มะเร็งตับ พันธุกรรม ถ่ายทอดได้จริงหรือ? ไขข้อสงสัยหากมีญาติสายตรงป่วยเป็นโรคนี้
หมอครับ ผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่เลย ทำไมถึงเป็น มะเร็งตับ ได้?
คำถามนี้เป็นสิ่งที่แพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับพบเจอได้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างการดื่มแอลกอฮอล์ แต่เมื่อถึงเวลาตรวจสุขภาพกลับพบว่ามีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ในตับโดยไม่ทันตั้งตัว สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไปก็คือ ความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งตับและพันธุกรรม หากคุณมีพ่อ แม่ หรือญาติสายตรงป่วยเป็นโรคตับ นี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่คุณต้องทำความเข้าใจและไขข้อสงสัยว่า มะเร็งตับสามารถถ่ายทอดทางสายเลือดได้จริงหรือไม่ และเราจะรับมือเพื่อป้องกันตัวเองได้อย่างไร

สารบัญ
- มะเร็งตับ ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Genetics) ได้จริงหรือไม่?
- ไวรัสตับอักเสบ... ตัวการร้ายที่ส่งผ่านจาก "แม่สู่ลูก"
- นอกจากพันธุกรรม ภัยเงียบอื่นที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ มีอะไรบ้าง?
- ญาติสายตรงเป็นมะเร็งตับ เราควรเริ่มตรวจคัดกรองเมื่อไหร่?
- คำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มะเร็งตับ ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Genetics) ได้จริงหรือไม่?
ในทางการแพทย์ โรคมะเร็งตับไม่ได้ถูกถ่ายทอดผ่านยีนพันธุกรรมโดยตรง แต่ความเสี่ยงที่ถูกส่งต่อผ่านสายเลือด คือ การถ่ายทอดโรคที่เป็นสาเหตุของมะเร็งตับ ผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้องร่วมสายเลือดเป็นมะเร็งตับ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวมักจะมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตและภาวะทางระบบเผาผลาญที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเร่งให้เซลล์ตับอักเสบและกลายพันธุ์เป็นมะเร็งในที่สุด
ไวรัสตับอักเสบ... ตัวการร้ายที่ส่งผ่านจาก "แม่สู่ลูก"
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดูเหมือนว่ามะเร็งตับส่งต่อทางพันธุกรรมได้ คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเชื้อชนิดนี้มักจะติดต่อจากแม่สู่ลูกในขณะคลอด เมื่อเด็กทารกรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายตั้งแต่แรกเกิด ระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่สมบูรณ์จะไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ ทำให้เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นมากลายเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรัง เชื้อไวรัสจะแฝงตัวทำลายเซลล์ตับ นำไปสู่ภาวะตับแข็งและเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติหลายสิบเท่า ซึ่งนี่คือคำตอบหนึ่งที่ว่าทำไมคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยถึงเป็นมะเร็งตับได้
นอกจากพันธุกรรม ภัยเงียบอื่นที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ มีอะไรบ้าง?
นอกจากปัจจัยทางครอบครัวแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรเฝ้าระวัง ดังนี้
- ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver)
ไม่ใช่โรคของคนอ้วนเท่านั้น คนรูปร่างผอมที่ชอบทานของหวาน ขาดการออกกำลังกาย หรือมีภาวะดื้ออินซูลิน ก็เสี่ยงที่ไขมันจะสะสมในตับจนเกิดการอักเสบเรื้อรังได้ - โรคตับเรื้อรังที่ไม่มีอาการ
การปล่อยให้ตับอักเสบหรือมีพังผืดเกาะตับในระยะแรกโดยไม่ทำการรักษา จะลุกลามเป็นโรคตับแข็งซึ่งเป็นต้นทางของมะเร็งตับ - พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์
แม้พันธุกรรมจะมีส่วน แต่การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำยังคงเป็นปัจจัยหลักที่เร่งให้ตับเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
ญาติสายตรงเป็นมะเร็งตับ เราควรเริ่มตรวจคัดกรองเมื่อไหร่?
สำหรับคนทั่วไป แพทย์มักแนะนำให้เริ่มคัดกรองความเสี่ยงเมื่ออายุ 40-50 ปีขึ้นไป แต่สำหรับผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งตับหรือเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ แพทย์แนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งตับให้เร็วขึ้น ในช่วงอายุ 30-40 ปี เพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ดังนี้
- เจาะเลือดดูค่าตับ (AST, ALT) เพื่อประเมินภาวะการอักเสบของเซลล์ตับ ณ ปัจจุบัน
- เจาะเลือดดูสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) ตรวจหาโปรตีน Alpha-fetoprotein หากมีค่าสูงผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของการเกิดก้อนเนื้อในตับ
- การทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound) เพื่อเช็กโครงสร้างตับ หาพังผืด ตับแข็ง และค้นหาก้อนเนื้อที่ซ่อนอยู่
คำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
สิ่งสำคัญที่แพทย์อยากฝากไว้คือ อย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยมาตรวจ เพราะมะเร็งตับเป็นโรคที่เงียบสนิทในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยกว่าจะมีอาการ เช่น ปวดชายโครงขวา ตัวเหลือง หรือน้ำหนักลด ก้อนมะเร็งก็มักจะลุกลามไปมากแล้ว การทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงจากครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่ต้องหวาดวิตก แต่เป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้คุณตื่นตัว การเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ 6 เดือน – 1 ปี เพราะการพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ คือ โอกาสรอดชีวิตและรักษาให้หายขาดได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
พ่อแม่เป็นมะเร็งตับ ลูกมีโอกาสเป็นกี่เปอร์เซ็นต์?
ในทางการแพทย์ไม่สามารถระบุเป็นเปอร์เซ็นต์ที่แน่ชัดได้ แต่จากสถิติพบว่าผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งตับ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า และหากพ่อหรือแม่เป็นผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วย ความเสี่ยงของลูกจะเพิ่มสูงขึ้นหลายสิบเท่าตัวเลยทีเดียว
มะเร็งตับ ติดต่อทางน้ำลาย หรือการกินข้าวร่วมกันได้ไหม?
ไม่ติดต่อ สามารถทานอาหารร่วมโต๊ะกันได้ตามปกติ เพราะตัวเซลล์มะเร็งตับไม่ใช่โรคติดต่อ และสำหรับเชื้อไวรัสตับอักเสบที่เป็นสาเหตุหลัก ก็ไม่สามารถติดต่อทางน้ำลาย การไอจาม หรือการใช้แก้วน้ำช้อนส้อมร่วมกันได้ โดยการติดต่อของไวรัสแต่ละชนิด แบ่งได้ดังนี้
- ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อทางเลือด สารคัดหลั่ง การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และติดต่อจากแม่สู่ลูกขณะคลอด
- ไวรัสตับอักเสบซี ติดต่อทางเลือดเป็นหลัก เช่น การใช้เข็มฉีดยา หรืออุปกรณ์สักลายที่ไม่สะอาด ส่วนการติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นพบได้น้อยมาก
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777






