพื่อประเมินความเสียหายของเยื่อบุทางเดินอาหาร การทราบสาเหตุและชนิดของเชื้อที่แน่ชัด จะช่วยให้แพทย์สามารถสั่งจ่ายยาได้อย่างตรงจุด กำจัดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยกว่าการซื้อยากินเอง และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อาการ และการรักษา
ติดเชื้อทางเดินอาหาร กี่วันถึงจะหายเป็นปกติ?
ระยะเวลาในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคและความแข็งแรงของร่างกายผู้ป่วย หากเป็นการติดเชื้อไวรัสทั่วไป อาการมักจะทุเลาและดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียหรือกลุ่มปรสิตบางชนิด อาจต้องใช้เวลาในการรักษาและพักฟื้นนาน 1-2 สัปดาห์ทางเดินอาหารอักเสบ ติดต่อกันทางไหนได้บ้าง?
โรคทางเดินอาหารอักเสบส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค (Fecal-oral route) นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสสิ่งของที่เปื้อนเชื้อแล้วนำมือมาหยิบจับอาหารเข้าปาก หรือในกรณีของไวรัสบางชนิด อาจติดต่อผ่านละอองฝอยจากการอาเจียนของผู้ป่วยได้เช่นกันสามารถกินยาหยุดถ่ายเพื่อรักษา ติดเชื้อในทางเดินอาหาร ได้หรือไม่?
ไม่แนะนำ เพราะการกินยาหยุดถ่ายเมื่อมีภาวะติดเชื้อในทางเดินอาหาร จะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับเชื้อโรคและสารพิษออกมาทางอุจจาระตามกลไกธรรมชาติได้ ส่งผลให้เชื้อสะสมอยู่ในลำไส้นานขึ้นและอาจทำให้เกิดอาการอักเสบรุนแรงลุกลาม ควรปล่อยให้ร่างกายขับถ่ายออกมาและเน้นการจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) อย่างเพียงพอศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 05/05/2026
แพทย์ผู้เขียน
นพ. ภูริกร เฟื่องวรรธนะ
ความถนัดเฉพาะทาง
อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร






