ตรวจการทำงานของตับสำคัญอย่างไร
ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานเงียบ ๆ แต่หนักมากในแต่ละวัน ตั้งแต่ช่วยกำจัดสารพิษ จัดการไขมันและน้ำตาล สร้างโปรตีนสำคัญ ไปจนถึงช่วยเรื่องการแข็งตัวของเลือด หลายคนจึงมักเพิ่งนึกถึงสุขภาพตับ ตอนเจอผลเลือดค่าตับสูง หรือเริ่มมีอาการบางอย่างที่รบกวนชีวิตประจำวัน
บอกถึงการบาดเจ็บของเซลล์ตับ แต่ระดับที่สูงไม่ได้แปลว่าความรุนแรงต้องมากเสมอไป ต้องดูร่วมกับอาการ ประวัติ และค่าอื่น ๆ
2) ALP / GGT
ช่วยบอกเรื่องท่อน้ำดี การคั่งของน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี ท่อน้ำดีอักเสบ หรือปัจจัยอื่น ๆ
3) Bilirubin (บิลิรูบิน)
เกี่ยวข้องกับอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม และภาวะคั่งน้ำดี การทำงานของตับบางส่วน
4) Albumin และ PT/INR
บอกถึงสมรรถนะการทำงานของตับในการสร้างโปรตีน และระบบการแข็งตัวของเลือด ซึ่งมีความหมายมากเมื่อใช้ประเมินภาพรวมทางคลินิก
หมายเหตุสำคัญ: ค่าตับปกติไม่ได้ตัดโรคตับได้ทั้งหมด และค่าตับสูงก็มีหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะที่ไม่รุนแรง เช่น พักผ่อนน้อย ดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายหนัก ไปจนถึงโรครุนแรงที่ควรประเมินต่อโดยแพทย์
1. ซักประวัติแบบละเอียดเพื่อหาสาเหตุ เช่น จากยา อาหารเสริม แอลกอฮอล์ โรคประจำตัว น้ำหนัก การนอน
2. ตรวจซ้ำ ติดตามแนวโน้ม ดูว่าค่าตับสูงขึ้นหรือไม่
3. พิจารณาตรวจเพิ่มตามความเหมาะสม เช่น
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
การตรวจการทำงานของตับคืออะไร?
ที่หลายคนเรียกกันว่า “ตรวจค่าตับ” หรือ LFTs (Liver Function Tests) คือ การตรวจเลือดหลายค่า เพื่อประเมินว่า- มีการระคายเคือง บาดเจ็บของเซลล์ตับหรือไม่
- การไหลของน้ำดีเป็นปกติหรือเปล่า
- ตับทำหน้าที่สร้างโปรตีนและช่วยการแข็งตัวของเลือดได้ดีแค่ไหน
อ่านค่าตับแบบเข้าใจง่าย แต่ละค่าบอกอะไร?
1) ALT / ASTบอกถึงการบาดเจ็บของเซลล์ตับ แต่ระดับที่สูงไม่ได้แปลว่าความรุนแรงต้องมากเสมอไป ต้องดูร่วมกับอาการ ประวัติ และค่าอื่น ๆ
2) ALP / GGT
ช่วยบอกเรื่องท่อน้ำดี การคั่งของน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี ท่อน้ำดีอักเสบ หรือปัจจัยอื่น ๆ
3) Bilirubin (บิลิรูบิน)
เกี่ยวข้องกับอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม และภาวะคั่งน้ำดี การทำงานของตับบางส่วน
4) Albumin และ PT/INR
บอกถึงสมรรถนะการทำงานของตับในการสร้างโปรตีน และระบบการแข็งตัวของเลือด ซึ่งมีความหมายมากเมื่อใช้ประเมินภาพรวมทางคลินิก
หมายเหตุสำคัญ: ค่าตับปกติไม่ได้ตัดโรคตับได้ทั้งหมด และค่าตับสูงก็มีหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะที่ไม่รุนแรง เช่น พักผ่อนน้อย ดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายหนัก ไปจนถึงโรครุนแรงที่ควรประเมินต่อโดยแพทย์
ใครบ้างที่ควรตรวจการทำงานของตับ?
- ผู้มีน้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลสูง เบาหวาน เพราะสัมพันธ์กับภาวะไขมันพอกตับได้บ่อย
- ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือมีช่วงที่ดื่มถี่ขึ้น
- ทานยา สมุนไพร อาหารเสริมต่อเนื่อง
- มีอาการที่สัมพันธ์กับโรคตับ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร แน่นท้องด้านขวาบน คลื่นไส้ ผิว/ตาออกเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คันตามตัว
- เคยมีประวัติไวรัสตับอักเสบบี หรือซี
ตรวจแล้ว “ผิดปกติ” ต้องทำอย่างไรต่อ?
สิ่งที่แพทย์มักทำต่อจากผล LFT ที่ผิดปกติ คือ1. ซักประวัติแบบละเอียดเพื่อหาสาเหตุ เช่น จากยา อาหารเสริม แอลกอฮอล์ โรคประจำตัว น้ำหนัก การนอน
2. ตรวจซ้ำ ติดตามแนวโน้ม ดูว่าค่าตับสูงขึ้นหรือไม่
3. พิจารณาตรวจเพิ่มตามความเหมาะสม เช่น
- ตรวจไวรัสตับอักเสบบีหรือซี (HBV/HCV)
- อัลตราซาวด์ช่องท้อง หรือเครื่องมือประเมินพังผืดตับ (FibroScan)
เตรียมตัวก่อนตรวจค่าตับ ทำอย่างไรเพื่อให้ผลใกล้เคียงความจริงที่สุด?
- แจ้งแพทย์ เรื่องยาที่ใช้ประจำ อาหารเสริม สมุนไพร
- หากมีโปรแกรมตรวจสุขภาพที่รวมไขมัน น้ำตาล อาจมีคำแนะนำเรื่องดอาหารก่อนเจาะเลือด ตามแพ็กเกจของแต่ละสถานพยาบาล
- เลี่ยงแอลกอฮอล์และการออกกำลังกายหนักมากในช่วงก่อนตรวจ เพราะอาจทำให้ค่าเอนไซม์เพี้ยนได้
- ถ้ามีอาการผิดปกติชัดเจน ควรตรวจตามนัดและให้แพทย์ประเมินร่วมกับอาการเป็นหลัก
ดูแลตับในชีวิตประจำวัน 6 ข้อที่ทำได้จริง
- คุมรอบเอว น้ำหนัก ด้วยการรับประทานอาหารพอดีและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ลดหวานจัด มันจัด ของทอด เพิ่มผัก โปรตีน
- ลดการดื่มแอลกอฮอล์
- ใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำ และระวังการใช้อาหารเสริม
- นอนให้พอ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะตับและระบบเผาผลาญเชื่อมโยงกับการพักผ่อน
- ตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 24/12/2025
แพทย์ผู้เขียน
นพ. เกษม แสงหิรัญวัฒนา
ความถนัดเฉพาะทาง
อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร





