มะเร็งตับ อาการ เป็นอย่างไร? ตาเหลือง ปวดหลัง ใช่โรคตับหรือไม่
ตับ เป็นอวัยวะที่ได้ชื่อว่า "อึด" และ "อดทน" ที่สุดในร่างกาย สามารถทำงานหนักได้แม้จะเหลือเนื้อตับที่ดีอยู่เพียงเล็กน้อย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมะเร็งตับ อาการในระยะแรกถึงมักเงียบ ไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ ให้เรารู้ตัวเลย
หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องรอให้เจ็บ หรือมีอาการตัวเหลืองก่อนถึงจะไปหาหมอ แต่ในความเป็นจริง เมื่อไหร่ที่ร่างกายแสดงอาการเหล่านั้นออกมา มักแปลว่าโรคได้ดำเนินไปถึงระยะลุกลาม หรือตับถูกทำลายไปมากแล้ว จึงอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้อย่างถูกต้อง ทั้งอาการที่ต้องเฝ้าระวัง ปัจจัยเสี่ยง (ที่ไม่ใช่แค่เรื่องดื่มเหล้า) และการตรวจคัดกรองที่แม่นยำ เพื่อให้เราดูแลตัวเองและคนที่รักได้ทันท่วงที
ดังนั้น หากมีอาการมะเร็งตับ ปวดหลัง หรือปวดไหล่ขวาเรื้อรัง รักษาทางกายภาพบำบัดแล้วไม่หาย และมีอาการร่วมอย่างจุกแน่นชายโครง หรืออ่อนเพลีย ควรตรวจสุขภาพตับเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
Step 1: ตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับ (Liver Function Test & Tumor Marker)
เป็นการคัดกรองเบื้องต้นที่บอกอะไรได้หลายอย่าง
เป็นการตรวจขั้นพื้นฐานที่ไม่เจ็บ และมีประสิทธิภาพดีในการคัดกรอง
หากผลตรวจเบื้องต้นพบความผิดปกติ หมออาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม
ไม่เสมอไป ค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) ที่สูงขึ้น บ่งบอกว่า "ตับกำลังมีการอักเสบ" ซึ่งอาจเกิดจากไขมันพอกตับ การกินยาบางชนิด แอลกอฮอล์ หรือไวรัสลงตับ ก็ได้ ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทันที แต่หากปล่อยให้อักเสบเรื้อรังนาน ๆ ก็จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับในอนาคต
อาจยังไม่พอ โปรแกรมตรวจสุขภาพทั่วไปมักดูแค่ค่าการทำงานของตับ (Liver Function) ซึ่งถ้าตับยังมีเนื้อดีเหลืออยู่ ค่าเหล่านี้อาจจะยังปกติแม้จะมีก้อนมะเร็งเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ ดังนั้น หากคุณมีความเสี่ยง แนะนำให้ตรวจเจาะจงด้วยอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน ร่วมกับการตรวจค่า AFP จะช่วยคัดกรองได้แม่นยำกว่า
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องรอให้เจ็บ หรือมีอาการตัวเหลืองก่อนถึงจะไปหาหมอ แต่ในความเป็นจริง เมื่อไหร่ที่ร่างกายแสดงอาการเหล่านั้นออกมา มักแปลว่าโรคได้ดำเนินไปถึงระยะลุกลาม หรือตับถูกทำลายไปมากแล้ว จึงอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้อย่างถูกต้อง ทั้งอาการที่ต้องเฝ้าระวัง ปัจจัยเสี่ยง (ที่ไม่ใช่แค่เรื่องดื่มเหล้า) และการตรวจคัดกรองที่แม่นยำ เพื่อให้เราดูแลตัวเองและคนที่รักได้ทันท่วงที
สารบัญ
- Checklist 3 สัญญาณเตือนอันตราย ที่ต้องรีบมาพบแพทย์ด่วน!
- มะเร็งตับ อาการเริ่มต้น vs ระยะลุกลาม ต่างกันอย่างไร?
- เจาะลึกอาการมะเร็งตับ ปวดหลัง และ เจ็บชายโครงขวา เกี่ยวข้องกันอย่างไร
- ระวัง! ตาเหลือง โรคตับ สัญญาณเตือนตับทำงานล้มเหลว
- ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นมะเร็งตับ? (คนไม่ดื่มเหล้าก็เป็นได้)
- วิธีตรวจคัดกรองตับที่แม่นยำ ไม่ต้องรอให้มีอาการก็ตรวจเจอได้
- ป้องกันมะเร็งตับ เริ่มต้นได้ทันที (ก่อนสายเกินไป)
- คำถามที่พบบ่อยเรื่องอาการมะเร็งตับ (FAQ)
Checklist 3 สัญญาณเตือนอันตราย ที่ต้องรีบมาพบแพทย์ด่วน!
เมื่อตับเริ่มทำงานผิดปกติ ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนออกมา หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที- ตาเหลือง ตัวเหลือง สัญญาณหลักที่บ่งบอกว่าตับมีปัญหาในการขับสารพิษ
- คลำพบก้อนใต้ชายโครงขวา อาจเป็นก้อนเนื้อ หรือตับที่โตผิดปกติ
- ท้องบวมโตผิดปกติ หรือมีอาการท้องมาน ซึ่งเกิดจากการสะสมของน้ำในช่องท้อง
มะเร็งตับ อาการเริ่มต้น vs ระยะลุกลาม ต่างกันอย่างไร?
อาการของมะเร็งตับมักไม่ชัดเจนในระยะแรก... แต่หากรอจนชัดเกินไป อาจเสียโอกาสในการรักษาที่ได้ผลดี อาการระยะแรกมักไม่ส่งสัญญาณอะไรที่จับต้องได้ แต่เมื่อก้อนเนื้อร้ายเริ่มขยายตัว หรือการทำงานของตับเริ่มแย่ลง ร่างกายจะเริ่มฟ้องด้วยอาการเหล่านี้-
อาการเตือนระยะเริ่มต้นที่คนมักมองข้าม
อาการเหล่านี้มักดูเหมือนความเจ็บป่วยทั่วไป แต่ถ้าเป็นเรื้อรังไม่หายสักที ต้องเอะใจแล้ว- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้จะนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ แต่ก็ยังรู้สึกไม่มีแรง อ่อนเพลียเรื้อรังเหมือนแบตเตอรี่เสื่อม ทำงานนิดหน่อยก็เหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุ
- แน่นท้อง จุกชายโครงขวา รู้สึกอึดอัด แน่น ๆ ตึง ๆ บริเวณชายโครงด้านขวา จุกเสียดบ่อย ๆ คล้ายอาหารไม่ย่อย แต่กินยาโรคกระเพาะแล้วไม่ดีขึ้น และเป็นแบบเรื้อรัง
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ จู่ ๆ ก็กินได้น้อยลง เห็นอาหารแล้วรู้สึกไม่อยากกิน หรืออิ่มเร็วผิดปกติ ส่งผลให้น้ำหนักตัวค่อย ๆ ลดลงทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือคุมอาหาร
-
อาการบ่งชี้ระยะลุกลาม (สัญญาณอันตราย)
เมื่อโรคพัฒนาไปมากขึ้น อาการจะชัดเจนและรุนแรงขึ้น ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที- คลำพบก้อนที่ตับ ในบางรายอาจคลำพบก้อนแข็งๆ บริเวณใต้ชายโครงขวา ซึ่งอาจเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง หรือตับที่โตขึ้น
- หน้าท้องโตขึ้น / ท้องบวม (ท้องมาน - Ascites) รูปร่างเปลี่ยนไป มีพุงยื่นออกมาผิดปกติโดยเฉพาะช่วงบน ทั้งที่แขนขาอาจจะลีบลง อาการนี้เกิดจากมีน้ำสะสมในช่องท้องเนื่องจากการทำงานของตับล้มเหลว
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปัสสาวะสีเข้มเหมือนสีชา เป็นสัญญาณชัดเจนว่าตับไม่สามารถขับสารพิษและน้ำดีได้ตามปกติ หรือท่อน้ำดีอุดตัน
- อาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ขาบวม เลือดออกง่ายหยุดยาก หรือมีอาการคันตามตัว
เจาะลึกอาการมะเร็งตับ ปวดหลัง และ เจ็บชายโครงขวา เกี่ยวข้องกันอย่างไร
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ "ปวดหลัง ปวดไหล่ เกี่ยวอะไรกับตับ?" คำตอบคือเกี่ยวข้องกันได้อย่างคาดไม่ถึง และเป็นสัญญาณที่น่าสนใจของโรคตับที่หลายคนไม่เคยทราบมาก่อนทำไมถึงเจ็บชายโครงขวา?
ตับวางตัวอยู่ใต้ชายโครงด้านขวา เมื่อมีก้อนที่ตับ หรือตับมีขนาดโตขึ้นจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง หรือมะเร็ง เยื่อหุ้มตับจะถูกดันให้ขยายตัวออก (Stretching of liver capsule) แรงดันนี้เองที่ทำให้เรารู้สึกจุก แน่น หรือเจ็บชายโครงขวาแบบตื้อ ๆทำไมถึงมีอาการมะเร็งตับ ปวดหลัง และร้าวไปไหล่ขวา?
อาการปวดหลังบริเวณซีกขวา ปวดลึกๆ หรือปวดร้าวไปไหล่ขวา เป็นอาการปวดร้าว (Referred Pain) ชนิดหนึ่ง สาเหตุเกิดจากก้อนมะเร็งหรือตับที่โตขึ้นไปเบียดดันกะบังลม (Diaphragm) ซึ่งบริเวณนั้นมีเส้นประสาทชื่อว่า Phrenic nerve อยู่ เส้นประสาทนี้เชื่อมโยงความรู้สึกผิดปกติไปยังบริเวณแผ่นหลังและหัวไหล่ขวาดังนั้น หากมีอาการมะเร็งตับ ปวดหลัง หรือปวดไหล่ขวาเรื้อรัง รักษาทางกายภาพบำบัดแล้วไม่หาย และมีอาการร่วมอย่างจุกแน่นชายโครง หรืออ่อนเพลีย ควรตรวจสุขภาพตับเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
ระวัง! ตาเหลือง โรคตับ สัญญาณเตือนตับทำงานล้มเหลว
อาการตาเหลือง โรคตับ หรือที่เรียกว่าภาวะดีซ่าน (Jaundice) เป็นสัญญาณอันตรายที่ฟ้องว่าระบบการทำงานของตับกำลังล้มเหลว ภาวะนี้เกิดจากการที่ตับไม่สามารถดักจับและขับสารสีเหลืองที่เรียกว่า "บิลิรูบิน" (Bilirubin) ออกจากร่างกายผ่านทางน้ำดีได้ตามปกติ ทำให้สารนี้ตกค้างและซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อาการตาเหลืองเป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงความผิดปกติหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ภาวะตับแข็ง หรือก้อนเนื้อมะเร็งตับที่ลุกลามจนทำลายเซลล์ตับไปเป็นจำนวนมาก หากพบอาการนี้ควรรีบพบแพทย์ทันทีใครบ้างที่เสี่ยงเป็นมะเร็งตับ? (คนไม่ดื่มเหล้าก็เป็นได้)
ความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่า "กินเหล้าเท่ากับเป็นมะเร็งตับ" นั้นถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะในปัจจุบัน เราพบผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนมากที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลย แต่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ แฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว ลองเช็กดูนะว่าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้หรือไม่?- ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี นี่คือสาเหตุอันดับ 1 ของมะเร็งตับในประเทศไทย ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บีเรื้อรัง มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปมาก และมักไม่มีอาการเตือนจนกว่าโรคจะรุนแรง
- ผู้ป่วยโรคตับแข็ง (Cirrhosis) ไม่ว่าจะเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ หรือสาเหตุอื่น ตับแข็ง คือสภาพที่เนื้อตับกลายเป็นพังผืดและแผลเป็น ทำให้เซลล์ตับเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ง่าย
- ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver) ภัยเงียบของคนยุคใหม่ที่ทานแป้ง น้ำตาล และไขมันสูง แม้ไม่ดื่มเหล้า แต่ไขมันที่แทรกในตับก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับได้
- ผู้ที่ได้รับสารพิษอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เชื้อราที่มักปนเปื้อนในถั่วลิสงป่น พริกแห้ง หรือธัญพืชที่เก็บรักษาไม่ดี การได้รับสารนี้สะสมนาน ๆ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ
- พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นมะเร็งตับ คุณอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น
- โรคมะเร็งท่อน้ำดี ผู้ที่มีประวัติกินปลาน้ำจืดดิบ เสี่ยงต่อพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) ที่มักถูกเหมารวมว่าเป็นมะเร็งตับ แต่เกิดที่ท่อน้ำดีในตับ
วิธีตรวจคัดกรองตับที่แม่นยำ ไม่ต้องรอให้มีอาการก็ตรวจเจอได้
การตรวจสุขภาพตับสามารถช่วยให้เรารู้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือมีอาการผิดปกติไม่ชัดเจน หมอจะใช้วิธีการตรวจแบบผสมผสานเพื่อความแม่นยำที่สุดStep 1: ตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับ (Liver Function Test & Tumor Marker)
เป็นการคัดกรองเบื้องต้นที่บอกอะไรได้หลายอย่าง
- AST/ ALT บอกระดับการอักเสบว่าตับกำลังถูกทำลายหรือไม่
- ALP ประเมินภาวะท่อลำเลียงน้ำดีอุดตัน
- Bilirubin ช่วยประเมินภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง
- ค่า AFP (สารบ่งชี้มะเร็ง) หรือ Alpha-Fetoprotein ค่าที่สูงกว่าปกติ อาจสัมพันธ์กับมะเร็งตับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีไวรัสตับอักเสบหรือตับแข็ง แต่ต้องวินิจฉัยร่วมกับการทำ Imaging เสมอ
เป็นการตรวจขั้นพื้นฐานที่ไม่เจ็บ และมีประสิทธิภาพดีในการคัดกรอง
- ช่วยดูรูปร่างและขนาดของตับ
- ดูความเรียบของผิวตับ (ผิวขรุขระอาจบ่งบอกถึงตับแข็ง)
- ค้นหาก้อนที่ตับ หรือถุงน้ำ
- ดูนิ่วในถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดี
หากผลตรวจเบื้องต้นพบความผิดปกติ หมออาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม
- ไฟโบรสแกน (FibroScan) ใช้คลื่นเสียงตรวจวัดระดับไขมันเกาะตับและภาวะพังผืดในตับ แทนการเจาะเนื้อตับ
- CT Scan หรือ MRI ตับ ในกรณีที่พบก้อนผิดปกติ เพื่อดูรายละเอียดของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงก้อนเนื้อ ช่วยแยกโรคระหว่างเนื้องอกธรรมดา มะเร็งตับ หรือ มะเร็งท่อน้ำดี ได้อย่างชัดเจน
ป้องกันมะเร็งตับ เริ่มต้นได้ทันที (ก่อนสายเกินไป)
ข่าวดีคือ มะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่ "ป้องกันได้" หากเรารู้ทัน ไม่จำเป็นต้องรอให้มีมะเร็งตับ อาการชัดเจนจึงจะมาตรวจ การรู้ก่อน ย่อมให้โอกาสในการดูแลรักษาได้ดีกว่าเสมอ- ฉีดวัคซีน ป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี หากคุณยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
- ปรับพฤติกรรมการกิน เลี่ยงของหมักดอง อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ (ป้องกันพยาธิใบไม้ตับ) และระวังเชื้อราในอาหารแห้ง
- ลดแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ เพื่อลดภาระการทำงานของตับ
- คุมน้ำหนัก ป้องกันภาวะไขมันพอกตับ
- ตรวจเช็กตับปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง ควรตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน และเจาะเลือดดู ค่า AFP ทุก ๆ 6-12 เดือนตามคำแนะนำแพทย์
คำถามที่พบบ่อยเรื่องอาการมะเร็งตับ (FAQ)
มะเร็งตับ มีอาการ "คันตามตัว" จริงหรือเปล่า? เกิดจากอะไร?
หากปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดลึกบริเวณหลังขวา หรือปวดร้าวไปไหล่ขวา และไม่ดีขึ้นแม้พักหรือทานยาแก้ปวด ควรเข้ารับการตรวจทันที เพราะอาจสัมพันธ์กับมะเร็งตับได้
ค่าการทำงานของตับสูง (Enzyme สูง) แปลว่าเป็นมะเร็งตับแล้วใช่ไหม?
ไม่เสมอไป ค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) ที่สูงขึ้น บ่งบอกว่า "ตับกำลังมีการอักเสบ" ซึ่งอาจเกิดจากไขมันพอกตับ การกินยาบางชนิด แอลกอฮอล์ หรือไวรัสลงตับ ก็ได้ ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทันที แต่หากปล่อยให้อักเสบเรื้อรังนาน ๆ ก็จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับในอนาคต
ตรวจสุขภาพประจำปีปกติ มั่นใจได้ไหมว่าไม่เป็นมะเร็งตับ?
อาจยังไม่พอ โปรแกรมตรวจสุขภาพทั่วไปมักดูแค่ค่าการทำงานของตับ (Liver Function) ซึ่งถ้าตับยังมีเนื้อดีเหลืออยู่ ค่าเหล่านี้อาจจะยังปกติแม้จะมีก้อนมะเร็งเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ ดังนั้น หากคุณมีความเสี่ยง แนะนำให้ตรวจเจาะจงด้วยอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน ร่วมกับการตรวจค่า AFP จะช่วยคัดกรองได้แม่นยำกว่า
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
Medical Center: Gastrointestinal and Liver Center
Publish date desc: 05/05/2026
Author doctor
Dr. Poorikorn Feuangwattana
Specialty
Gastroenterologist






