• banner

ถ่ายเป็นเลือด ปวดท้องเรื้อรัง สัญญาณเตือน มะเร็งลำไส้ใหญ่ พร้อมเจาะลึก มะเร็งลำไส้ เกิดจากอะไร

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (Colorectal Cancer) คือภาวะที่เซลล์เยื่อบุภายในลำไส้มีการเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย ซึ่งถือเป็นภัยเงียบและสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของไทย โดยข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ระบุว่าโรคนี้พบมากติด 1 ใน 5 ของประเทศ มีผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยวันละ 44 คน และเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 15 คน
อย่างไรก็ตาม หากไม่ปล่อยให้ลุกลามและสามารถตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ผ่านการตรวจคัดกรอง (Screening) เช่น การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (FIT Test) หรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) แพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง (Oncologist) ยืนยันว่าผู้ป่วยมีโอกาสรักษาให้หายขาดสูงมาก สอดคล้องกับสถิติทางการแพทย์ที่พบว่า อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี (5-Year Survival Rate) ของผู้ป่วยที่พบโรคในระยะที่ 1 นั้นสูงถึง 85-95% ในขณะที่หากปล่อยให้ลุกลามจนถึงระยะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น โอกาสรอดชีวิตจะลดลงเหลือเพียง 10-13% เท่านั้น การตื่นตัวและเข้ารับการตรวจคัดกรองจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรับมือกับโรคนี้
(อ้างอิงข้อมูลสถิติจาก: สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี)

สารบัญ


มะเร็งลำไส้ เกิดจากอะไร? สาเหตุและกลุ่มเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่มักเกิดจากการสะสมของปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างร่วมกัน โดยส่วนใหญ่มักเริ่มจากติ่งเนื้อ (Polyp) เล็ก ๆ ในลำไส้ที่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะพัฒนาเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะอักเสบเรื้อรังของลำไส้ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้

คำถามต่อมา ใครคือกลุ่มเสี่ยง? แม้มะเร็งลำไส้มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี แต่ปัจจุบันพบแนวโน้มในคนอายุน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้:

1. พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการบริโภค

  • รับประทานอาหารแปรรูป อาหารปิ้งย่าง หรือเนื้อแดงเป็นประจำ
  • กินผักผลไม้น้อย ทำให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์ไม่เพียงพอ
  • มีปัญหาขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ ท้องผูกเรื้อรัง
  • สูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

2. ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Factors)

ประวัติครอบครัวมีผลอย่างมากต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากมีคนในครอบครัวสายตรงป่วยเป็นโรคนี้ ความเสี่ยงของคุณจะสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีความผิดปกติทางยีนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคตั้งแต่อายุน้อย ได้แก่

  • กลุ่มอาการลินช์ (Lynch Syndrome): เป็นความผิดปกติของยีนที่ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ตั้งแต่อายุน้อย โดยมักไม่พบติ่งเนื้อจำนวนมากนำมาก่อนแบบโรคอื่น
  • โรคติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (FAP - Familial Adenomatous Polyposis): เป็นความผิดปกติทางยีนที่ทำให้เกิดติ่งเนื้อนับร้อยนับพันในลำไส้ตั้งแต่วัยรุ่น หากไม่ได้รับการตรวจและรักษา ติ่งเนื้อเหล่านี้มีโอกาสแทบจะ 100% ที่จะกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 40 ปี

3. ปัจจัยด้านอายุ (Age)

แม้ว่าความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้จะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตามความเสื่อมของร่างกาย โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตาม สถิติทางการแพทย์ในปัจจุบันพบว่าอัตราการเกิดโรคในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 50 ปี (Early-onset colorectal cancer) มีตัวเลขที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแพทย์คาดว่าสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ความเครียด และพฤติกรรมการบริโภคในยุคปัจจุบัน

4. โรคประจำตัวและประวัติสุขภาพ (Underlying Diseases)

ผู้ป่วยที่มีประวัติการเจ็บป่วยบางกลุ่ม จะมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนทั่วไป เช่น:

  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD): เช่น โรคโครห์น (Crohn's disease) หรือโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง (Ulcerative Colitis) หากมีอาการอักเสบติดต่อกันเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงที่เซลล์จะกลายพันธุ์เป็นมะเร็ง
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะดื้อต่ออินซูลิน: ผู้ป่วยกลุ่มนี้ รวมไปถึงผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน มีความเสี่ยงในการเกิดโรคสูงขึ้น
  • เคยมีประวัติพบติ่งเนื้อ (Polyp): ผู้ที่เคยตรวจพบและตัดติ่งเนื้อออกในการทำส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ครั้งก่อน ๆ จะมีความเสี่ยงที่ติ่งเนื้อจะงอกกลับมาใหม่และพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งได้

เช็กอาการ: สัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ต้องสังเกต

อาการมะเร็งลำไส้ในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน แต่หากมีอาการเหล่านี้บ่อยหรือเรื้อรัง ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจสุขภาพลำไส้ให้แน่ชัด

  • ถ่ายเป็นเลือด หรืออุจจาระมีเลือดปน (อาจเป็นอาการคล้ายแผลในกระเพาะอาหาร หรือริดสีดวง แต่ควรได้รับการตรวจแยกโรค)
  • ปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ หรือปวดท้องเรื้อรัง
  • รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือขับถ่ายผิดปกติไปจากเดิมอย่างชัดเจน
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลียหรือซีดโดยไม่มีโรคประจำตัวอื่นอธิบายได้

อาการเหล่านี้บางอย่างของมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจคล้ายกับโรคทางเดินอาหารอื่น ๆ เช่น กรดไหลย้อน หรือแผลในกระเพาะอาหาร ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยติ่งเนื้อในลำไส้ด้วย Endoscopy จึงเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด



มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการ

แพทย์วินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างไร?

ตรวจเร็ว รักษาได้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ไม่มีอาการ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยง การตรวจสุขภาพลำไส้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยให้ตรวจพบโรคมะเร็งสำไส้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  • ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นการตรวจสุขภาพลำไส้ ซึ่งสามารถตรวจพบและตัดติ่งเนื้อในลำไส้ (Polyp) ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ทันที และเป็นการยืนยันการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด
  • การส่องกล้องทางเดินอาหาร (Endoscopy) เป็นการตรวจดูภายในกระเพาะอาหารและลำไส้ด้วยกล้องขนาดเล็ก เพื่อหาความผิดปกติ เช่น แผล ติ่งเนื้อ หรือมะเร็งระยะเริ่มต้น
  • การส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy)  ใช้ตรวจทางเดินอาหารส่วนบน เช่น หลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร เพื่อดูแผลในกระเพาะอาหาร หรืออาการกรดไหลย้อน ซึ่งอาจทำพร้อมกับ Colonoscopy ได้ในการตรวจครั้งเดียว
  • การตรวจอุจจาระหาการปนของเลือด (FIT Test): เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น

ระยะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Staging)

ระยะของมะเร็งลำไส้ (Stage) แบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก ดังนี้
ระยะ 0 (Carcinoma in situ): เป็นระยะเริ่มต้นที่เซลล์มะเร็งอยู่เฉพาะในชั้นเยื่อบุผิวชั้นในสุดของลำไส้เท่านั้น ยังไม่มีการลุกลามเข้าไปในผนังลำไส้ โอกาสหายขาดสูงมาก โดยในระยะนี้มะเร็งลำไส้มักรักษาด้วยการตัดติ่งเนื้อ (Polyp) ออกระหว่างการส่องกล้องลำไส้ใหญ่
ระยะ 1: มะเร็งลำไส้ลุกลามผ่านชั้นเยื่อบุผิวเข้าไปในผนังลำไส้แล้ว แต่ยังไม่ถึงชั้นนอกสุด และยังไม่แพร่ไปต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น โอกาสหายขาดสูงมาก (85% - 95%) โดยมีวิธีการรักษาหลักคือการผ่าตัด
ระยะ 2: มะเร็งลุกลามทะลุผ่านผนังลำไส้ชั้นนอกออกมา แต่อาจยังไม่แพร่ไปสู่ต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะที่อยู่ไกลออกไป ความเสี่ยงที่มะเร็งลำไส้ใหญ่จะกลับมาใหม่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย การรักษาคือการผ่าตัดเป็นหลัก และอาจมีการให้เคมีบำบัดเสริมในบางกรณี
ระยะ 3: มะเร็งได้ลุกลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงแล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ห่างไกลออกไป ระยะนี้ต้องได้รับการรักษาแบบผสมผสาน ทั้งการผ่าตัดร่วมกับการทำเคมีบำบัดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ระยะ 4: มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไปแล้ว เช่น ตับ ปอด หรือกระดูก การรักษาในระยะนี้เน้นที่การควบคุมโรค การบรรเทาอาการ และการยืดอายุผู้ป่วย โดยอาจใช้เคมีบำบัด ยามุ่งเป้า ร่วมกับการผ่าตัดในบางกรณี

มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีกี่ระยะ

วิธีรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่มีอะไรบ้าง?

เมื่อตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ คุณอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการรักษา แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก แผนการรักษาจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายโดยเฉพาะ โดยขึ้นอยู่กับระยะของโรค ขนาดของก้อนมะเร็ง ตำแหน่งที่พบ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย การประเมินจะทำโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็ง ซึ่งอาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้

การผ่าตัด (Surgery)

การผ่าตัดเป็นการรักษาวิธีหลักและมีความสำคัญมากที่สุดในมะเร็งระยะแรกถึงระยะกลาง โดยเฉพาะหากพบติ่งเนื้อ (Polyp) ที่มีแนวโน้มเป็นมะเร็งหรือก้อนมะเร็งขนาดเล็ก ปัจจุบันมีการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) ที่ช่วยให้แผลเล็กและฟื้นตัวไวขึ้น

  • เหมาะกับใคร: ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มต้นถึงระยะกลาง (ระยะ 1-3) ที่เซลล์มะเร็งยังไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นที่อยู่ไกลออกไป
  • ข้อดี: เป็นวิธีการรักษาที่มีโอกาสทำให้หายขาดได้สูงที่สุด หากศัลยแพทย์สามารถตัดเอาก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองบริเวณรอบ ๆ ออกได้ทั้งหมด
  • ข้อควรระวัง: ผู้ป่วยต้องใช้เวลาพักฟื้นหลังการผ่าตัด อาจมีอาการปวดแผล หรือในกรณีที่ก้อนมะเร็งอยู่ใกล้หูรูดทวารหนักมาก แพทย์อาจจำเป็นต้องเปิดลำไส้ทางหน้าท้องเพื่อทำทวารเทียม (Colostomy) ซึ่งอาจเป็นแบบชั่วคราวหรือถาวร

เคมีบำบัด (Chemotherapy)

เคมีบำบัด หรือที่เรียกกันติดปากว่า "คีโม" คือการให้ยาเพื่อเข้าไปทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยยาจะไหลเวียนไปตามกระแสเลือดทั่วร่างกาย

  • เหมาะกับใคร: ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 (ให้หลังผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำ) และระยะที่ 4 (เพื่อควบคุมโรคที่แพร่กระจาย) รวมถึงอาจใช้ก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งให้เล็กลง
  • ข้อดี: สามารถจัดการกับเซลล์มะเร็งขนาดเล็กที่อาจหลุดรอดการผ่าตัดและซ่อนอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้
  • ข้อควรระวัง: เนื่องจากยาจะส่งผลต่อเซลล์ที่แบ่งตัวเร็วตามปกติในร่างกายด้วย จึงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำชั่วคราว (ผลข้างเคียงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสูตรยาที่ใช้)

การฉายรังสี (Radiation Therapy)

การฉายรังสี หรือการฉายแสง เป็นการใช้รังสีพลังงานสูงเข้าไปทำลาย DNA ของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งตายหรือหยุดการแบ่งตัว

  • เหมาะกับใคร: มักใช้เป็นหลักกับผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งอยู่บริเวณ "ลำไส้ตรง" (Rectal Cancer) มากกว่าลำไส้ใหญ่ส่วนบน โดยอาจทำก่อนผ่าตัดเพื่อให้ก้อนมะเร็งฝ่อลง หรือทำหลังผ่าตัดเพื่อกำจัดเซลล์ที่อาจหลงเหลือ
  • ข้อดี: เป็นการรักษาแบบเฉพาะจุดที่แม่นยำ ช่วยลดขนาดก้อนเนื้อร้ายก่อนผ่าตัด ทำให้ศัลยแพทย์สามารถเก็บรักษาหูรูดทวารหนักไว้ได้ง่ายขึ้น
  • ข้อควรระวัง: อาจมีผลข้างเคียงบริเวณที่ฉายแสง เช่น ผิวหนังแห้ง แดง ระคายเคือง หรือมีอาการคล้ายลำไส้อักเสบ ขับถ่ายบ่อยและแสบร้อนชั่วคราวในช่วงที่รับการรักษา

ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)

ยามุ่งเป้า เป็นยามะเร็งลำไส้ที่เป็นนวัตกรรมการรักษาทางการแพทย์ที่ทันสมัย โดยตัวยาจะเข้าไปออกฤทธิ์ขัดขวางกระบวนการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอย่างเจาะจง โดยอาศัยการตรวจหาความผิดปกติของยีนหรือโปรตีนในเซลล์มะเร็งนั้น ๆ

  • เหมาะกับใคร: ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลามหรือระยะแพร่กระจาย (ระยะที่ 4) ที่เซลล์มะเร็งมีการกลายพันธุ์ของยีนตรงกับชนิดของยา โดยแพทย์จะต้องนำชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาก่อนเริ่มรักษา
  • ข้อดี: มีความแม่นยำสูง ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติในร่างกายน้อยกว่าเคมีบำบัด ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างการรักษา
  • ข้อควรระวัง: ผลข้างเคียงมักแตกต่างจากคีโม เช่น อาจมีผื่นลักษณะคล้ายสิวขึ้นตามร่างกาย ผิวแห้ง ท้องเสีย หรือมีความดันโลหิตสูง และมักมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงกว่าวิธีอื่น

ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างไร?

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดปัจจัยเสี่ยงและการตรวจสุขภาพลำไส้ตามคำแนะนำของแพทย์

1. ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต รับประกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูง หลีกเลี่ยงเนื้อแดงและอาหารแปรรูป ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และงดบุหรี่
2. การตรวจคัดกรองตามอายุ ในผู้ที่ไม่มีอาการและไม่มีปัจจัยเสี่ยง ควรเริ่มตรวจสุขภาพลำไส้ด้วย Colonoscopy หรือการตรวจคัดกรองอื่น ๆ ตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อวางแผน

หากสนใจแพ็กเกจส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ของโรงพยาบาลต่าง ๆ สามารถสอบถามได้ เพื่อให้ได้การเตรียมตัวที่ดีที่สุด



คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

มะเร็งลำไส้ใหญ่รักษาหายขาดได้ไหม?

การรักษามะเร็งลำไส้ หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น สามารถรักษาให้หายขาดได้สูงมาก ส่วนใหญ่มักพบจากการตัดติ่งเนื้อ (Polyp) ออกระหว่างการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ซึ่งเป็นการ "หยุดยั้ง" การเกิดมะเร็งได้จริง ๆ

จำเป็นต้องส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทุกคนหรือไม่?

ไม่จำเป็นทุกคน แต่แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น มีอาการเตือน มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพลำไส้ด้วยวิธีนี้เพื่อคัดกรอง เพราะมีโอกาสและความเสี่ยงที่จะเป็นได้

อายุเท่าไหร่ควรเริ่มตรวจคัดกรอง?

โดยทั่วไปควรเริ่มการตรวจสุขภาพลำไส้ด้วย Colonoscopy หรือวิธีคัดกรองอื่น ๆ ตั้งแต่อายุ 45 ปี แต่ถ้าหากมีความเสี่ยงตามคำถามด้านบน ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อเริ่มตรวจก่อนหน้านั้น

อาหารชนิดไหนที่เพิ่มความเสี่ยง?

การทานอาหารประเภทเนื้อแดง (Red Meat)  ปริมาณมากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน และเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 02/08/2025

Author doctor

Dr. Poorikorn Feuangwattana

img

Specialty

Gastroenterologist

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program