• banner

ขาโก่ง ปวดเข่า หกล้มบ่อย สัญญาณเตือน “ข้อเข่าเสื่อม” ที่ไม่ควรมองข้าม

เวลาพูดถึง “ข้อเข่าเสื่อม” หลายคนมักนึกถึงผู้สูงอายุหรือผู้หญิง แต่จริง ๆ แล้วพบได้ทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะคนที่มี “แนวขาผิดรูป” เช่น ขาโก่ง ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ผิวข้อสึกเร็วขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

ขาโก่งคืออะไร? ทำไมถึงทำให้เข่าเสื่อมเร็ว

โดยปกติแล้ว ขาของคนเราจะมีแนวแกนรับน้ำหนัก (mechanical axis) ที่พาดจากสะโพก ผ่านเข่า ลงไปถึงข้อเท้า แนวนี้ทำหน้าที่สำคัญคือ ช่วยกระจายแรงกดในข้อเข่าให้สมดุลกันทั้งสองด้าน เวลายืนหรือเดิน น้ำหนักตัวจึงไม่ไปกดที่ผิวข้อด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป

แต่เมื่อแนวขาเริ่มเอียงหรือผิดรูป แรงกดในข้อเข่าจะไม่กระจายเท่ากันอีกต่อไป แรงส่วนใหญ่จะไปกองอยู่ที่ผิวข้อด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้กระดูกอ่อนบริเวณนั้นสึกเร็วกว่าปกติและนำไปสู่การอักเสบ ปวดเข่า และข้อเข่าเสื่อมตามมา

ลักษณะของแนวขาที่พบบ่อยมี 2 แบบ ได้แก่
1. ขาโก่ง (Bow leg)
เมื่อยืนชิดข้อเท้าแล้ว เข่าจะแยกออกจากกัน ลักษณะนี้ทำให้แรงกดไปลงที่ผิวข้อเข่าด้านในมากกว่าปกติ จึงเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของข้อเข่าเสื่อมด้านใน

2. ขาหุบ (Knock knee)
ในทางกลับกัน หากเข่าชิดกัน แต่ข้อเท้าแยกออก แรงกดจะไปเพิ่มที่ผิวข้อเข่าด้านนอก ภาวะนี้พบได้น้อยกว่า แต่ก็อาจสัมพันธ์กับการสึกของข้อด้านนอก หรือปัญหาการทำงานของลูกสะบ้าในบางราย

สรุปง่าย ๆ คือ
เมื่อแนวขาไม่ตรง → แรงกดในข้อเข่าไม่สมดุล → กระดูกอ่อนสึกเร็ว → เกิดอาการปวดและเมื่อเริ่มปวด หลายคนจะเดินเลี่ยงการลงน้ำหนักด้านที่เจ็บ ทำให้การกระจายแรงยิ่งผิดสมดุล และข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นไปอีก

“ขาโก่ง” มาก่อน หรือ “เข่าเสื่อม” มาก่อน?

พบได้ทั้งสองแบบ และในหลายคนภาวะทั้งสองนี้มักค่อย ๆ กลายเป็นวงจรที่เร่งกันเอง
  • กรณีที่ขาโก่งเกิดก่อน
เมื่อแนวขาโก่งออก (varus alignment) แรงกดจากน้ำหนักตัวจะไปลงที่ผิวข้อเข่าด้านใน มากกว่าปกติ เมื่อเกิดแรงกดซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน กระดูกอ่อนบริเวณนั้นจะสึกเร็วกว่าปกติ ทำให้ช่องข้อแคบลง ข้อเข่าทรุด และลักษณะขาโก่งยิ่งชัดขึ้น
  • ในอีกกรณีหนึ่ง เข่าเสื่อมอาจเกิดก่อน
เมื่อข้อเข่าเริ่มเสื่อม โดยเฉพาะด้านในของข้อ กระดูกอ่อนจะบางลงและช่องข้อด้านในแคบลง ส่งผลให้แนวขาเริ่มเอียง เข่าทรุด และค่อย ๆ พัฒนาเป็นขาโก่งที่เห็นชัดขึ้น

ไม่ว่าจะเริ่มจากขาโก่งหรือเข่าเสื่อมก่อน สุดท้ายทั้งสองภาวะนี้สามารถส่งผลต่อกันและกัน จนกลายเป็นวงจรที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นได้ หากปล่อยไว้นาน อาการปวด การเอียงของเข่า และการเสื่อมของข้ออาจค่อย ๆ รุนแรงมากขึ้นตามลำดับ การประเมินแนวขาและดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงมีความสำคัญ เพราะสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่า และลดการผิดรูปของแนวขาในระยะยาวได้

ผู้ชายก็เข่าเสื่อมได้ ทำไมหลายคนเป็นแล้วรู้ตัวช้า

ผู้ชายจำนวนไม่น้อยใช้เข่าหนักต่อเนื่อง เช่น ยกของ เดิน-ยืนนาน งานใช้แรง หรือมีประวัติบาดเจ็บจากกีฬา เช่น หมอนรองเข่า หรือเอ็นไขว้ ช่วงแรกอาจยังทนได้ แต่พอมาปวดชัดเจน มักเริ่มเสื่อมไปพอสมควรแล้ว

ปวดเข่าแบบไหน “น่าจะใช่” สัญญาณเข่าเสื่อม

อาการที่พบบ่อยในระยะเริ่มต้น ได้แก่
  • ปวดก้าวแรกหลังนั่งหรือพักนาน แล้วค่อยดีขึ้นเมื่อเดินไปสักพัก
  • ปวดขึ้น-ลงบันได โดยเฉพาะลงบันได
  • ฝืดตึงตอนเช้า เหยียดไม่สุด งอได้น้อยลง
  • มีเสียงกรอบแกรบในข้อ
  • เข่าบวมน้ำเป็น ๆ หาย ๆ หลังใช้งาน
หากปวดซ้ำที่เดิมต่อเนื่องเกิน 6–12 สัปดาห์ ควรประเมินให้ชัด ไม่ควรรอจนเดินลำบาก

ทำไมเข่าเสื่อมถึงทำให้ “หกล้มบ่อย”

ข้อเข่าเกี่ยวข้องกับการทรงตัว เมื่อเข่าเริ่มเสื่อม อาจเกิดพร้อมกันหลายอย่าง
  • การรับรู้ตำแหน่งข้อ (proprioception) ลดลง → ก้าวพลาดง่าย
  • กล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรง → เข่าทรุด พยุงไม่ทัน
  • ปวดเข่า → เดินผิดท่าโดยไม่รู้ตัว → จังหวะเดินเสียสมดุล
สัญญาณที่ควรระวัง: เดินแล้วรู้สึกไม่มั่นคง สะดุดง่าย กลัวลงบันได หรือมีอาการ “เข่าทรุด” เป็นพัก ๆ


ถ้าขาโก่งและยังเสื่อมไม่มาก ทำอย่างไรไม่ให้ทรุดเร็ว

  • ลดน้ำหนัก แม้ลดเพียงเล็กน้อยก็ช่วยลดภาระเข่าได้ชัด
  • เสริมกล้ามเนื้อหน้าขาและสะโพก เลือกกิจกรรมไม่กระแทก เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เดินในน้ำ
  • เลี่ยงท่าพับเข่าลึกและบิดเข่า เช่น นั่งยอง คุกเข่า พับเพียบ นั่งขัดสมาธินาน ๆ
  • พิจารณาอุปกรณ์ช่วย เช่น แผ่นรองรองเท้า อุปกรณ์พยุง ควรให้แพทย์ประเมินก่อน


เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

  • ปวดเข่าซ้ำที่เดิมนานเกิน 6–12 สัปดาห์ หรือรบกวนชีวิตประจำวัน
  • ขาโก่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ เดินไม่มั่นคง เข่าทรุด
  • เข่าบวมบ่อย หรือสงสัยมีประวัติบาดเจ็บในข้อ
  • กรณีควรรีบพบแพทย์ บวมแดงร้อน ปวดมาก ลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีไข้ร่วมด้วย

แนวทางการรักษาและการประเมิน

  • ประเมินโดยแพทย์ ซักประวัติ ตรวจแนวขา ช่วงการเคลื่อนไหว จุดกดเจ็บ ความมั่นคงของเอ็น และประเมินความเสี่ยงหกล้ม
  • การตรวจภาพถ่าย (X-ray) โดยมากเริ่มจาก X-ray เข่าแบบลงน้ำหนัก (standing) เพื่อดูช่องว่างข้อและแนวเข่า บางรายอาจพิจารณา X-ray ทั้งขา (long-leg alignment) เพื่อประเมินแนวแกนขา; กรณีสงสัยหมอนรองเข่าหรือเอ็น อาจต้องใช้ MRI ตามดุลยพินิจแพทย์
  • กายภาพบำบัด เน้นลดปวด เพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว เสริมกล้ามเนื้อ (quadriceps/สะโพก) ฝึกการทรงตัว และปรับรูปแบบการเดิน เพื่อลดการหกล้ม
  • ยาและการดูแลประคอง ยาทา ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบตามข้อบ่งชี้ รวมถึงการปรับกิจกรรม ลดน้ำหนัก และอุปกรณ์พยุง ไม้เท้าเมื่อจำเป็น
  • การฉีดยาเข้าเข่า(เลือกตามระยะและอาการ) เช่น สเตียรอยด์ (ช่วยลดอักเสบช่วงกำเริบ) น้ำเลี้ยงข้อ (hyaluronic acid) หรือ PRP ในบางรายผลตอบสนองแตกต่างกัน ควรชั่งข้อดีข้อจำกัดร่วมกับแพทย์
  • การผ่าตัด เมื่ออาการรบกวนชีวิตมากหรือโครงสร้างผิดรูปชัด
        - ผ่าตัดจัดแนวกระดูก (HTO) — เหมาะกับคนอายุน้อย เสื่อมด้านเดียว ต้องการเก็บเข่าเดิม
        - เปลี่ยนผิวข้อบางส่วน (UKA) — เหมาะกับเสื่อมด้านเดียวและเงื่อนไขข้อเหมาะสม
        - เปลี่ยนข้อเข่าทั้งหมด (TKA) — เหมาะกับเสื่อมหลายห้อง ผิดรูปมาก คุณภาพชีวิตเสีย ปัจจุบันอาจมีระบบคอมพิวเตอร์นำวิถีหรือหุ่นยนต์ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัด

ขาโก่ง ปวดเข่า หกล้มบ่อย ไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่ “แก่แล้วธรรมดา” เพราะอาจเป็นสัญญาณของข้อเข่าเสื่อมและการเสียการทรงตัวที่เพิ่มความเสี่ยงล้ม กระดูกหักได้ ยิ่งประเมินเร็วและวางแผนรักษาให้เหมาะกับระยะโรค โอกาสชะลอการเสื่อมและกลับมาเดินได้มั่นคงจะยิ่งสูงขึ้น

ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Bone and Joint Center
Publish date desc: 18/03/2026

Author doctor

Dr. Puthi Tantikosol

img

Specialty

Orthopaedic Surgeon

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program