เมื่อลูกวัยรุ่นไม่เหมือนเดิม จากเด็กเรียนดีสู่ปัญหาการเรียนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
"เคยเป็นเด็กเรียนดีมาตลอด พอขึ้น ม.ปลาย กลับส่งงานไม่ทัน คะแนนลดลง ปลีกตัวอยู่ตัวในห้อง เรียกอ่านหนังสือแต่ไม่ยอมทำตามและแสดงพฤติกรรมดื้อรั้น" ภาพเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้ปกครองหลายท่านกำลังเผชิญ และมักจบลงด้วยความตึงเครียด มีปากเสียงกันในครอบครัว แต่อย่างไรก็ตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นจากนิสัยหรือเจตนาที่ไม่ดี แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงที่ลูกกำลังต้องการความช่วยเหลือได้
กระบวนการพัฒนาที่ไม่พร้อมกันนี้ทำให้เกิดภาวะไม่สมดุล เมื่อต้องเผชิญกับภาระการเรียนที่ซับซ้อนขึ้น สมองส่วนหน้าที่ยังโตไม่ทันจึงสามารถส่งผลให้เด็กไม่สามารถบริหารจัดการเวลา ลำดับความสำคัญ หรือบังคับตัวเองขึ้นมาทำงานให้เสร็จได้ตามความตั้งใจ นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ในช่วงที่กำลังโกรธ หงุดหงิด เสียใจ สมองส่วนอารมณ์ที่โตเต็มที่กว่าจะมีผลต่อวัยรุ่นมากยิ่งขึ้น ทำให้วัยรุ่นตัดสินใจหรือทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแม้ว่าจริงๆ แล้วเขาจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สมควรทำ
1) ภาวะสมองล้าจากการนอนไม่พอเรื้อรัง
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น วงจรนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ตามธรรมชาติจะส่งผลให้การหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินเลื่อนช้าออกไป ทำให้วัยรุ่นรู้สึกง่วงช้าลงโดยธรรมชาติ แต่เนื่องจากเวลาตื่นนอนเพื่อไปโรงเรียนยังคงเช้าตรู่ วัยรุ่นจึงต้องเผชิญกับภาวะอดนอนสะสมเรื้อรัง การนอนหลับไม่เพียงพอส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง โดยรบกวนความจำระยะสั้นและการจัดเก็บความรู้ลงความจำระยะยาว สมาธิสั้นลง อารมณ์หงุดหงิดง่าย และความสามารถในการแก้ปัญหาลดลง หลายครั้งพฤติกรรมแสดงความหงุดหงิดที่ผู้ปกครองเห็น จริงๆแล้วคือสัญญาณของสมองที่ขาดการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
2) การถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน (Bullying) หรือ ปัญหาสุขภาพใจ
เรื่องเพื่อน คือ เรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับวัยรุ่น และเป็นช่วงเวลาที่เด็กเริ่มใช้เวลากับเพื่อนมากกว่าผู้ใหญ่ หากเด็กถูกกลั่นแกล้งรังแก (Bullying) ไม่ว่าจะทางกายภาพ วาจา การถูกกีดกันออกจากกลุ่ม หรือ Cyberbullying จะส่งผลให้วัยรุ่น รู้สึกกลัวและอารมณ์ ตื่นตัวและเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยเด็กอาจเริ่มแสดงอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ไม่อยากไปโรงเรียน (School Refusal) แยกตัวออกจากสังคม และผลการเรียนตกต่ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงเมื่อเด็กมีปัญหาดังกล่าว อาจมีปัญหาทางสุขภาพใจร่วมด้วยได้ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะเครียด ซึมเศร้า หรือภาวะวิตกกังวล
3) การใช้สารเสพติดและกัญชา
การทดลองใช้สารเสพติดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเรียน การศึกษาในวัยรุ่นพบว่า การใช้สารเสพติด เช่น สุรา บุหรี่ และกัญชา สัมพันธ์โดยตรงกับผลการเรียนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกัญชา งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความถี่ในการใช้กัญชามีความสัมพันธ์แบบผันแปรตามปริมาณ (dose-response) กับผลการเรียนที่ลดลง
แม้กระทั่งในกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้กัญชาเพียงระดับต่ำ (เช่น เดือนละ 1–2 ครั้ง) ก็พบความเสี่ยงต่อการมีเกรดเฉลี่ยต่ำ (Low GPA) เพิ่มขึ้นถึง 2.2 เท่า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดเรียน (Truancy) ถึง 2.18 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ไม่เคยใช้ สารออกฤทธิ์ในกัญชาจะเข้าไปรบกวนสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ ทำให้วัยรุ่นมีปัญหาด้านความจำ การตัดสินใจ การควบคุมตนเอง เสี่ยงต่อการมีพฤติกรรมก้าวร้าว เกิดอารมณ์ว่างเปล่า ไม่มีความสุข และส่งผลให้ไม่ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
4) ภาวะสมาธิสั้นในวัยรุ่น
ผู้ปกครองมักเข้าใจผิดว่าโรคสมาธิสั้นต้องแสดงอาการซุกซนหรืออยู่ไม่สุขตั้งแต่วัยเด็กเล็กเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงอาจมีสัญญาณตั้งแต่ช่วงเด็กแล้วแต่ไม่ได้สังเกตได้ชัดเจน โดยเฉพาะเด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง สามารถใช้ความฉลาดและการชดเชยเพื่อให้ผ่านในระดับประถมมาได้ เนื่องจากเนื้อหายังไม่ยากและได้รับการดูแลใกล้ชิดจากผู้ปกครอง งานวิจัยพบว่าระดับสติปัญญาที่สูงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นล่าช้าออกไปได้ และเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เนื้อหาการเรียนมีความซับซ้อนขึ้น ต้องใช้วิเคราะห์มากกว่าการท่องจำ ภาวะสมาธิสั้นที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยจะปรากฏชัดเจนขึ้น เช่น มีปัญหาในการวางแผนหลายขั้นตอน การหลุดโฟกัสหรือลืมส่งงานทั้งที่ทำเสร็จแล้ว
ศูนย์เด็กและพัฒนาการเด็ก
โทร. 0-2265-7777
1. เข้าใจพัฒนาการการด้านสมองวัยรุ่น
ช่วงวัยรุ่น คือ ช่วงเวลาที่สมองยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาของสมองวัยรุ่นมีลักษณะเฉพาะตัว โดยสมองส่วนอารมณ์ และ reward system (Limbic System รวมถึง Amygdala และ Nucleus Accumbens) จะพัฒนาและตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นได้อย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความคิดระดับสูง การวางแผน การลำดับความสำคัญ และการยับยั้งชั่งใจ (Executive Functions หรือ Cognitive Control) กลับยังพัฒนายังไม่สมบูรณ์เต็มที่ โดยระบบควบคุมนี้จะค่อยๆ พัฒนาอย่างช้าๆ ต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ประมาณอายุ 25 ปีกระบวนการพัฒนาที่ไม่พร้อมกันนี้ทำให้เกิดภาวะไม่สมดุล เมื่อต้องเผชิญกับภาระการเรียนที่ซับซ้อนขึ้น สมองส่วนหน้าที่ยังโตไม่ทันจึงสามารถส่งผลให้เด็กไม่สามารถบริหารจัดการเวลา ลำดับความสำคัญ หรือบังคับตัวเองขึ้นมาทำงานให้เสร็จได้ตามความตั้งใจ นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ในช่วงที่กำลังโกรธ หงุดหงิด เสียใจ สมองส่วนอารมณ์ที่โตเต็มที่กว่าจะมีผลต่อวัยรุ่นมากยิ่งขึ้น ทำให้วัยรุ่นตัดสินใจหรือทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแม้ว่าจริงๆ แล้วเขาจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สมควรทำ
2. ภาวะหรือความเสี่ยงสำคัญที่สามารถส่งผลต่อผลการเรียนของวัยรุ่น
1) ภาวะสมองล้าจากการนอนไม่พอเรื้อรัง
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น วงจรนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ตามธรรมชาติจะส่งผลให้การหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินเลื่อนช้าออกไป ทำให้วัยรุ่นรู้สึกง่วงช้าลงโดยธรรมชาติ แต่เนื่องจากเวลาตื่นนอนเพื่อไปโรงเรียนยังคงเช้าตรู่ วัยรุ่นจึงต้องเผชิญกับภาวะอดนอนสะสมเรื้อรัง การนอนหลับไม่เพียงพอส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง โดยรบกวนความจำระยะสั้นและการจัดเก็บความรู้ลงความจำระยะยาว สมาธิสั้นลง อารมณ์หงุดหงิดง่าย และความสามารถในการแก้ปัญหาลดลง หลายครั้งพฤติกรรมแสดงความหงุดหงิดที่ผู้ปกครองเห็น จริงๆแล้วคือสัญญาณของสมองที่ขาดการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
2) การถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน (Bullying) หรือ ปัญหาสุขภาพใจ
เรื่องเพื่อน คือ เรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับวัยรุ่น และเป็นช่วงเวลาที่เด็กเริ่มใช้เวลากับเพื่อนมากกว่าผู้ใหญ่ หากเด็กถูกกลั่นแกล้งรังแก (Bullying) ไม่ว่าจะทางกายภาพ วาจา การถูกกีดกันออกจากกลุ่ม หรือ Cyberbullying จะส่งผลให้วัยรุ่น รู้สึกกลัวและอารมณ์ ตื่นตัวและเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยเด็กอาจเริ่มแสดงอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ไม่อยากไปโรงเรียน (School Refusal) แยกตัวออกจากสังคม และผลการเรียนตกต่ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงเมื่อเด็กมีปัญหาดังกล่าว อาจมีปัญหาทางสุขภาพใจร่วมด้วยได้ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะเครียด ซึมเศร้า หรือภาวะวิตกกังวล
3) การใช้สารเสพติดและกัญชา
การทดลองใช้สารเสพติดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเรียน การศึกษาในวัยรุ่นพบว่า การใช้สารเสพติด เช่น สุรา บุหรี่ และกัญชา สัมพันธ์โดยตรงกับผลการเรียนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกัญชา งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความถี่ในการใช้กัญชามีความสัมพันธ์แบบผันแปรตามปริมาณ (dose-response) กับผลการเรียนที่ลดลง
แม้กระทั่งในกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้กัญชาเพียงระดับต่ำ (เช่น เดือนละ 1–2 ครั้ง) ก็พบความเสี่ยงต่อการมีเกรดเฉลี่ยต่ำ (Low GPA) เพิ่มขึ้นถึง 2.2 เท่า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดเรียน (Truancy) ถึง 2.18 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ไม่เคยใช้ สารออกฤทธิ์ในกัญชาจะเข้าไปรบกวนสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ ทำให้วัยรุ่นมีปัญหาด้านความจำ การตัดสินใจ การควบคุมตนเอง เสี่ยงต่อการมีพฤติกรรมก้าวร้าว เกิดอารมณ์ว่างเปล่า ไม่มีความสุข และส่งผลให้ไม่ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
4) ภาวะสมาธิสั้นในวัยรุ่น
ผู้ปกครองมักเข้าใจผิดว่าโรคสมาธิสั้นต้องแสดงอาการซุกซนหรืออยู่ไม่สุขตั้งแต่วัยเด็กเล็กเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงอาจมีสัญญาณตั้งแต่ช่วงเด็กแล้วแต่ไม่ได้สังเกตได้ชัดเจน โดยเฉพาะเด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง สามารถใช้ความฉลาดและการชดเชยเพื่อให้ผ่านในระดับประถมมาได้ เนื่องจากเนื้อหายังไม่ยากและได้รับการดูแลใกล้ชิดจากผู้ปกครอง งานวิจัยพบว่าระดับสติปัญญาที่สูงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นล่าช้าออกไปได้ และเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เนื้อหาการเรียนมีความซับซ้อนขึ้น ต้องใช้วิเคราะห์มากกว่าการท่องจำ ภาวะสมาธิสั้นที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยจะปรากฏชัดเจนขึ้น เช่น มีปัญหาในการวางแผนหลายขั้นตอน การหลุดโฟกัสหรือลืมส่งงานทั้งที่ทำเสร็จแล้ว
3. เปลี่ยนจากการ "สั่งสอน ลงโทษ" เป็นการมาปรึกษาร่วมกัน
การดุด่า ต่อว่า หรือการลงโทษโดยไม่ฟังเหตุผล ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งหมด และยังเพิ่มความเสี่ยงทำให้เด็กเกิดภาวะซึมเศร้า รวมถึงส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ ดังนั้นการพาลูกมาพบแพทย์ ไม่ได้หมายความว่าลูกมีความป่วยทางจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่สามารถช่วยเหลือโดยมีการประเมินองค์รวมอย่างเป็นระบบ- ประเมินทางสุขภาวะทางใจ: คัดกรองภาวะสมาธิสั้น (ADHD) โรคการเรียนรู้เฉพาะด้าน (LD) ภาวะวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า
- ประเมินสุขภาวะทางกาย: การดูแล ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการนอนหลับ หรือภาวะโภชนาการที่เหมาะสม
- ประเมินปัจจัยทางสังคมและครอบครัว: พูดคุยเพื่อสอบถามถึงปัญหาการเรียน สังคมเพื่อน การถูกกลั่นแกล้ง หรือการเสพติดสื่อและสารเสพติด
- วางแผนดูแลร่วมกัน: ประสานความร่วมมือกับครอบครัวและโรงเรียน ปรับพฤติกรรม ระบบการเรียน และให้การรักษาอย่างเหมาะสม
ศูนย์เด็กและพัฒนาการเด็ก
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์เด็กและพัฒนาการเด็ก
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 18/09/2026
แพทย์ผู้เขียน
พญ. ชญานิษฐ์ พันธ์สวัสดิ์
ความถนัดเฉพาะทาง
กุมารเวชศาสตร์





