• banner

มะเร็งตับ อาการ เป็นอย่างไร? ตาเหลือง ปวดหลัง ใช่โรคตับหรือไม่

ตับ เป็นอวัยวะที่ได้ชื่อว่า "อึด" และ "อดทน" ที่สุดในร่างกาย สามารถทำงานหนักได้แม้จะเหลือเนื้อตับที่ดีอยู่เพียงเล็กน้อย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมะเร็งตับ อาการในระยะแรกถึงมักเงียบ ไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ ให้เรารู้ตัวเลย
หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องรอให้เจ็บ หรือมีอาการตัวเหลืองก่อนถึงจะไปหาหมอ แต่ในความเป็นจริง เมื่อไหร่ที่ร่างกายแสดงอาการเหล่านั้นออกมา มักแปลว่าโรคได้ดำเนินไปถึงระยะลุกลาม หรือตับถูกทำลายไปมากแล้ว จึงอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้อย่างถูกต้อง ทั้งอาการที่ต้องเฝ้าระวัง ปัจจัยเสี่ยง (ที่ไม่ใช่แค่เรื่องดื่มเหล้า) และการตรวจคัดกรองที่แม่นยำ เพื่อให้เราดูแลตัวเองและคนที่รักได้ทันท่วงที

สารบัญ


Checklist 3 สัญญาณเตือนอันตราย ที่ต้องรีบมาพบแพทย์ด่วน!

เมื่อตับเริ่มทำงานผิดปกติ ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนออกมา หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
  1. ตาเหลือง ตัวเหลือง สัญญาณหลักที่บ่งบอกว่าตับมีปัญหาในการขับสารพิษ
  2. คลำพบก้อนใต้ชายโครงขวา อาจเป็นก้อนเนื้อ หรือตับที่โตผิดปกติ
  3. ท้องบวมโตผิดปกติ หรือมีอาการท้องมาน ซึ่งเกิดจากการสะสมของน้ำในช่องท้อง


มะเร็งตับ อาการเริ่มต้น vs ระยะลุกลาม ต่างกันอย่างไร?

อาการของมะเร็งตับมักไม่ชัดเจนในระยะแรก... แต่หากรอจนชัดเกินไป อาจเสียโอกาสในการรักษาที่ได้ผลดี อาการระยะแรกมักไม่ส่งสัญญาณอะไรที่จับต้องได้ แต่เมื่อก้อนเนื้อร้ายเริ่มขยายตัว หรือการทำงานของตับเริ่มแย่ลง ร่างกายจะเริ่มฟ้องด้วยอาการเหล่านี้
  • อาการเตือนระยะเริ่มต้นที่คนมักมองข้าม
    อาการเหล่านี้มักดูเหมือนความเจ็บป่วยทั่วไป แต่ถ้าเป็นเรื้อรังไม่หายสักที ต้องเอะใจแล้ว
    1. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้จะนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ แต่ก็ยังรู้สึกไม่มีแรง อ่อนเพลียเรื้อรังเหมือนแบตเตอรี่เสื่อม ทำงานนิดหน่อยก็เหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุ
    2. แน่นท้อง จุกชายโครงขวา รู้สึกอึดอัด แน่น ๆ ตึง ๆ บริเวณชายโครงด้านขวา จุกเสียดบ่อย ๆ คล้ายอาหารไม่ย่อย แต่กินยาโรคกระเพาะแล้วไม่ดีขึ้น และเป็นแบบเรื้อรัง
    3. เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ จู่ ๆ ก็กินได้น้อยลง เห็นอาหารแล้วรู้สึกไม่อยากกิน หรืออิ่มเร็วผิดปกติ ส่งผลให้น้ำหนักตัวค่อย ๆ ลดลงทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือคุมอาหาร
  • อาการบ่งชี้ระยะลุกลาม (สัญญาณอันตราย)
    เมื่อโรคพัฒนาไปมากขึ้น อาการจะชัดเจนและรุนแรงขึ้น ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที
    1. คลำพบก้อนที่ตับ ในบางรายอาจคลำพบก้อนแข็งๆ บริเวณใต้ชายโครงขวา ซึ่งอาจเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง หรือตับที่โตขึ้น
    2. หน้าท้องโตขึ้น / ท้องบวม (ท้องมาน - Ascites) รูปร่างเปลี่ยนไป มีพุงยื่นออกมาผิดปกติโดยเฉพาะช่วงบน ทั้งที่แขนขาอาจจะลีบลง อาการนี้เกิดจากมีน้ำสะสมในช่องท้องเนื่องจากการทำงานของตับล้มเหลว
    3. ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปัสสาวะสีเข้มเหมือนสีชา เป็นสัญญาณชัดเจนว่าตับไม่สามารถขับสารพิษและน้ำดีได้ตามปกติ หรือท่อน้ำดีอุดตัน
    4. อาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ขาบวม เลือดออกง่ายหยุดยาก หรือมีอาการคันตามตัว
หากคุณมีอาการมากกว่า 1 ข้อ หรือมีอาการเล็กน้อยแต่เป็นเรื้อรังนานหลายสัปดาห์ แนะนำให้มาตรวจประเมินโดยเร็วที่สุด เพราะหากตรวจพบเร็ว การรักษาจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
มะเร็งตับ

เจาะลึกอาการมะเร็งตับ ปวดหลัง และ เจ็บชายโครงขวา เกี่ยวข้องกันอย่างไร

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ "ปวดหลัง ปวดไหล่ เกี่ยวอะไรกับตับ?" คำตอบคือเกี่ยวข้องกันได้อย่างคาดไม่ถึง และเป็นสัญญาณที่น่าสนใจของโรคตับที่หลายคนไม่เคยทราบมาก่อน

ทำไมถึงเจ็บชายโครงขวา?

ตับวางตัวอยู่ใต้ชายโครงด้านขวา เมื่อมีก้อนที่ตับ หรือตับมีขนาดโตขึ้นจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง หรือมะเร็ง เยื่อหุ้มตับจะถูกดันให้ขยายตัวออก (Stretching of liver capsule) แรงดันนี้เองที่ทำให้เรารู้สึกจุก แน่น หรือเจ็บชายโครงขวาแบบตื้อ ๆ

ทำไมถึงมีอาการมะเร็งตับ ปวดหลัง และร้าวไปไหล่ขวา?

อาการปวดหลังบริเวณซีกขวา ปวดลึกๆ หรือปวดร้าวไปไหล่ขวา เป็นอาการปวดร้าว (Referred Pain) ชนิดหนึ่ง สาเหตุเกิดจากก้อนมะเร็งหรือตับที่โตขึ้นไปเบียดดันกะบังลม (Diaphragm) ซึ่งบริเวณนั้นมีเส้นประสาทชื่อว่า Phrenic nerve อยู่ เส้นประสาทนี้เชื่อมโยงความรู้สึกผิดปกติไปยังบริเวณแผ่นหลังและหัวไหล่ขวา

ดังนั้น หากมีอาการมะเร็งตับ ปวดหลัง หรือปวดไหล่ขวาเรื้อรัง รักษาทางกายภาพบำบัดแล้วไม่หาย และมีอาการร่วมอย่างจุกแน่นชายโครง หรืออ่อนเพลีย ควรตรวจสุขภาพตับเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง

ระวัง! ตาเหลือง โรคตับ สัญญาณเตือนตับทำงานล้มเหลว

อาการตาเหลือง โรคตับ หรือที่เรียกว่าภาวะดีซ่าน (Jaundice) เป็นสัญญาณอันตรายที่ฟ้องว่าระบบการทำงานของตับกำลังล้มเหลว ภาวะนี้เกิดจากการที่ตับไม่สามารถดักจับและขับสารสีเหลืองที่เรียกว่า "บิลิรูบิน" (Bilirubin) ออกจากร่างกายผ่านทางน้ำดีได้ตามปกติ ทำให้สารนี้ตกค้างและซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อาการตาเหลืองเป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงความผิดปกติหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ภาวะตับแข็ง หรือก้อนเนื้อมะเร็งตับที่ลุกลามจนทำลายเซลล์ตับไปเป็นจำนวนมาก หากพบอาการนี้ควรรีบพบแพทย์ทันที

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นมะเร็งตับ? (คนไม่ดื่มเหล้าก็เป็นได้)

ความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่า "กินเหล้าเท่ากับเป็นมะเร็งตับ" นั้นถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะในปัจจุบัน เราพบผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนมากที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลย แต่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ แฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว ลองเช็กดูนะว่าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้หรือไม่?
  1. ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี นี่คือสาเหตุอันดับ 1 ของมะเร็งตับในประเทศไทย ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บีเรื้อรัง มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปมาก และมักไม่มีอาการเตือนจนกว่าโรคจะรุนแรง
  2. ผู้ป่วยโรคตับแข็ง (Cirrhosis) ไม่ว่าจะเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ หรือสาเหตุอื่น ตับแข็ง คือสภาพที่เนื้อตับกลายเป็นพังผืดและแผลเป็น ทำให้เซลล์ตับเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ง่าย
  3. ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver) ภัยเงียบของคนยุคใหม่ที่ทานแป้ง น้ำตาล และไขมันสูง แม้ไม่ดื่มเหล้า แต่ไขมันที่แทรกในตับก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับได้
  4. ผู้ที่ได้รับสารพิษอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เชื้อราที่มักปนเปื้อนในถั่วลิสงป่น พริกแห้ง หรือธัญพืชที่เก็บรักษาไม่ดี การได้รับสารนี้สะสมนาน ๆ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ
  5. พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นมะเร็งตับ คุณอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น
  6. โรคมะเร็งท่อน้ำดี ผู้ที่มีประวัติกินปลาน้ำจืดดิบ เสี่ยงต่อพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) ที่มักถูกเหมารวมว่าเป็นมะเร็งตับ แต่เกิดที่ท่อน้ำดีในตับ

วิธีตรวจคัดกรองตับที่แม่นยำ ไม่ต้องรอให้มีอาการก็ตรวจเจอได้

การตรวจสุขภาพตับสามารถช่วยให้เรารู้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือมีอาการผิดปกติไม่ชัดเจน หมอจะใช้วิธีการตรวจแบบผสมผสานเพื่อความแม่นยำที่สุด

Step 1: ตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับ (Liver Function Test & Tumor Marker)
เป็นการคัดกรองเบื้องต้นที่บอกอะไรได้หลายอย่าง
  • AST/ ALT บอกระดับการอักเสบว่าตับกำลังถูกทำลายหรือไม่
  • ALP ประเมินภาวะท่อลำเลียงน้ำดีอุดตัน
  • Bilirubin ช่วยประเมินภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ค่า AFP (สารบ่งชี้มะเร็ง) หรือ Alpha-Fetoprotein ค่าที่สูงกว่าปกติ อาจสัมพันธ์กับมะเร็งตับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีไวรัสตับอักเสบหรือตับแข็ง แต่ต้องวินิจฉัยร่วมกับการทำ Imaging เสมอ
Step 2: อัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน (Upper Abdominal Ultrasound)
เป็นการตรวจขั้นพื้นฐานที่ไม่เจ็บ และมีประสิทธิภาพดีในการคัดกรอง
  • ช่วยดูรูปร่างและขนาดของตับ
  • ดูความเรียบของผิวตับ (ผิวขรุขระอาจบ่งบอกถึงตับแข็ง)
  • ค้นหาก้อนที่ตับ หรือถุงน้ำ
  • ดูนิ่วในถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดี
Step 3: ตรวจตับเชิงลึก (Advanced Imaging)
หากผลตรวจเบื้องต้นพบความผิดปกติ หมออาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม
  • ไฟโบรสแกน (FibroScan) ใช้คลื่นเสียงตรวจวัดระดับไขมันเกาะตับและภาวะพังผืดในตับ แทนการเจาะเนื้อตับ
  • CT Scan หรือ MRI ตับ ในกรณีที่พบก้อนผิดปกติ เพื่อดูรายละเอียดของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงก้อนเนื้อ ช่วยแยกโรคระหว่างเนื้องอกธรรมดา มะเร็งตับ หรือ มะเร็งท่อน้ำดี ได้อย่างชัดเจน

ขั้นตอนตรวจมะเร็งตับ


ป้องกันมะเร็งตับ เริ่มต้นได้ทันที (ก่อนสายเกินไป)

ข่าวดีคือ มะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่ "ป้องกันได้" หากเรารู้ทัน ไม่จำเป็นต้องรอให้มีมะเร็งตับ อาการชัดเจนจึงจะมาตรวจ การรู้ก่อน ย่อมให้โอกาสในการดูแลรักษาได้ดีกว่าเสมอ
  1. ฉีดวัคซีน ป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี หากคุณยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
  2. ปรับพฤติกรรมการกิน เลี่ยงของหมักดอง อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ (ป้องกันพยาธิใบไม้ตับ) และระวังเชื้อราในอาหารแห้ง
  3. ลดแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ เพื่อลดภาระการทำงานของตับ
  4. คุมน้ำหนัก ป้องกันภาวะไขมันพอกตับ
  5. ตรวจเช็กตับปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง ควรตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน และเจาะเลือดดู ค่า AFP ทุก ๆ 6-12 เดือนตามคำแนะนำแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเรื่องอาการมะเร็งตับ (FAQ)


มะเร็งตับ มีอาการ "คันตามตัว" จริงหรือเปล่า? เกิดจากอะไร?

หากปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดลึกบริเวณหลังขวา หรือปวดร้าวไปไหล่ขวา และไม่ดีขึ้นแม้พักหรือทานยาแก้ปวด ควรเข้ารับการตรวจทันที เพราะอาจสัมพันธ์กับมะเร็งตับได้


ค่าการทำงานของตับสูง (Enzyme สูง) แปลว่าเป็นมะเร็งตับแล้วใช่ไหม?

ไม่เสมอไป ค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) ที่สูงขึ้น บ่งบอกว่า "ตับกำลังมีการอักเสบ" ซึ่งอาจเกิดจากไขมันพอกตับ การกินยาบางชนิด แอลกอฮอล์ หรือไวรัสลงตับ ก็ได้ ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทันที แต่หากปล่อยให้อักเสบเรื้อรังนาน ๆ ก็จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับในอนาคต


ตรวจสุขภาพประจำปีปกติ มั่นใจได้ไหมว่าไม่เป็นมะเร็งตับ?

อาจยังไม่พอ โปรแกรมตรวจสุขภาพทั่วไปมักดูแค่ค่าการทำงานของตับ (Liver Function) ซึ่งถ้าตับยังมีเนื้อดีเหลืออยู่ ค่าเหล่านี้อาจจะยังปกติแม้จะมีก้อนมะเร็งเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ ดังนั้น หากคุณมีความเสี่ยง แนะนำให้ตรวจเจาะจงด้วยอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน ร่วมกับการตรวจค่า AFP จะช่วยคัดกรองได้แม่นยำกว่า




ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 05/05/2026

Author doctor

Dr. Poorikorn Feuangwattana

img

Specialty

Gastroenterologist

Other Specialty

-

Language Spoken

Thai, English

Contact us

Other program