• banner

โรคกระเพาะอาหาร รักษาอย่างไร? รับมืออาการ อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ และปวดท้องเรื้อรัง

เคยไหม? มื้ออร่อยจบลงด้วยความทรมาน อาการปวดท้อง คลื่นไส้ พะอืดพะอม ลมขึ้นมาจนแทบทำอะไรต่อไม่ได้ ปัญหานี้ไม่ได้กวนใจแค่เรื่องการกิน แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก หลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวก็หาย แต่รู้ไหมว่าอาการอาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ เวียนหัว หรือความรู้สึกแสบท้องจี๊ดๆ เหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าคุณกำลังเผชิญกับภาวะกระเพาะอาหารอักเสบ หรือที่เรียกกันติดปากว่า "โรคกระเพาะ"
หากคุณกำลังมองหาวิธีแก้อาหารไม่ย่อยเบื้องต้น หรือสงสัยว่า โรคกระเพาะอาหาร รักษา อย่างไรให้หายขาด ไม่กลับมาเป็นซ้ำ วันนี้โรงพยาบาลวิชัยยุทธจะพามาเจาะลึก อาการโรคกระเพาะ แบบเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางการดูแลตัวเองที่คุณเริ่มทำได้ทันที

สารบัญ


เช็กอาการ! ปวดท้อง คลื่นไส้ พะอืดพะอม แบบนี้ใช่ "โรคกระเพาะ" ไหม?

หลายคนสับสนว่าอาการปวดท้องที่ตัวเองเป็นอยู่ คือปวดท้องทั่วไป หรือเป็นสัญญาณของโรคกระเพาะกันแน่ จุดสังเกตของอาการโรคกระเพาะ (Dyspepsia) หรือภาวะอาหารไม่ย่อย มักจะมีลักษณะเฉพาะ ดังนี้
  • ปวดจุกเสียดแน่นท้อง มักจะปวดบริเวณลิ้นปี่ (เหนือสะดือ ใต้กระดูกหน้าอก) บางครั้งรู้สึกเหมือนมีลมในท้องเยอะ
  • สัมพันธ์กับมื้ออาหาร อาการปวดมักจะมาชัดเจนขึ้นเวลาท้องว่าง หรือหลังจากกินอาหารอิ่มใหม่ ๆ
  • คลื่นไส้ พะอืดพะอม รู้สึกมวนท้อง อยากอาเจียน โดยเฉพาะหลังกินอาหารมัน ๆ หรือรสจัด
  • อิ่มเร็วผิดปกติ กินไปได้นิดเดียวก็รู้สึกแน่นท้อง เหมือนอาหารไม่ย่อย จนไม่อยากกินต่อ
  • อาการร่วมอื่น ๆ อาจมีอาการเรอเป็นกลิ่นอาหาร ท้องอืด หรือในบางรายที่มีอาการรุนแรง อาจมีอาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ เวียนหัว ร่วมด้วยเนื่องจากร่างกายอ่อนเพลีย
หากคุณมีอาการเหล่านี้ “เป็น ๆ หาย ๆ”ติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ อาจไม่ใช่แค่ท้องอืดธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ควรหันมาใส่ใจกระเพาะอาหารอย่างจริงจัง

กระเพาะอาหารอักเสบ

แยกให้ออก กระเพาะอักเสบ vs กรดไหลย้อน ต่างกันอย่างไร?

แม้สองโรคนี้จะเกิดในระบบทางเดินอาหารเหมือนกัน และมักมาคู่กันบ่อย ๆ แต่เราสามารถแยกความแตกต่างเบื้องต้นได้ดังนี้
โรคกระเพาะอาหาร (Gastritis / Peptic Ulcer)
  • จุดที่ปวด: เน้นที่ช่องท้องส่วนบน บริเวณลิ้นปี่ หรือชายโครงซ้าย
  • ลักษณะอาการ: ปวดแบบจุกเสียด ปวดบิด ๆ หรือปวดแสบ สัมพันธ์กับมื้ออาหาร (หิวก็ปวด อิ่มก็ปวด)
  • อาการเด่น: อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาจมีอาเจียนร่วมด้วย หากเป็นแผลในกระเพาะอาหารรุนแรง อาจถ่ายเป็นเลือด หรืออุจจาระสีดำ
กรดไหลย้อน (GERD)
  • จุดที่ปวด: รู้สึกไม่สบายที่ทรวงอก และลำคอ
  • ลักษณะอาการ: แสบร้อนกลางอก (Heartburn) ลามขึ้นมาที่คอ รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกที่คอ
  • อาการเด่น: เรอเปรี้ยว มีรสขมในปาก เสียงแหบ หรือไอเรื้อรัง อาการมักกำเริบหลังกินอาหาร แล้วไปนอนทันทีภายใน 30–60 นาที

สาเหตุของ อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ เวียนหัว เกิดจากอะไร?

อาการปวดท้องและอาหารไม่ย่อย มักมีตัวกระตุ้นเสมอ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
  1. พฤติกรรมและการใช้ชีวิต (Lifestyle Factors)
    นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้คนวัยทำงานเป็นโรคกระเพาะกันเยอะที่สุด
    • การกิน กินไม่ตรงเวลา กินเร็วเคี้ยวไม่ละเอียด ชอบกินอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของมันของทอด หรือบุฟเฟต์มื้อหนัก ๆ
    • สิ่งที่ดื่ม ดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ (คาเฟอีน) น้ำอัดลมเป็นประจำ ซึ่งไปกระตุ้นการหลั่งกรด
    • การสูบบุหรี่ สารในบุหรี่ทำให้แผลในกระเพาะหายช้าลง
    • การใช้ยา กินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ยาแก้ปวดข้อ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาปฏิชีวนะบางชนิดตอนท้องว่าง ทำให้ระคายเคืองกระเพาะ
  2. ความเครียดและโรคทางกาย (Stress & Biological Factors)
    เมื่อเรามีความเครียด หรือวิตกกังวล ระบบประสาทอัตโนมัติจะกระตุ้นให้ต่อมหมวกไต หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนออกมา และกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ ในขณะที่การบีบตัวของกระเพาะและลำไส้กลับทำงานแย่ลง ทำให้เกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง นอนไม่หลับ และเวียนหัวได้

    นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุจากการติดเชื้อ H. pylori (เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย ที่ทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง และเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในอนาคต

โรคกระเพาะอาหาร รักษาอย่างไร? (ยาและการปรับพฤติกรรม)

แนวทางการรักษาโรคกระเพาะและอาหารไม่ย่อย มีดังนี้
  • ยาลดกรด เพื่อใช้ในการช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยเบื้องต้น
  • ยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร เช่น Histamine-2 receptor antagonists, Proton pump inhibitors 
  • ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร ยาลดปัญหาการบีบตัวกระเพาะอาหาร

อาหารไม่ย่อย แก้ยังไง วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น (แนะนำโดยแพทย์)

อาหารไม่ย่อย วิธีแก้ทำได้ง่ายๆเบื้องต้นด้วยตัวเอง เพื่อลดอาการอาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ เวียนหัว ดังนี้
  • แบ่งมื้ออาหาร กินมื้อย่อย ๆ แทนการกินมื้อใหญ่ ๆ เช่น มื้อใหญ่ 3 ครั้ง เป็นมื้อย่อย ๆ 5-6 ครั้ง
  • ลดอาหารไขมันสูง อาหารรสจัด ลดแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
  • หลังจากทานอาหาร ไม่ควรนอนทันที แต่ควรเว้นระยะอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง หรือเดินเบา ๆ เพื่อให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนไหว
  • เคี้ยวข้าวให้ละเอียด และไม่ต้องรีบกินอาหารมากเกินไป
  • ดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำขิง น้ำตะไคร้ ลองใช้ยาขับลม ยาลดกรด เพื่อใช้เป็นวิธีแก้ในการบรรเทาอาการ


อาหารไม่ย่อย วิธีแก้

อาการแบบไหนอันตราย? สัญญาณที่ต้องรีบมา "ส่องกล้องกระเพาะอาหาร"

การทานยาอาจช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ในบางกรณี การรักษาตามอาการอาจไม่เพียงพอ หากคุณมีสัญญาณอันตรายเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) ทันที
  • ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน หรือปวดเรื้อรัง กินยาแล้วไม่ดีขึ้น
  • มีเลือดออกในทางเดินอาหาร สังเกตได้จาก อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระสีดำ (คล้ายยางมะตอย)
  • น้ำหนักลดผิดปกติ โดยไม่ได้ตั้งใจลด
  • กลืนลำบาก กลืนแล้วเจ็บ หรือรู้สึกเหมือนอาหารติดคอ
  • ซีด เพลีย มีภาวะโลหิตจางโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อายุมากกว่า 50 ปี และเพิ่งเริ่มมีอาการปวดท้อง หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
การส่องกล้องไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากแต่เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด ในการตรวจหาแผลในกระเพาะอาหาร ติ่งเนื้อ หรือการติดเชื้อ H. pylori เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด

ปวดท้อง คลื่นไส้ พะอืดพะอม

ส่องกล้องกระเพาะอาหาร รู้อะไรบ้าง

  • เห็นแผล รอยอักเสบ ติ่งเนื้อ หรือเนื้องอกได้โดยตรง
  • ใช้เก็บชิ้นเนื้อ (Biopsy) ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา หากพบความผิดปกติ
  • ใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น มีเลือดออกในทางเดินอาหาร เพื่อหาตำแหน่งและห้ามเลือด

ส่องกล้องกระเพาะอาหารเจ็บไหม

เป็นคำถามที่พบบ่อย และแพทย์เข้าใจความกังวลดี โดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถเลือกได้ว่าจะตรวจแบบไม่ใช้ยาระงับความรู้สึก (ตรวจแบบรู้ตัว แต่มีการพ่นยาชาในลำคอ) หรือตรวจแบบให้ยานอนหลับอย่างอ่อน ๆ เพื่อให้ไม่รู้สึกตัวระหว่างทำหัตถการ และลดความวิตกกังวล
  • ในกรณีที่ใช้ยานอนหลับ ผู้ป่วยควรมีผู้ดูแลพากลับบ้าน และงดขับรถหลังการตรวจ
  • ขั้นตอนใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที และพักฟื้นดูอาการภายหลังการส่องกล้อง 1-2 ชั่วโมง
แพทย์เฉพาะทางจะเป็นผู้ควบคุมการตรวจอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยและสบายของผู้ป่วยมากที่สุด

วิธีป้องกันโรคกระเพาะ ไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

หัวใจสำคัญของการรักษาโรคกระเพาะ ไม่ใช่แค่การกินยา แต่คือการ "ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม" เพื่อให้กระเพาะได้พักฟื้น และกลับมาทำงานได้ปกติ
  1. ปรับเรื่องกิน: กินอาหารให้ตรงเวลา ครบ 3 มื้อ เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน เลี่ยงอาหารรสจัด ของหมักดอง และงดมื้อดึก
  2. ปรับการใช้ยา: หากจำเป็นต้องกินยาแก้ปวดข้อหรือยาชุด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง และไม่ควรกินตอนท้องว่าง
  3. ลดตัวกระตุ้น: งดสูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
  4. ใช้ตัวช่วย: การทานสมุนไพรอย่างขมิ้นชัน สามารถช่วยขับลม ลดอาการท้องอืดได้ หรือใช้ ยาช่วยย่อย และ ยาลดกรด (Antacid) ตามคำแนะนำของแพทย์เมื่อมีอาการ
  5. จัดการความเครียด: หาเวลาพักผ่อน ออกกำลังกาย เพื่อลดความตึงเครียดของร่างกายและจิตใจ

คำแนะนำจากแพทย์

“ถ้าคุณมีอาการปวดท้องซ้ำ ๆ เรื้อรัง หรือกินยามาหลายแบบแล้วยังไม่หาย การส่องกล้องทางเดินอาหารเป็นวิธีตรวจที่ปลอดภัยและให้คำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่เพื่อวินิจฉัยโรคเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราวางแผนการรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น”

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกระเพาะและอาหารไม่ย่อย (FAQ)

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ต่างกับโรคกรดไหลย้อนอย่างไร

โรคกระเพาะกับกรดไหลย้อน ต่างกันตรงที่ ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เป็นโรคกระเพาะ จะมีอาการบริเวณกระเพาะอาหาร ปวดจุก ปวดเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ เหนือสะดือ ใต้ชายโครงซ้าย จุดสำคัญของการปวดด้วยโรคนี้ จะมีอาการอาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ เวียนหัว สัมพันธ์กับมื้ออาหาร ในบางรายที่เป็นเยอะ ๆ จะถ่ายเป็นเลือด และอาเจียนเป็นเลือดร่วมด้วย
ในขณะเดียวกันถ้าเป็นกรดไหลย้อน จะรู้สึกแสบร้อนกลางอก ลามไปถึงบริเวณคอ หรือบริเวณหลอดอาหาร และจะมีอาการเรอบ่อย เหมือนมีก้อนที่คอ มีน้ำรสขมขึ้นมาตรงปากเวลานอน อาการจะเกิดหลังมื้ออาหารภายใน 30-60 นาที

ถ้าไม่อยากส่องกล้องตรวจโรคกระเพาะ มีวิธีอื่นหรือไม่?

เบื้องต้นแพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายก่อน หากสงสัยเรื่องการติดเชื้อ H. pylori แต่ผู้ป่วยยังไม่สะดวกส่องกล้อง สามารถตรวจได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test) หรือการตรวจหาเชื้อในอุจจาระ ซึ่งให้ผลแม่นยำเช่นกัน แต่ถ้ามีสัญญาณอันตราย (Red flags) การส่องกล้องยังคงเป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุด

กินยาโรคกระเพาะ นานแค่ไหนถึงจะหายขาด?

ระยะเวลาหายขึ้นอยู่กับความรุนแรงและวินัยของคนไข้ หากเป็นกระเพาะอักเสบทั่วไป อาการจะดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ แต่ควรกินยาต่อเนื่องประมาณ 4-8 สัปดาห์ กรณีมีแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น เพื่อให้แผลหายสนิท ที่สำคัญคือต้องปรับพฤติกรรมการกินควบคู่ไปด้วย ไม่อย่างนั้นโรคก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้เรื่อยๆ

ปวดท้องตอนท้องว่าง vs ปวดหลังกินข้าว ต่างกันอย่างไร?

ช่วงเวลาที่ปวดบอกตำแหน่งของโรคได้คร่าว ๆ
  1. ปวดตอนท้องว่าง เช่น ตอนดึก หรือตื่นนอนตอนเช้า และดีขึ้นเมื่อได้กินอาหาร มักเป็นอาการของแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น
  2. ปวดหลังกินข้าว กินแล้วปวดทันที หรือปวดมากขึ้น มักเป็นอาการของแผลในกระเพาะอาหารโดยตรง

ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 20/11/2025

แพทย์ผู้เขียน

นพ. วราวุฒิ บูรณวุฒิ

img

ความถนัดเฉพาะทาง

อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร

ความถนัดเฉพาะทางอื่น

-

ภาษาสื่อสาร

ไทย, อังกฤษ

ติดต่อเรา