มะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนปลายต่างกับส่วนต้นยังไง?
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ที่พบบ่อยในคนไทย แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่ามะเร็งชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายตำแหน่งของลำไส้ ซึ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Sigmoid Colon และ Rectum) และมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Ascending Colon) นั้น มีลักษณะการก่อตัวและอาการแจ้งเตือนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายพบได้บ่อยมากถึง 60–70% ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยมักแสดงอาการเด่นชัด เช่น ขับถ่ายเป็นเลือดสดหรือขนาดก้อนอุจจาระลีบเล็กลงผิดปกติ ในขณะที่มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนต้นมักจะซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบและไม่แสดงอาการใด ๆ จนกว่าโรคจะลุกลามเข้าสู่ระยะรุนแรง การทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของจุดกำเนิดโรค ปัจจัยเสี่ยง รวมถึงการสังเกตความผิดปกติของร่างกาย จะช่วยให้คุณและคนที่คุณรักสามารถรับมือ ตรวจคัดกรองหามะเร็งลำไส้และเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่จะสายเกินไป
สารบัญ
- ลำไส้ใหญ่แบ่งออกเป็นกี่ส่วน?
- ส่วนปลาย vs. ส่วนต้น อาการต่างกันอย่างไร?
- ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ต้องรู้
- การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรเริ่มตอนไหน?
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ลำไส้ใหญ่แบ่งออกเป็นกี่ส่วน?
โดยปกติแล้วลำไส้ใหญ่ของคนเราจะถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนก็มีหน้าที่และตำแหน่งที่ตั้งแตกต่างกันออกไป
กายวิภาคลำไส้ใหญ่
ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์มีความยาวรวมประมาณ 1.5 เมตร ทำหน้าที่หลักในการดูดซึมน้ำและอิเล็กโทรไลต์กลับเข้าสู่ร่างกายจากกากอาหารที่เหลือจากการย่อย โดยเราสามารถแบ่งโครงสร้างของลำไส้ใหญ่ตามทางเดินอาหารได้ดังนี้
- ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น Cecum และ Ascending Colon อยู่บริเวณท้องด้านขวาล่างไปจนถึงใต้ชายโครงขวา
- ลำไส้ใหญ่ส่วนขวาง Transverse Colon พาดผ่านช่องท้องจากขวาไปซ้าย
- ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย Descending, Sigmoid Colon และ Rectum ทอดตัวลงมาทางช่องท้องด้านซ้ายไปจนถึงลำไส้ตรง (Rectum) ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายก่อนกากอาหารจะถูกขับถ่ายออกจากร่างกายผ่านทวารหนัก

ส่วนปลาย vs. ส่วนต้น อาการต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างของตำแหน่งที่เกิดรอยโรค ส่งผลให้ลักษณะอาการของผู้ป่วยแตกต่างกันอย่างชัดเจน การสังเกตความผิดปกติเหล่านี้จะช่วยประเมินได้ว่าก้อนมะเร็งอาจซ่อนอยู่บริเวณใด ดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้
| หัวข้อสังเกต | มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Sigmoid / Rectum) | มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Ascending / Cecum) |
|---|---|---|
| อาการเลือดออก | มักมีเลือดสีแดงสดปนออกมา กับอุจจาระอย่างเห็นได้ชัด |
เลือดมักมีสีคล้ำมืดปะปนในเนื้ออุจจาระจนอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า |
| ขนาดอุจจาระ | เล็กลงลีบแบนเหมือนแท่งดินสอ เพราะก้อนเนื้ออุดตันทางออก |
ขนาดมักไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก |
| พฤติกรรมการขับถ่าย | เกิดภาวะท้องผูกกะทันหันหรือ ท้องผูกสลับท้องเสีย |
มักไม่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่ายจนกว่าโรคจะลุกลาม |
| ภาวะซีด โลหิตจาง |
พบได้น้อยกว่า | พบบ่อยมาก เพราะมีการเสียเลือดเรื้อรัง อย่างช้า ๆ ในลำไส้ |
| การคลำพบก้อนเนื้อ | มักคลำพบก้อนบริเวณ หน้าท้องน้อยด้านซ้าย |
มักคลำพบก้อนบริเวณ หน้าท้องด้านขวาล่าง |
| การส่องกล้องวินิจฉัย | ใช้ Rectoscopy ตรวจรอยโรคส่วนปลายหรือ ใช้ Colonoscopy ได้ |
จำเป็นต้องใช้ Colonoscopy เพื่อเข้าไปให้ถึงลำไส้ส่วนต้น |
| การประเมินความรุนแรง | ใช้ CT Scan ประเมินขนาดก้อนเนื้อ และตรวจสอบการกระจายตัวของโรค | ใช้ CT Scan ประเมินขนาดก้อนเนื้อ และตรวจสอบการกระจายตัวของโรค |
ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ต้องรู้
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่มาจากทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิตและพันธุกรรม การทำความเข้าใจความเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและป้องกันโรคได้อย่างเหมาะสม โดยปัจจัยเสี่ยงแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
ปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ (พฤติกรรม)
- อาหารการกิน การบริโภคเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน มากกว่า 500 กรัมต่อสัปดาห์ จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ถึง 17% (ข้อมูลอ้างอิงจาก WHO, 2015)
- ภาวะโรคอ้วน ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 30 จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า
- แอลกอฮอล์และบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 3 ดื่มมาตรฐานต่อวัน และการสูบบุหรี่จัด เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
- ขาดการออกกำลังกาย การมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง นั่งนาน ทำให้ลำไส้บีบตัวช้าและกักเก็บของเสียไว้นานขึ้น
ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ (พันธุกรรมและร่างกาย)
- อายุ ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในผู้ที่มี อายุ 45–50 ปีขึ้นไป
- ประวัติครอบครัว เช่น มีพ่อแม่หรือพี่น้องสายตรงเคยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
- โรคทางพันธุกรรม เช่น โรค Lynch Syndrome หรือ FAP ที่ทำให้เกิดติ่งเนื้อจำนวนมากตั้งแต่อายุน้อย
- โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น Ulcerative Colitis หรือ Crohn's disease ซึ่งเป็นกลุ่มโรคทางเดินอาหาร ที่ทำให้เยื่อบุลำไส้อักเสบซ้ำ ๆ

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรเริ่มตอนไหน?
เพื่อป้องกันไม่ให้ติ่งเนื้อพัฒนาเป็นมะเร็ง องค์กรการแพทย์สากลแนะนำให้เริ่มการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตามตารางนี้
| วิธีการตรวจคัดกรอง | เหมาะสำหรับใคร? | ความถี่ที่แนะนำ |
|---|---|---|
| การตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ (FOBT) |
บุคคลทั่วไปที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป | ตรวจคัดกรองทุกปี |
| การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) | อายุ 45 ปีขึ้นไปหรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมีประวัติครอบครัว | ทุก 5-10 ปี |
| ส่องกล้องเฉพาะส่วนปลาย (Flex Sigmoidoscopy) | ผู้ที่ต้องการตรวจเฉพาะบริเวณลำไส้ส่วนปลายและไส้ตรง | ตรวจคัดกรองทุก 5 ปี |
| เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ (CT Colonography) | ผู้ที่ร่างกายไม่พร้อมหรือไม่สามารถรับการส่องกล้องแบบปกติได้ | ตรวจคัดกรองทุก 5 ปี |
โรงพยาบาลวิชัยยุทธ มีบริการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง Colonoscopy โดยแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหาร แนะนำให้ตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป หรือเร็วกว่านั้นหากมีประวัติครอบครัว นัดหมายได้ที่ www.vichaiyut.com หรือโทร 02-265-7777
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายรักษาหายได้ไหม?
สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 1–2 อัตราการรอดชีวิตใน 5 ปีจะสูงถึง 90% แต่หากปล่อยไว้จนถึงระยะที่ 3 อัตราการรอดชีวิตจะอยู่ที่ 70% และหากเข้าสู่ระยะที่ 4 กระจายไปยังอวัยวะอื่นจะลดลงเหลือเพียง 15–20% การส่องกล้องคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญมาก
มะเร็งลำไส้ใหญ่ vs. ริดสีดวง แยกได้อย่างไร?
ริดสีดวงทวารมักมีลักษณะเป็นเลือดสีแดงสดหยดออกมาหลังถ่ายอุจจาระ เลือดจะไม่คลุกเคล้าเป็นเนื้อเดียวกับอุจจาระและไม่มีภาวะน้ำหนักตัวลดลง แต่มะเร็งลำไส้ใหญ่ มักจะมีเลือดปนฝังอยู่ในเนื้ออุจจาระร่วมกับอาการท้องผูกกะทันหัน อุจจาระลีบเล็กลง และน้ำหนักตัวลดฮวบ หากมีอาการเหล่านี้ควรส่องกล้องเพื่อยืนยันให้ชัดเจน
มีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่จะกลายเป็นมะเร็งไหม?
ติ่งเนื้อชนิด Adenoma มีโอกาสกลายพันธุ์ไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ประมาณ 5–10% โดยใช้เวลาฟูมฟักประมาณ 10–15 ปี แต่หากแพทย์ทำการส่องกล้องและตัดติ่งเนื้อเหล่านี้ออกไปตั้งแต่แรกพบ จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้สูงถึง 90% เลยทีเดียว
อาหารแบบไหนที่ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้?
การปรับพฤติกรรมการกินสามารถป้องกันมะเร็งได้ โดยแนะนำให้ทานใยอาหาร 25–30 กรัมต่อวัน จากผัก ผลไม้และธัญพืชไม่ขัดสี ลดปริมาณการทานเนื้อสัตว์สีแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป หันมาเน้นโปรตีนจากเนื้อปลา เต้าหู้และพืชตระกูลถั่ว พร้อมทั้งลดการดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่
ควรเริ่มส่องกล้องลำไส้ใหญ่ตอนอายุเท่าไหร่?
แนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 45 ปี สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยงพิเศษ แต่หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ควรเริ่มตรวจเร็วกว่านั้น คือ ก่อนอายุที่สมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็ง 10 ปี หรือเริ่มตั้งแต่อายุ 40 ปี





