ตรวจพบ "ก้อนเนื้อที่ตับ" อันตรายแค่ไหน? รู้จัก Hemangioma และวิธีแยกแยะจากเนื้อร้าย
หลายคนที่ไปตรวจสุขภาพประจำปี แล้วมีการทำอัลตราซาวด์ตับ อาจต้องตกใจเมื่อแพทย์แจ้งว่าตรวจพบก้อนเนื้อที่ตับ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโรคร้ายอย่างมะเร็งตับ ในความเป็นจริงแล้ว ก้อนเนื้อที่พบนั้นมีทั้งแบบที่ไม่อันตรายและอันตราย เพื่อให้คุณคลายความกังวลและรับมือได้อย่างเหมาะสม การเข้าใจว่าก้อนเนื้อแต่ละชนิดคืออะไร โดยเฉพาะ เนื้องอกในตับ หรือ Hemangioma ชนิดธรรมดาที่พบได้บ่อย ว่ามีความแตกต่างจากเนื้อร้ายอย่างไรบ้าง
สารบัญ
- ก้อนเนื้อที่ตับ (Liver Mass) และเนื้องอกในตับ คืออะไร?
- รู้จัก Hemangioma (เนื้องอกหลอดเลือด) ก้อนเนื้อในตับที่พบได้บ่อยที่สุด
- ก้อนเนื้อแบบธรรมดา กับ มะเร็งตับ แตกต่างกันอย่างไร?
- สัญญาณเตือน! อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าก้อนเนื้ออาจเป็นอันตราย
- คำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
ก้อนเนื้อที่ตับ (Liver Mass) และเนื้องอกในตับ คืออะไร?
คำว่าเนื้องอกในตับ (Liver Tumor) หรือก้อนที่ตับ เป็นคำกลาง ๆ ทางการแพทย์ที่ใช้เรียกกลุ่มเซลล์ในตับที่มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวมากผิดปกติจนจับตัวกันเป็นก้อน ซึ่งเมื่อตรวจพบแพทย์จะทำการวินิจฉัยแยกโรคออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
- เนื้องอกชนิดธรรมดา (Benign Tumor) คือ ก้อนเนื้อที่ไม่ใช่เนื้อร้าย เติบโตช้า ไม่ลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ และไม่ทำลายเนื้อเยื่อตับที่อยู่รอบข้าง ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น ซีสต์ในตับ หรือเนื้องอกหลอดเลือด
- เนื้องอกชนิดร้ายแรง (Malignant Tumor) คือ ก้อนเนื้อที่เป็นเนื้อร้ายหรือเซลล์มะเร็ง สามารถลุกลาม เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำลายเนื้อเยื่อตับที่ปกติและสามารถกระจายตัวไปยังอวัยวะอื่น ๆ ได้

รู้จัก Hemangioma (เนื้องอกหลอดเลือด) ก้อนเนื้อในตับที่พบได้บ่อยที่สุด
หากผลการทำอัลตราซาวด์ตับระบุว่าก้อนเนื้อที่คุณเป็น คือ ฮีแมงจิโอมา (Hemangioma) ขอให้คุณเบาใจได้เลย เพราะนี่คือเนื้องอกหลอดเลือดซึ่งเป็นเนื้องอกในตับชนิดธรรมดาที่พบได้บ่อย โดยพบได้ถึง 5-20% ของประชากรทั่วไป ลักษณะของ Hemangioma เกิดจากการรวมตัวกันของเส้นเลือดฝอยที่เจริญเติบโตผิดปกติจนเป็นก้อน ดังนั้นก้อนเนื้อที่ตับชนิดนี้ไม่ใช่เนื้อร้าย ไม่มีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นและแทบจะไม่มีโอกาสกลายพันธุ์ไปเป็นมะเร็งตับในอนาคต ส่วนใหญ่มักมีขนาดเล็ก ไม่เป็นอันตรายและไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใด ๆ ผู้ป่วยจึงสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยอาจตรวจติดตามขนาดเป็นระยะ ๆ เท่านั้น
ก้อนเนื้อแบบธรรมดา กับ มะเร็งตับ แตกต่างกันอย่างไร?
เพื่อให้เห็นภาพของโรคนี้ชัดเจนขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างก้อนเนื้อธรรมดากับเนื้อร้ายได้ดังนี้
-
ความเร็วในการเติบโต
เนื้องอกธรรมดามักจะมีขนาดคงที่หรือใช้เวลาหลายปีกว่าจะโตขึ้นเพียงเล็กน้อย ในขณะที่เนื้อร้ายจะมีอัตราการแบ่งเซลล์และโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด - ขอบเขตของก้อนเนื้อ
ก้อนเนื้อธรรมดาจะมีขอบเขตที่ชัดเจน มีเปลือกหุ้มและอยู่เฉพาะที่ แต่ถ้าเป็นมะเร็งขอบเขตมักจะไม่เรียบเนียนและจะแทรกซึมเข้าไปทำลายเซลล์ตับดี ๆ ที่อยู่รอบข้าง - ผลกระทบต่อร่างกาย
เนื้องอกธรรมดามักไม่ไปรบกวนการทำงานของตับ จึงไม่ทำให้ค่าตับผิดปกติ แต่ถ้าเป็นเซลล์มะเร็ง มักจะส่งผลให้ค่าการทำงานของตับเสียไป
ซึ่งการจะฟันธงว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นแบบใด ต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่อง CT Scan หรือ MRI
สัญญาณเตือน! อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าก้อนเนื้ออาจเป็นอันตราย
แม้ว่าก้อนเนื้อชนิดธรรมดาจะไม่มีอาการ แต่หากคุณคลำพบก้อนหรือมีอาการร่วมดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติที่อันตรายและควรได้รับการวินิจฉัย
- มีอาการปวด จุก หรือแน่นท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา
- มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผลเลือดพบค่าตับผิดปกติ เช่น ค่า AST, ALT หรือค่าความสมบูรณ์ของตับผิดปกติ
- มีประวัติส่วนตัวหรือคนในครอบครัวเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ไขมันพอกตับ หรือมีภาวะตับแข็ง
แม้คุณจะไม่มีอาการใด ๆ แต่หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แนะนำให้ทำอัลตราซาวด์ตับและตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) ควบคู่ไปกับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
คำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
หากผลการตรวจสุขภาพประจำปีหรือการทำอัลตราซาวด์บ่งชี้ว่าพบก้อนเนื้อที่ตับ อย่าเพิ่งวิตกกังวลจนเกินเหตุ เพราะจากสถิติทางการแพทย์พบว่า กว่า 70-80% ของก้อนที่เจอมักเป็นก้อนเนื้อชนิดธรรมดาที่ไม่อันตราย เช่น Hemangioma หรือซีสต์ในตับ อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยและเพื่อความแน่ใจ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีความละเอียดสูง เช่น CT Scan หรือ MRI และรับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านโรคตับ เพื่อแยกแยะก้อนเนื้อให้ชัดเจน และวางแผนการติดตามอาการหรือการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777






