มะเร็งตับ อาการ เป็นอย่างไร? ปวดหลัง ตาเหลือง โรคตับแล้วใช่ไหม?
มะเร็งตับ อาการในช่วงแรกมักจะไม่ค่อยเด่นชัด จนก้อนเริ่มโตขึ้น ถึงเริ่มแสดงออกมา โดยอาการหลัก ๆ คือ อ่อนเพลีย น้ำหนักลงมากผิดปกติ ท้องอืด ปวดตรงชายโครงด้านขวา ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คลำพบก้อน ท้องบวม ปัสสาวะสีเข้ม หมายถึงโรคนี้ได้มาถึงระยะลุกลามแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วอาการข้างต้น รวมถึงอาการตัวเหลือง ตาเหลือง โรคตับชนิดอื่น ๆ ก็สามารถทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้เช่นกัน เช่น ไขมันพอกตับ ตับแข็ง โรคตับอักเสบ ไวรัสตับอักเสบ A, B, C, D และ E รวมถึงนิ่วในท่อน้ำดี ในวันนี้โรงพยาบาลวิชัยยุทธจึงอยากจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจกันจริง ๆ ว่า มะเร็งตับ อาการเริ่มต้น vs ระยะลุกลาม ต่างกันยังไง
สารบัญ
- Checklist 3 สัญญาณเตือนอันตราย ที่ต้องรีบมาพบแพทย์ด่วน!
- มะเร็งตับ อาการเริ่มต้น vs ระยะลุกลาม ต่างกันอย่างไร?
- เจาะลึกอาการมะเร็งตับ ปวดหลัง และ เจ็บชายโครงขวา เกี่ยวข้องกันอย่างไร
- ระวัง! ตาเหลือง โรคตับ สัญญาณเตือนตับทำงานล้มเหลว
- ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นมะเร็งตับ? (คนไม่ดื่มเหล้าก็เป็นได้)
- วิธีตรวจคัดกรองตับที่แม่นยำ ไม่ต้องรอให้มีอาการก็ตรวจเจอได้
- ป้องกันมะเร็งตับ เริ่มต้นได้ทันที (ก่อนสายเกินไป)
- คำถามที่พบบ่อยเรื่องอาการมะเร็งตับ (FAQ)
Checklist 3 สัญญาณเตือนอันตราย ที่ต้องรีบมาพบแพทย์ด่วน!
เมื่อตับเริ่มทำงานผิดปกติ ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนออกมา หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที- ตาเหลือง ตัวเหลือง สัญญาณหลักที่บ่งบอกว่าตับมีปัญหาในการขับสารพิษ
- คลำพบก้อนใต้ชายโครงขวา อาจเป็นก้อนเนื้อ หรือตับที่โตผิดปกติ
- ท้องบวมโตผิดปกติ หรือมีอาการท้องมาน ซึ่งเกิดจากการสะสมของน้ำในช่องท้อง
มะเร็งตับ อาการเริ่มต้น vs ระยะลุกลาม ต่างกันอย่างไร?
อาการของมะเร็งตับมักไม่ชัดเจนในระยะแรก... แต่หากรอจนชัดเกินไป อาจเสียโอกาสในการรักษาที่ได้ผลดี อาการระยะแรกมักไม่ส่งสัญญาณอะไรที่จับต้องได้ แต่เมื่อก้อนเนื้อร้ายเริ่มขยายตัว หรือการทำงานของตับเริ่มแย่ลง ร่างกายจะเริ่มฟ้องด้วยอาการเหล่านี้-
อาการเตือนระยะเริ่มต้นที่คนมักมองข้าม
อาการเหล่านี้มักดูเหมือนความเจ็บป่วยทั่วไป แต่ถ้าเป็นเรื้อรังไม่หายสักที ต้องเอะใจแล้ว- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้จะนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ แต่ก็ยังรู้สึกไม่มีแรง อ่อนเพลียเรื้อรังเหมือนแบตเตอรี่เสื่อม ทำงานนิดหน่อยก็เหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุ
- แน่นท้อง จุกชายโครงขวา รู้สึกอึดอัด แน่น ๆ ตึง ๆ บริเวณชายโครงด้านขวา จุกเสียดบ่อย ๆ คล้ายอาหารไม่ย่อย แต่กินยาโรคกระเพาะแล้วไม่ดีขึ้น และเป็นแบบเรื้อรัง
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ จู่ ๆ ก็กินได้น้อยลง เห็นอาหารแล้วรู้สึกไม่อยากกิน หรืออิ่มเร็วผิดปกติ ส่งผลให้น้ำหนักตัวค่อย ๆ ลดลงทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือคุมอาหาร
-
อาการบ่งชี้ระยะลุกลาม (สัญญาณอันตราย)
เมื่อโรคพัฒนาไปมากขึ้น อาการจะชัดเจนและรุนแรงขึ้น ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที- คลำพบก้อนที่ตับ ในบางรายอาจคลำพบก้อนแข็งๆ บริเวณใต้ชายโครงขวา ซึ่งอาจเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง หรือตับที่โตขึ้น
- หน้าท้องโตขึ้น / ท้องบวม (ท้องมาน - Ascites) รูปร่างเปลี่ยนไป มีพุงยื่นออกมาผิดปกติโดยเฉพาะช่วงบน ทั้งที่แขนขาอาจจะลีบลง อาการนี้เกิดจากมีน้ำสะสมในช่องท้องเนื่องจากความดันตับสูง
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปัสสาวะสีเข้มเหมือนสีชา เป็นสัญญาณชัดเจนว่าตับไม่สามารถขับสารพิษและน้ำดีได้ตามปกติ หรือท่อน้ำดีอุดตัน
- อาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ขาบวม เลือดออกง่ายหยุดยาก หรือมีอาการคันตามตัว
เจาะลึกอาการมะเร็งตับ ปวดหลัง และ เจ็บชายโครงขวา เกี่ยวข้องกันอย่างไร
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ "ปวดหลัง ปวดไหล่ เกี่ยวอะไรกับตับ? คำตอบคือเกี่ยวข้องกันได้อย่างคาดไม่ถึง และเป็นสัญญาณที่น่าสนใจของโรคตับที่หลายคนไม่เคยทราบมาก่อนทำไมถึงเจ็บชายโครงขวา?
ตับวางตัวอยู่ใต้ชายโครงด้านขวา เมื่อมีก้อนที่ตับ หรือตับมีขนาดโตขึ้นจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง หรือมะเร็ง เยื่อหุ้มตับจะถูกดันให้ขยายตัวออก (Stretching of liver capsule) แรงดันนี้เองที่ทำให้เรารู้สึกจุก แน่น หรือเจ็บชายโครงขวาแบบตื้อ ๆทำไมถึงมีอาการมะเร็งตับ ปวดหลัง และร้าวไปไหล่ขวา?
อาการปวดหลังบริเวณซีกขวา ปวดลึกๆ หรือปวดร้าวไปไหล่ขวา เป็นอาการปวดร้าว (Referred Pain) ชนิดหนึ่ง สาเหตุเกิดจากก้อนมะเร็งหรือตับที่โตขึ้นไปเบียดดันกะบังลม (Diaphragm) ซึ่งบริเวณนั้นมีเส้นประสาทชื่อว่า Phrenic nerve อยู่ เส้นประสาทนี้เชื่อมโยงความรู้สึกผิดปกติไปยังบริเวณแผ่นหลังและหัวไหล่ขวาดังนั้น หากมีอาการมะเร็งตับ ปวดหลัง หรือปวดไหล่ขวาเรื้อรัง รักษาทางกายภาพบำบัดแล้วไม่หาย และมีอาการร่วมอย่างจุกแน่นชายโครง หรืออ่อนเพลีย ควรตรวจสุขภาพตับเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
ระวัง! ตาเหลือง โรคตับ สัญญาณเตือนตับทำงานล้มเหลว
อาการตาเหลือง โรคตับ หรือที่เรียกว่าภาวะดีซ่าน (Jaundice) เป็นสัญญาณอันตรายที่ฟ้องว่าระบบการทำงานของตับกำลังล้มเหลว ภาวะนี้เกิดจากการที่ตับไม่สามารถดักจับและขับสารสีเหลืองที่เรียกว่า "บิลิรูบิน" (Bilirubin) ออกจากร่างกายผ่านทางน้ำดีได้ตามปกติ ทำให้สารนี้ตกค้างและซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อาการตาเหลืองเป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงความผิดปกติหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ภาวะตับแข็ง หรือก้อนเนื้อมะเร็งตับที่ลุกลามจนทำลายเซลล์ตับไปเป็นจำนวนมาก หากพบอาการนี้ควรรีบพบแพทย์ทันทีนอกจากมะเร็งตับแล้ว อาการตาเหลือง เกิดจากโรคตับอะไรได้บ้าง
นอกจากมะเร็ง อาการตาเหลืองที่เกิดจากโรคตับสามารถเป็นโรคอื่น ๆ ได้ ดังนี้ ไวรัสตับอักเสบเอ, บี, ซี ตับแข็ง ไขมันพอกตับระยะรุนแรง และท่อน้ำดีอุดตัน
ไวรัสตับอักเสบเอ, บี, ซี
ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี จะมีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ มีไข้ต่ำ ๆ จุกแน่นใต้ชายโครงด้านขวา ปัสสาวะสีชา ตัวเหลือง และตาเหลือง
ตับแข็ง
จะรู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลด ท้องอืด ตัวเหลือง ท้องโต มีเลือดออกง่ายกว่าปกติ เลือดออกตามไรฟัน คันตามผิวหนัง มีรอยฟกช้ำ
ไขมันพอกตับระยะรุนแรง
ไขมันพอกตับระยะรุนแรงจะมีพังผืด อ่อนเพลียรุนแรง อึดอัด แน่น ตึงบริเวณใต้ชายโครงฝั่งขวา ภาวะดีซ่าน มีน้ำคั่งในช่องท้อง ทำให้ท้องโต ขา ข้อเท้าบวม อาหารไม่ย่อย และอาจส่งผลให้เกิดภาวะสับสน มึนงง
ท่อน้ำดีอุดตัน
ท่อน้ำดีอุดตัน จะมีสิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระมีสีซีด คันตามผิวหนัง โดยมีสาเหตุมาจากเกลือน้ำดีที่สะสมในกระแสเลือด
ตาเหลืองแบบไหนอันตราย vs ไม่อันตราย
| แบบไม่อันตราย | แบบอันตราย |
|---|---|
|
|
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นมะเร็งตับ? (คนไม่ดื่มเหล้าก็เป็นได้)
ความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่า "กินเหล้าเท่ากับเป็นมะเร็งตับ" นั้นถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะในปัจจุบัน เราพบผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนมากที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลย แต่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ แฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว ลองเช็กดูนะว่าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้หรือไม่?- ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี นี่คือสาเหตุอันดับ 1 ของมะเร็งตับในประเทศไทย ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บีเรื้อรัง มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปมาก และมักไม่มีอาการเตือนจนกว่าโรคจะรุนแรง
- ผู้ป่วยโรคตับแข็ง (Cirrhosis) ไม่ว่าจะเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ หรือสาเหตุอื่น ตับแข็ง คือสภาพที่เนื้อตับกลายเป็นพังผืดและแผลเป็น ทำให้เซลล์ตับเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ง่าย
- ภาวะตับคั่งไขมัน (Fatty Liver) ภัยเงียบของคนยุคใหม่ที่ทานแป้ง น้ำตาล และไขมันสูง แม้ไม่ดื่มเหล้า แต่ไขมันที่แทรกในตับก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับได้
- ผู้ที่ได้รับสารพิษอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เชื้อราที่มักปนเปื้อนในถั่วลิสงป่น พริกแห้ง หรือธัญพืชที่เก็บรักษาไม่ดี การได้รับสารนี้สะสมนาน ๆ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ
- พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นมะเร็งตับ คุณอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น
- โรคมะเร็งท่อน้ำดี ผู้ที่มีประวัติกินปลาน้ำจืดดิบ เสี่ยงต่อพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) ที่มักถูกเหมารวมว่าเป็นมะเร็งตับ แต่เกิดที่ท่อน้ำดีในตับ
วิธีตรวจคัดกรองตับที่แม่นยำ ไม่ต้องรอให้มีอาการก็ตรวจเจอได้
การตรวจสุขภาพตับสามารถช่วยให้เรารู้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือมีอาการผิดปกติไม่ชัดเจน หมอจะใช้วิธีการตรวจแบบผสมผสานเพื่อความแม่นยำที่สุดStep 1: ตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับ (Liver Function Test & Tumor Marker)
เป็นการคัดกรองเบื้องต้นที่บอกอะไรได้หลายอย่าง
- AST/ ALT บอกระดับการอักเสบว่าตับกำลังถูกทำลายหรือไม่
- ALP ประเมินภาวะท่อน้ำดีอุดตัน
- Bilirubin ช่วยประเมินภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง
- ค่า AFP (สารบ่งชี้มะเร็ง) หรือ Alpha-Fetoprotein ค่าที่สูงกว่าปกติ อาจสัมพันธ์กับมะเร็งตับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีไวรัสตับอักเสบหรือตับแข็ง แต่ต้องวินิจฉัยร่วมกับการทำภาพวินิจฉัยเสมอ
เป็นการตรวจขั้นพื้นฐานที่ไม่เจ็บ และมีประสิทธิภาพดีในการคัดกรอง
- ช่วยดูรูปร่างและขนาดของตับ
- ดูความเรียบของผิวตับ (ผิวขรุขระอาจบ่งบอกถึงตับแข็ง)
- ค้นหาก้อนที่ตับ หรือถุงน้ำ
- ดูนิ่วในถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดี
หากผลตรวจเบื้องต้นพบความผิดปกติ หมออาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม
- ไฟโบรสแกน (FibroScan) ใช้คลื่นเสียงตรวจวัดระดับไขมันเกาะตับและภาวะพังผืดในตับ แทนการเจาะเนื้อตับ
- CT Scan หรือ MRI ตับ ในกรณีที่พบก้อนผิดปกติ เพื่อดูรายละเอียดของก้อนเนื้อ ช่วยแยกโรคระหว่างเนื้องอกธรรมดา มะเร็งตับ หรือมะเร็งท่อน้ำดีได้อย่างชัดเจน
ป้องกันมะเร็งตับ เริ่มต้นได้ทันที (ก่อนสายเกินไป)
ข่าวดีคือ มะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่ "ป้องกันได้" หากเรารู้ทัน ไม่จำเป็นต้องรอให้มีมะเร็งตับ อาการชัดเจนจึงจะมาตรวจ การรู้ก่อน ย่อมให้โอกาสในการดูแลรักษาได้ดีกว่าเสมอ- ฉีดวัคซีน ป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี หากคุณยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
- ปรับพฤติกรรมการกิน เลี่ยงของหมักดอง อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ (ป้องกันพยาธิใบไม้ตับ) และระวังเชื้อราในอาหารแห้ง
- ลดแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ เพื่อลดภาระการทำงานและการอักเสบของตับ
- คุมน้ำหนัก ป้องกันภาวะตับคั่งไขมัน
- ตรวจเช็กตับปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง ควรตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน และเจาะเลือดดู ค่า AFP ทุก ๆ 6-12 เดือนตามคำแนะนำแพทย์
คำถามที่พบบ่อยเรื่องอาการมะเร็งตับ (FAQ)
มะเร็งตับ มีอาการ "คันตามตัว" จริงหรือเปล่า? เกิดจากอะไร?
หากปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดลึกบริเวณหลังขวา หรือปวดร้าวไปไหล่ขวา และไม่ดีขึ้นแม้พักหรือทานยาแก้ปวด ควรเข้ารับการตรวจทันที เพราะอาจสัมพันธ์กับมะเร็งตับได้
เอนไซม์ตับสูง (Enzyme สูง) แปลว่าเป็นมะเร็งตับแล้วใช่ไหม?
ไม่เสมอไป ค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) ที่สูงขึ้น บ่งบอกว่า "ตับกำลังมีการอักเสบ" ซึ่งอาจเกิดจากตับคั่งไขมัน การกินยาบางชนิด แอลกอฮอล์ หรือไวรัสตับอักเสบ ก็ได้ ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทันที แต่หากปล่อยให้อักเสบเรื้อรังนาน ๆ ก็จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับในอนาคต
ตรวจสุขภาพประจำปีปกติ มั่นใจได้ไหมว่าไม่เป็นมะเร็งตับ?
อาจยังไม่พอ โปรแกรมตรวจสุขภาพทั่วไปมักดูแค่ค่าการทำงานของตับ (Liver Function) ซึ่งถ้าตับยังมีเนื้อดีเหลืออยู่ ค่าเหล่านี้อาจจะยังปกติแม้จะมีก้อนมะเร็งเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ ดังนั้น หากคุณมีความเสี่ยง แนะนำให้ตรวจเจาะจงด้วยอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน ร่วมกับการตรวจค่า AFP จะช่วยคัดกรองได้แม่นยำกว่าตาเหลืองเกิดจากตับอย่างเดียวหรือไม่
ตาเหลืองไม่ได้เกิดจากปัญหาตับเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดจากถุงน้ำดี ท่อน้ำดี โรคที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเลือด และเกิดจากโรคทางพันธุกรรมได้ด้วยเช่นกัน
ตาเหลืองเกิดจากอะไร
ตาเหลืองเกิดจากสารสีเหลือง “บิลิรูบิน (Bilirubin)” ที่สะสมในเลือดมากผิดปกติ บ่งบอกถึงความผิดปกติของท่อน้ำดี ตับ หรือเม็ดเลือดแดง
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777





