มะเร็งเต้านม ไม่มีก้อนก็เป็นได้จริงหรือ?
..เมื่อพูดถึง “มะเร็งเต้านม” หลายคนมักนึกถึงอาการแรกคือ คลำเจอก้อนที่เต้านม จึงอาจเข้าใจว่า หากคลำแล้วไม่พบก้อนก็น่าจะไม่มีความผิดปกติ..
แต่ในความเป็นจริง มะเร็งเต้านมไม่จำเป็นต้องมีก้อนให้คลำได้เสมอไป โดยเฉพาะมะเร็งในระยะเริ่มต้นที่อาจยังไม่มีอาการชัดเจน หรือมีความผิดปกติในรูปแบบอื่น เช่น การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง รูปร่างเต้านม หัวนม หรือมีสารคัดหลั่งออกจากหัวนม ดังนั้น การสังเกตเต้านมจึงไม่ควรดูเฉพาะว่า “มีก้อนหรือไม่” เพียงอย่างเดียว
มะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นบางรายอาจ ยังไม่มีอาการหรือความผิดปกติที่สังเกตได้ด้วยตนเอง และอาจตรวจพบจากการตรวจคัดกรอง เช่น แมมโมแกรม ก่อนที่จะสามารถคลำพบก้อน
นอกจากนี้ มะเร็งเต้านมบางชนิดอาจแสดงอาการในรูปแบบอื่น ตัวอย่างเช่น มะเร็งเต้านมชนิดอักเสบ (Inflammatory Breast Cancer) ซึ่งพบได้ไม่บ่อย และโดยทั่วไปอาจไม่มีก้อนที่คลำได้ แต่สามารถทำให้เต้านมบวม ผิวหนังเปลี่ยนสีหรือมีลักษณะคล้ายผิวส้ม รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณหัวนมได้ ดังนั้น การคลำไม่พบก้อนจึงไม่สามารถใช้ยืนยันได้เพียงอย่างเดียวว่าเต้านมไม่มีความผิดปกติ
1. รูปร่างหรือขนาดของเต้านมเปลี่ยนไป
เต้านมข้างหนึ่งอาจมีขนาด รูปร่าง หรือความสมมาตรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ได้สัมพันธ์กับรอบเดือนหรือการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก
2. ผิวหนังบริเวณเต้านมเปลี่ยนแปลง
เช่น ผิวบุ๋ม ย่น หนาตัว บวม หรือมีลักษณะคล้ายผิวส้ม โดยเฉพาะหากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งเกิดขึ้นและเป็นต่อเนื่อง หรือเต้านมบวมแดงลักษณะคล้ายผิวหนังอักเสบที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน
3. หัวนมมีลักษณะเปลี่ยนไป
เช่น หัวนมที่เคยมีลักษณะปกติเกิดบุ๋มหรือดึงรั้งเข้าไปด้านใน หรือมีรูปร่างและทิศทางเปลี่ยนไปจากเดิม
4. มีสารคัดหลั่งออกจากหัวนม
โดยเฉพาะสารคัดหลั่งที่เป็นเลือด หรือสีคล้ายเลือด เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้บีบหัวนม หรือเกิดที่เต้านมข้างเดียว ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
5. มีความผิดปกติบริเวณรักแร้
มะเร็งเต้านมอาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้หรือใกล้กระดูกไหปลาร้า ดังนั้น หากพบก้อน บวม หรือความผิดปกติบริเวณดังกล่าว ควรแจ้งแพทย์เมื่อตรวจเต้านม
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมเสมอไป เพราะโรคหรือภาวะอื่นของเต้านมก็สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้ การตรวจโดยแพทย์จะช่วยแยกสาเหตุและเลือกวิธีตรวจเพิ่มเติมได้เหมาะสม
การรู้จักลักษณะปกติของเต้านมตัวเองมีประโยชน์ เพราะช่วยให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น แต่ การสังเกตหรือคลำเต้านมด้วยตนเองไม่สามารถทดแทนการตรวจคัดกรองที่เหมาะสมได้
แมมโมแกรมสามารถตรวจพบความผิดปกติบางชนิดที่มีขนาดเล็กจนยังคลำไม่ได้ รวมถึงสามารถตรวจพบหินปูนขนาดเล็ก (Microcalcifications) บางรูปแบบที่อาจสัมพันธ์กับมะเร็งเต้านม
ส่วนอัลตราซาวด์เต้านมเป็นอีกวิธีที่แพทย์อาจเลือกใช้ร่วมกันตามอายุ ลักษณะเนื้อเต้านม อาการ และความผิดปกติที่พบ โดยเฉพาะในผู้ที่มีเนื้อเต้านมหนาแน่นหรือมีข้อบ่งชี้เพิ่มเติม
การเลือกว่าจะตรวจด้วยแมมโมแกรม อัลตราซาวด์ หรือการตรวจอื่น จึงควรพิจารณาเป็นรายบุคคล ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องได้รับการตรวจแบบเดียวกัน
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ มีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุน้อย หรือทราบว่ามีความผิดปกติของยีนที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น BRCA1 หรือ BRCA2 แพทย์อาจพิจารณาแผนการตรวจคัดกรองที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป
และหากมีอาการหรือความเปลี่ยนแปลงของเต้านม ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงรอบการตรวจคัดกรองครั้งถัดไป สามารถเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินได้
หากวันหนึ่งพบว่าเต้านมมีรูปร่าง ผิวหนัง หรือหัวนมเปลี่ยนไป มีสารคัดหลั่งผิดปกติ หรือพบความเปลี่ยนแปลงที่ต่างจากเดิม การเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ทราบสาเหตุและวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม
ศูนย์เต้านม
โทร. 0-2265-7777
แต่ในความเป็นจริง มะเร็งเต้านมไม่จำเป็นต้องมีก้อนให้คลำได้เสมอไป โดยเฉพาะมะเร็งในระยะเริ่มต้นที่อาจยังไม่มีอาการชัดเจน หรือมีความผิดปกติในรูปแบบอื่น เช่น การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง รูปร่างเต้านม หัวนม หรือมีสารคัดหลั่งออกจากหัวนม ดังนั้น การสังเกตเต้านมจึงไม่ควรดูเฉพาะว่า “มีก้อนหรือไม่” เพียงอย่างเดียว
ไม่มีก้อน ทำไมถึงเป็นมะเร็งเต้านมได้?
ก้อนที่เต้านมเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยของมะเร็งเต้านม แต่ไม่ใช่อาการที่เกิดขึ้นกับทุกคน เพราะลักษณะของโรคแตกต่างกันได้ตามชนิด ตำแหน่ง และระยะของโรคมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นบางรายอาจ ยังไม่มีอาการหรือความผิดปกติที่สังเกตได้ด้วยตนเอง และอาจตรวจพบจากการตรวจคัดกรอง เช่น แมมโมแกรม ก่อนที่จะสามารถคลำพบก้อน
นอกจากนี้ มะเร็งเต้านมบางชนิดอาจแสดงอาการในรูปแบบอื่น ตัวอย่างเช่น มะเร็งเต้านมชนิดอักเสบ (Inflammatory Breast Cancer) ซึ่งพบได้ไม่บ่อย และโดยทั่วไปอาจไม่มีก้อนที่คลำได้ แต่สามารถทำให้เต้านมบวม ผิวหนังเปลี่ยนสีหรือมีลักษณะคล้ายผิวส้ม รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณหัวนมได้ ดังนั้น การคลำไม่พบก้อนจึงไม่สามารถใช้ยืนยันได้เพียงอย่างเดียวว่าเต้านมไม่มีความผิดปกติ
สัญญาณของเต้านมที่ควรสังเกต แม้คลำไม่พบก้อน
นอกจากการคลำเต้านมแล้ว แนะนำให้สังเกต “ความเปลี่ยนแปลงจากปกติของตัวเอง” ร่วมด้วย โดยเฉพาะอาการต่อไปนี้1. รูปร่างหรือขนาดของเต้านมเปลี่ยนไป
เต้านมข้างหนึ่งอาจมีขนาด รูปร่าง หรือความสมมาตรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ได้สัมพันธ์กับรอบเดือนหรือการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก
2. ผิวหนังบริเวณเต้านมเปลี่ยนแปลง
เช่น ผิวบุ๋ม ย่น หนาตัว บวม หรือมีลักษณะคล้ายผิวส้ม โดยเฉพาะหากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งเกิดขึ้นและเป็นต่อเนื่อง หรือเต้านมบวมแดงลักษณะคล้ายผิวหนังอักเสบที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน
3. หัวนมมีลักษณะเปลี่ยนไป
เช่น หัวนมที่เคยมีลักษณะปกติเกิดบุ๋มหรือดึงรั้งเข้าไปด้านใน หรือมีรูปร่างและทิศทางเปลี่ยนไปจากเดิม
4. มีสารคัดหลั่งออกจากหัวนม
โดยเฉพาะสารคัดหลั่งที่เป็นเลือด หรือสีคล้ายเลือด เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้บีบหัวนม หรือเกิดที่เต้านมข้างเดียว ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
5. มีความผิดปกติบริเวณรักแร้
มะเร็งเต้านมอาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้หรือใกล้กระดูกไหปลาร้า ดังนั้น หากพบก้อน บวม หรือความผิดปกติบริเวณดังกล่าว ควรแจ้งแพทย์เมื่อตรวจเต้านม
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมเสมอไป เพราะโรคหรือภาวะอื่นของเต้านมก็สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้ การตรวจโดยแพทย์จะช่วยแยกสาเหตุและเลือกวิธีตรวจเพิ่มเติมได้เหมาะสม
คลำเต้านมปกติ ยังจำเป็นต้องตรวจแมมโมแกรมหรือไม่?
การรู้จักลักษณะปกติของเต้านมตัวเองมีประโยชน์ เพราะช่วยให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น แต่ การสังเกตหรือคลำเต้านมด้วยตนเองไม่สามารถทดแทนการตรวจคัดกรองที่เหมาะสมได้แมมโมแกรมสามารถตรวจพบความผิดปกติบางชนิดที่มีขนาดเล็กจนยังคลำไม่ได้ รวมถึงสามารถตรวจพบหินปูนขนาดเล็ก (Microcalcifications) บางรูปแบบที่อาจสัมพันธ์กับมะเร็งเต้านม
ส่วนอัลตราซาวด์เต้านมเป็นอีกวิธีที่แพทย์อาจเลือกใช้ร่วมกันตามอายุ ลักษณะเนื้อเต้านม อาการ และความผิดปกติที่พบ โดยเฉพาะในผู้ที่มีเนื้อเต้านมหนาแน่นหรือมีข้อบ่งชี้เพิ่มเติม
การเลือกว่าจะตรวจด้วยแมมโมแกรม อัลตราซาวด์ หรือการตรวจอื่น จึงควรพิจารณาเป็นรายบุคคล ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องได้รับการตรวจแบบเดียวกัน
ใครบ้างที่ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจคัดกรอง
โดยทั่วไป ผู้หญิงควรพูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับช่วงอายุและความถี่ที่เหมาะสมสำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม โดยพิจารณาร่วมกับปัจจัยส่วนบุคคลสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ มีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุน้อย หรือทราบว่ามีความผิดปกติของยีนที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น BRCA1 หรือ BRCA2 แพทย์อาจพิจารณาแผนการตรวจคัดกรองที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป
และหากมีอาการหรือความเปลี่ยนแปลงของเต้านม ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงรอบการตรวจคัดกรองครั้งถัดไป สามารถเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินได้
อย่ารอให้ “มีก้อน” แล้วจึงเริ่มดูแลเต้านม
หัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพเต้านม ไม่ได้อยู่ที่การค้นหาก้อนเพียงอย่างเดียว แต่คือการรู้จักลักษณะปกติของเต้านมตัวเอง สังเกตความเปลี่ยนแปลง และเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม เพราะมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นบางรายอาจไม่มีอาการ และบางรายอาจมีความผิดปกติที่ไม่ได้มาในรูปของก้อนที่คลำได้หากวันหนึ่งพบว่าเต้านมมีรูปร่าง ผิวหนัง หรือหัวนมเปลี่ยนไป มีสารคัดหลั่งผิดปกติ หรือพบความเปลี่ยนแปลงที่ต่างจากเดิม การเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ทราบสาเหตุและวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม
ศูนย์เต้านม
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์เต้านม
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 28/09/2026
แพทย์ผู้เขียน
พญ. ลักขณา อดิเรกลาภวงศ์
ความถนัดเฉพาะทาง
ศัลยศาสตร์





