มือชา เกิดจากอะไร อันตรายแค่ไหน และเป็นสัญญาณเตือนของโรคอะไรบ้าง
มือเป็นอวัยวะที่เราใช้งานกันทุกวัน อาการมือชาจึงเกิดขึ้นได้บ่อย เพราะเส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ จากการใช้งานหนักหรือซ้ำ ๆ เป็นประจำ ทำให้รู้สึกซ่า ๆ หรือสูญเสียความรู้สึกชั่วคราว สามารถบรรเทาเบื้องต้นได้ด้วยการพักใช้งาน สะบัดมือ และยืดเส้นเพื่อให้เส้นประสาทคลายตัว
แต่หากมีอาการชาร่วมกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง เริ่มพูดไม่ชัด และทรงตัวไม่อยู่ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน เพราะอันตรายถึงชีวิต ศูนย์โรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลวิชัยยุทธจะพาทุกคนไปทำความรู้จักอาการ สาเหตุ วิธีป้องกัน และแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
สารบัญ
- มือชา เกิดจากสาเหตุอะไร?
- มือชาจากพังผืดกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ (Carpal Tunnel) คืออะไร?
- มือชาแบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที?
- อาการมือชา แพทย์มีวิธีวินิจฉัยอย่างไรบ้าง?
- แนวทางการรักษาอาการมือชาด้วยตัวเอง vs ทางการแพทย์
- วิธีป้องกันมือชาสำหรับคนทำงานออฟฟิศ ทำได้อย่างไร?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการมือชา (FAQ)
มือชา เกิดจากสาเหตุอะไร?
อาการมือชา เกิดจากเส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ โดยเฉพาะภาวะพังผืดกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือจากการใช้งานซ้ำ ๆ หรือหนักจนเกินไป ใช้มือโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ รวมถึงสาเหตุอื่นอย่างการไหลเวียนเลือดไม่ดี ร่างกายขาดวิตามินบี หรือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย
มือชาจากพฤติกรรมและการไหลเวียนเลือดไม่ดี
มือชาจำนวนมากไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง แต่เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ไปกดทับเส้นประสาทหรือขัดขวางการไหลเวียนเลือดชั่วคราว ดังนี้
- นอนทับแขนหรือมือเป็นเวลานาน กดทับเส้นประสาทและเส้นเลือดจนเลือดไหลเวียนไม่สะดวก มักดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า
- อยู่ในอิริยาบถเดิมนานเกินไป เช่น พิมพ์งานหรือเล่นโทรศัพท์ท่าเดิมต่อเนื่อง ทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นหดเกร็งจนกดทับเส้นประสาท
- การขาดวิตามินบี ได้แก่ วิตามิน B1, B6 และ B12 ทำให้เกิดอาการชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า และระบบประสาททำงานผิดปกติ
ตำแหน่งที่ชา บ่งบอกเส้นประสาทเส้นที่ถูกกดทับได้ไหม?
| ตำแหน่ง | เส้นประสาทที่เกี่ยวข้อง | สาเหตุที่พบบ่อย |
|---|---|---|
| นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง หรือนิ้วนาง | เส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) | เส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) |
| นิ้วนาง นิ้วก้อย | เส้นประสาทอัลนา (Ulnar Nerve) | เส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อศอก (Cubital Tunnel Syndrome) |
| ชาทั้งสองมือและทั้งสองข้าง | เส้นประสาทส่วนปลาย | โรคปลายประสาทอักเสบ โรคเบาหวาน และขาดวิตามินบีรุนแรง |
| ชาต้นคอ บ่า สะบัก แขน ฝ่ามือ ไปจนถึงปลายนิ้วมือ | รากประสาทคอ (Cervical nerve root) | กระดูกคอเสื่อมหรือหมอนรองกระดูกคอทับเส้น |
| ชามือและครึ่งซีกของร่างกาย | เส้นประสาทในสมอง | โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) |
มือชาจากพังผืดกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ (Carpal Tunnel) คืออะไร?
เส้นประสาทกดทับข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของมือชา เกิดจากปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบและหนาตัวขึ้น จนไปกดทับเส้นประสาทมีเดียนที่อยู่ในโพรงข้อมือ ทำให้ชาและปวดแสบร้อนที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง โดยเฉพาะตอนกลางคืนจนต้องตื่นมาสะบัดมือ
มือชาแบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที?
อาการมือชาส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและไม่อันตราย สามารถรักษาด้วยการปรับพฤติกรรม แต่หากมีอาการอื่นร่วมนอกเหนือจากอาการชา ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์เฉพาะทางทันที โดยสัญญาณที่ควรสังเกตมีดังนี้
- มือชาต่อเนื่องหลายวันหรือสัปดาห์ ไม่ดีขึ้นแม้เปลี่ยนท่าหรือพักการใช้งาน
- มีอาการปวด ร่วมกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง มือหยิบจับสิ่งของไม่ถนัด
- ชาร่วมกับมือเย็นหรือมือร้อนผิดปกติ
- อาการชาเริ่มกระจายทั่วร่างกาย ไม่ใช่แค่มือ
- ร่างกายชาครึ่งซีกกะทันหัน ร่วมกับพูดไม่ชัด ปากเบี้ยว หรือทรงตัวไม่อยู่
หากร่างกายเริ่มชาครึ่งซีก ตั้งแต่ใบหน้า แขน ไปขนถึงขา ร่วมกับพูดไม่ชัด ปากเบี้ยว และทรงตัวไม่ได้ ควรโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือไปโรงพยาบาลวิชัยยุทธทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งต้องรักษาให้เร็วที่สุดเพื่อลดความเสียหายของสมอง
อาการมือชา แพทย์มีวิธีวินิจฉัยอย่างไรบ้าง?
แพทย์จะเริ่มจากซักประวัติลักษณะอาการมือชาและตรวจร่างกายทุกครั้ง โดยจะสอบถามอาการ ตำแหน่งที่ชา ทดสอบความรู้สึกและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ ก่อนพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมในกรณีที่สงสัยว่าอวัยวะภายในร่างกายผิดปกติ
- ตรวจการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท (EMG/NCS) แพทย์ใช้เพื่อระบุตำแหน่งและความรุนแรงของเส้นประสาทที่ถูกกดทับ
- ตรวจเลือด คัดกรองเบาหวาน ระดับวิตามินบี 12 หรือการทำงานของไทรอยด์
- เอกซเรย์หรือ MRI กระดูกสันหลังส่วนคอ เพื่อตรวจการเสื่อมสภาพของกระดูกคอ หรือสงสัยว่าหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท
- CT Scan หรือ MRI สมอง ใช้ในกรณีเร่งด่วนที่ผู้ป่วยอาจเข้าข่ายโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการชาครึ่งซีกร่วมกับอาการอื่น
ผลจากการตรวจเหล่านี้จะช่วยแพทย์แยกได้ว่าอาการมือชามาจากเส้นประสาทถูกกดทับเฉพาะจุด หรือความผิดปกติของระบบประสาทที่ต้องรักษาเร่งด่วน
แนวทางการรักษาอาการมือชาด้วยตัวเอง vs ทางการแพทย์
แนวทางการรักษามือชาแตกต่างกันไปตามสาเหตุ ตั้งแต่การดูแลตัวเองเบื้องต้นสำหรับอาการไม่รุนแรง ไปจนถึงการรักษาทางการแพทย์ สำหรับกรณีที่มีสาเหตุจากเส้นประสาทถูกกดทับหรือโรคเฉพาะทาง
รักษาด้วยตัวเองเบื้องต้น
- พักการใช้งานมือและเปลี่ยนอิริยาบถด้วยการสะบัดมือ ยืดหรือเหยียดมือบ่อย ๆ
- ใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือ เพื่อลดการงอข้อมือระหว่างนอนหลับหรือทำงาน
- หลีกเลี่ยงการนอนทับแขนหรือมือ
- เอามือแช่น้ำอุ่น เพื่อคลายกล้ามเนื้อและกระตุ้นให้เลือดไปเลี้ยงปลายประสาท
- เลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินบีสูง ได้แก่ เนื้อแดง ปลา ไข่ ตับ ข้าวกล้อง ผักใบเขียว และผลิตภัณฑ์จากนม
รักษาทางการแพทย์
- การใช้ยา แพทย์จ่ายยาวิตามินบีรวม ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบกลุ่ม NSAIDs รวมถึงการฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบเฉพาะจุด
- กายภาพบำบัด เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและลดการกดทับของเส้นประสาท
- รักษาอาการตามโรคประจำตัว เช่น ควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน หรือรักษาไทรอยด์สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติของฮอร์โมน
- ผ่าตัด รักษาผู้ป่วยรายที่เส้นประสาทถูกกดทับรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ผ่าตัดผ่านโปรแกรมผ่าตัดพังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ เพื่อคลายเส้นประสาท
วิธีป้องกันมือชาสำหรับคนทำงานออฟฟิศ ทำได้อย่างไร?
การป้องกันมือชาในคนทำงานออฟฟิศ จะเน้นไปที่การลดแรงกดสะสมที่ข้อมือและปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจากการใช้คอมพิวเตอร์และมือถือต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- ปรับตำแหน่งคีย์บอร์ดและเมาส์ให้ข้อมืออยู่ในแนวตรง ไม่งอหรือกดมือขณะพิมพ์
- ใช้แผ่นรองข้อมือขณะพิมพ์งาน เพื่อลดแรงกดสะสมที่บริเวณโพรงข้อมือ
- ลุกเปลี่ยนอิริยาบถและยืดข้อมือทุก 30-45 นาที
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดูแลโรคประจำตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงเส้นประสาทเสื่อมในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการมือชา (FAQ)
มือชาตอนกลางคืน เกิดจากอะไร?
มักเกิดจากเส้นประสาทกดทับข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) เพราะข้อมืองอค้างระหว่างนอนโดยไม่รู้ตัว ทำให้ชารุนแรงขึ้นตอนกลางคืนจนต้องตื่นมาสะบัดมือ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากท่านอนที่กดทับแขนหรือมือนานเกินไป ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
มือชาทั้งสองข้าง อันตรายไหม
ไม่เสมอไป แต่มีความหมายต่างจากชาข้างเดียว เพราะมักบ่งบอกถึงสาเหตุที่ส่งผลต่อเส้นประสาทหลายเส้นพร้อมกัน เช่น เบาหวาน ขาดวิตามินบี หรือปลายประสาทอักเสบ มากกว่าการกดทับเฉพาะจุด
มือชาจากกระดูกคอเสื่อม ต่างจากมือชาจากข้อมืออย่างไร?
มือชาจากกระดูกคอเสื่อม เกิดจากกระดูกงอกหรือหมอนรองกระดูกคอไปกดทับรากประสาท ทำให้ชาร้าวเป็นแนวยาวตั้งแต่คอ ไหล่ ลงมาถึงแขนและมือ มักปวดคอร่วมด้วยและแย่ลงเมื่อหมุนหรือเอียงคอ ส่วนมือชาจาก Carpal Tunnel Syndrome ที่ชาเฉพาะบริเวณนิ้วมือโดยไม่มีอาการที่คอ และแย่ลงเมื่อขยับข้อมือ
มือชาเกี่ยวกับโรคเบาหวานไหม?
เกี่ยวข้องได้ เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจทำลายเส้นประสาทส่วนปลายในระยะยาว ทำให้เกิดอาการชาแบบสวมถุงมือที่มือทั้งสองข้างพร้อมกัน มักเริ่มจากปลายนิ้วก่อนลามเข้ามา
มือชาบ่อยๆ ควรตรวจอะไร?
หากมือชาเป็นประจำหรือเกิดซ้ำหลายครั้งต่อสัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท (EMG/NCS) เพื่อยืนยันว่ามีเส้นประสาทถูกกดทับหรือไม่ ควบคู่กับการตรวจเลือดคัดกรองเบาหวานและระดับวิตามินบี
มือชาหายเองได้ไหม หรือต้องรักษา?
บางกรณีที่เกิดจากพฤติกรรมชั่วคราว เช่น นอนทับแขนหรือนั่งท่าเดิมนาน มักหายเองได้เมื่อเปลี่ยนท่าทาง แต่หากมีสาเหตุจากเส้นประสาทถูกกดทับเรื้อรัง มักไม่หายเองและอาจแย่ลงหากไม่ได้รับการรักษา





