แผลในกระเพาะ กินยาอะไรให้แผลหาย เช็กยาและอาหารที่ต้องเลี่ยง
ภาวะแผลในกระเพาะอาหารเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างต่อเนื่อง และความเครียดทางร่างกายที่รุนแรง การซื้อยาลดกรดทั่วไปมารับประทานเองจึงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะไม่ได้หยุดยั้งสาเหตุของการอักเสบ การเลือกใช้ยาให้ตรงกับสาเหตุตามระยะเวลา ที่แพทย์แนะนำควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมการกินจึงสำคัญกว่า
อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้อาการลุกลามสำหรับโรคนี้จะแตกต่างจากการคุมอาหารในโรคกรดไหลย้อน ดังนั้นหากผู้ป่วยดูแลตัวเองผิดวิธี รอยแผลอาจลุกลามจนกระเพาะทะลุและกลายเป็นภาวะฉุกเฉินร้ายแรงในกลุ่มโรคทางเดินอาหารได้ การเลือกใช้ยาให้ตรงกับสาเหตุและรับประทานต่อเนื่องตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้เยื่อบุกระเพาะอาหารสมานตัวได้เร็วขึ้น

แผลในกระเพาะเกิดจากอะไร? รู้สาเหตุก่อนเลือกยา
ก่อนที่จะรู้ว่าต้องกินยาอะไร เราต้องทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยแผลบริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 3 สาเหตุหลัก ได้แก่
- เกิดจากเชื้อ H. pylori เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด แบคทีเรียชนิดนี้จะปะปนมากับอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปฝังตัวและปล่อยสารทำลายเมือกเคลือบกระเพาะ ทำให้กรดเข้าไปกัดเยื่อบุจนเป็นแผล
- เกิดจากยากลุ่ม NSAIDs การทานยาแก้ปวดอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน ติดต่อกันเป็นเวลานาน ยาจะไปยับยั้งการสร้างสาร พรอสตาแกลนดิน ที่ทำหน้าที่ปกป้องกระเพาะอาหาร ส่งผลให้กระเพาะอ่อนแอและเกิดแผลได้ง่าย
- เกิดจากความเครียด ไม่ใช่ความเครียดจากการทำงานทั่วไป แต่หมายถึงความเครียดทางร่างกายอย่างรุนแรง เช่น การผ่าตัดใหญ่ การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือการบาดเจ็บสาหัสที่ต้องเข้า ICU ภาวะนี้จะทำให้เลือดไปเลี้ยงกระเพาะลดลงและกระตุ้นการหลั่งกรดจนเกิดแผลเฉียบพลัน
ยารักษาแผลในกระเพาะ แบ่งตามสาเหตุ
เมื่อทราบสาเหตุแล้ว แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาให้ตรงกับต้นตอ โดยมีแนวทางดังนี้
เกิดจากเชื้อ H. pylori
หากตรวจพบเชื้อนี้ การทานแค่ยาลดกรดจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ แพทย์จะต้องจ่ายยาแบบสูตรผสมซึ่งประกอบด้วย ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) 2 ชนิด ร่วมกับยาลดการหลั่งกรด (PPI) เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียให้ตายสนิท โดยต้องทานยาติดต่อกันอย่างเคร่งครัดประมาณ 10-14 วัน
เกิดจากยากลุ่ม NSAIDs
สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ หยุดทานยา NSAIDs ที่เป็นต้นเหตุ จากนั้นแพทย์จะสั่งจ่ายยาลดการหลั่งกรด (PPI) หรือยาต้านตัวรับฮิสตามีน (H2-blockers) เพื่อลดปริมาณกรดในกระเพาะ ให้แผลที่เยื่อบุสมานตัว โดยอาจใช้เวลารักษาต่อเนื่องประมาณ 4-8 สัปดาห์
เกิดจากความเครียด
สำหรับรอยแผลที่เกิดจากความเครียดทางกายรุนแรง แพทย์มักใช้ยาในกลุ่ม PPI ทั้งแบบฉีดหรือแบบทาน เพื่อยับยั้งการหลั่งกรดควบคู่ไปกับการรักษาโรคหลักที่เป็นต้นเหตุของความเครียดทางร่างกาย
อาหารที่ทำให้แผลในกระเพาะอักเสบมากขึ้น ต้องเลี่ยงเด็ดขาด
การปรับพฤติกรรมการกินสำหรับโรคนี้ จะเน้นไปที่การลดการระคายเคืองที่ตัวแผลโดยตรง ซึ่งบางเมนูจะมีความแตกต่างจากโรคกรดไหลย้อน โดยอาหารต้องเลี่ยง ได้แก่
- แอลกอฮอล์และกาเฟอีน ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา และกาแฟ จะเข้าไปกัดกร่อนเยื่อบุและกระตุ้นการหลั่งกรด ทำให้แผลที่อักเสบอยู่เดิมมีอาการปวดแสบรุนแรงขึ้น
- อาหารรสเผ็ดจัดและเปรี้ยวจัด เช่น พริก เครื่องเทศรสเผ็ดร้อนและผลไม้รสเปรี้ยวจัด จะทำให้เกิดการระคายเคืองที่รอยแผลในกระเพาะโดยตรง ทำให้แผลหายช้าและกระตุ้นให้เกิดอาการปวดจุกเสียดทันทีหลังทาน

อาหารที่ช่วยเร่งให้แผลในกระเพาะฟื้นตัว
นอกจากการเลี่ยงของแสลงแล้ว เมนูที่แพทย์แนะนำสำหรับการฟื้นฟูเยื่อบุกระเพาะอาหาร ได้แก่
- โปรไบโอติกส์ (Probiotics) เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยวสูตรน้ำตาลน้อย จุลินทรีย์ชนิดดีจะช่วยปรับสมดุลในลำไส้และช่วยเสริมประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อ H. pylori ได้ดีขึ้น
- อาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก เนื้อปลาและกล้วยน้ำว้า ย่อยง่าย ไม่เพิ่มภาระให้กระเพาะและกล้วยยังมีฤทธิ์เคลือบกระเพาะอ่อน ๆ
- ผักใบเขียว เช่น ผักกาดขาว ผักตำลึง บรอกโคลีต้มสุก อุดมไปด้วยวิตามินและกากใยที่ช่วยต้านการอักเสบ โดยไม่ทำให้กระเพาะทำงานหนัก
แผลในกระเพาะหายเองได้ไหม? ต้องกินยานานแค่ไหน?
แทบจะหายเองไม่ได้เลย หากไม่ได้รับการรักษาที่ต้นเหตุ โดยทั่วไประยะเวลาของการรักษาจะต้องทานยาต่อเนื่องประมาณ 4–8 สัปดาห์ และหลังจากทานยาครบโดสแล้ว แพทย์มักจะนัดมาส่องกล้องซ้ำ (Follow-up Endoscopy) เพื่อประเมินว่าแผลสมานตัวดีแล้วหรือไม่ และตัดชิ้นเนื้อไปตรวจซ้ำให้มั่นใจว่ารอยแผลนั้นไม่ได้พัฒนากลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
อาการแผลในกระเพาะทะลุ ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที
หากปล่อยแผลทิ้งไว้จนกรดกัดทะลุผนังกระเพาะอาหาร จะกลายเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิต โดยหากมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
- สัญญาณกระเพาะทะลุ ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ท้องแข็งเกร็ง และร้าวทะลุไปถึงหลัง
- สัญญาณเลือดออกในทางเดินอาหาร อาเจียนเป็นเลือดสดหรือมีสีคล้ำคล้ายกากกาแฟ หรืออุจจาระดำ มีความเหนียวคล้ายยางมะตอย และมีกลิ่นเหม็นคาวเลือดรุนแรง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผลในกระเพาะ (FAQ)
แผลในกระเพาะกับกรดไหลย้อน เป็นโรคเดียวกันไหม?
คนละโรคกัน แผลในกระเพาะ คือ การเกิดรอยแผลที่เยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น มักปวดเวลาหิวหรืออิ่ม ส่วนกรดไหลย้อน คือ ภาวะที่กรดไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้มีอาการแสบร้อนกลางอกและเรอเปรี้ยว
กินยาแล้วอาการดีขึ้น หยุดยาได้เลยไหม?
ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด โดยเฉพาะยาฆ่าเชื้อ H. pylori แม้อาการปวดจะหายไปแล้วใน 2-3 วันแรก แต่เชื้อยังไม่ตายสนิท การหยุดยาจะทำให้เชื้อดื้อยาและรักษายากขึ้นในอนาคต
ตรวจ H. pylori ต้องทำอย่างไร?
สามารถตรวจหาเชื้อได้หลายวิธี เช่น การเป่าลมหายใจ (Urea Breath Test) การตรวจหาเชื้อในอุจจาระและการส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อตัดชิ้นเนื้อไปตรวจหาเชื้อโดยตรง
กินยารักษา H. pylori แล้วคลื่นไส้มาก มีวิธีลดผลข้างเคียงไหม?
ยาปฏิชีวนะบางตัวอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ ขมในคอหรือท้องเสียเบา ๆ วิธีลดผลข้างเคียง คือ ให้ทานยาพร้อมมื้ออาหาร ดื่มน้ำตามมาก ๆ แต่หากมีอาการรุนแรงหรือมีผื่นขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนกลุ่มยา





