• banner

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือยาแก้ปวด?

โรคกระเพาะอาหารอักเสบเกิดได้จากทั้งสองสาเหตุหลัก โดยสถิติทางการแพทย์ชี้ว่ากว่า 80% ของผู้ป่วยมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori ในขณะที่อีกราว 15-20% เกิดจากการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างต่อเนื่อง การตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงให้พบ จะช่วยให้สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้โดยไม่กลับมาเป็นซ้ำ
อาการปวดแสบท้อง จุกเสียดหรืออาหารไม่ย่อย อาจทำให้หลายคนสับสนกับโรคกรดไหลย้อน แต่แท้จริงแล้วภาวะนี้มักเป็นสัญญาณเตือนของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งเกิดการบาดเจ็บและอักเสบที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร หากปล่อยทิ้งไว้การอักเสบอาจรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นแผลเรื้อรังหรือเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาโรคทางเดินอาหาร จึงไม่ควรซื้อยาทานเองเพื่อกดอาการไว้ แต่ควรหันมาสังเกตตนเองว่ามีความผิดปกตินี้มาจากเชื้อแบคทีเรียหรือยาที่กำลังใช้อยู่ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัยของแพทย์และรับการรักษาอย่างถูกวิธีและปลอดภัยที่สุด

สารบัญ


อาการกระเพาะอาหารอักเสบ สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรระวัง?

กระเพาะอาหารอักเสบ อาการที่แสดงออกมานั้นจะมีความรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ตั้งแต่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันไปจนถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อชีวิต การหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นช่วยให้คุณประเมินได้ว่าควรดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไรหรือต้องรีบไปโรงพยาบาล โดยสามารถแบ่งลักษณะของอาการกระเพาะอักเสบออกเป็น 2 ระดับ เพื่อให้คุณเช็กอาการปวดท้องกระเพาะของตัวเองได้ง่ายขึ้น ดังนี้

อาการทั่วไปที่พบบ่อย (ปวดแสบ จุกเสียด คลื่นไส้)

อาการเบื้องต้นที่พบได้มากของผู้ป่วย จะเริ่มจากความรู้สึกปวดแสบหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ ซึ่งมักจะสัมพันธ์กับมื้ออาหาร เช่น ปวดตอนท้องว่างหรือปวดหลังทานอาหารเสร็จ บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร เรอบ่อยและรู้สึกอิ่มเร็วผิดปกติ แม้จะเพิ่งทานอาหารไปได้เพียงไม่กี่คำ อาการกลุ่มนี้มักเป็นสัญญาณเริ่มแรกที่เตือนว่าเยื่อบุกระเพาะกำลังเกิดการระคายเคือง

อาการรุนแรงที่ควรพบแพทย์ทันที

หากปล่อยการอักเสบทิ้งไว้จนลุกลามเป็นแผลลึก ผู้ป่วยอาจเผชิญกับสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือกระเพาะอาหารทะลุ ได้แก่
  • อุจจาระมีสีดำคล้ายยางมะตอย
  • อาเจียนออกมาเป็นเลือดหรือมีสีคล้ำคล้ายกากกาแฟ
  • ปวดท้องรุนแรงกะทันหัน
  • มีอาการหน้ามืดวิงเวียนจากภาวะความดันโลหิตตกเนื่องจากเสียเลือด
หากมีอาการเหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่งต้องรีบเดินทางไปพบแพทย์ทันทีห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

กระเพาะอาหารอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (H. pylori) เกิดขึ้นได้อย่างไร?

สาเหตุอันดับต้น ๆ ของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ มักมาจากแบคทีเรียที่ชื่อว่า เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) หลายคนอาจสงสัยว่า H. pylori คืออะไร? สิ่งนี้คือเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะชนิดที่สามารถทนต่อสภาพกรดเข้มข้นได้ดี ดังนั้นหลายคนจึงมีคำถามตามมาว่า H. pylori ติดต่อได้อย่างไร และสามารถทำรายกระเพาะของเราด้วยวิธีไหน และใครบ้างที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยมีรายละเอียดดังนี้

กลไกการติดเชื้อและวิธีแพร่กระจาย

เชื้อชนิดนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ง่ายผ่านการสัมผัสน้ำลาย เช่น การใช้แก้วน้ำร่วมกันหรืออุปกรณ์ที่สัมผัสน้ำลายร่วมกัน รวมถึงการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ เมื่อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายเชื้อจะแทรกตัวลงไปฝังในชั้นเมือกของกระเพาะอาหาร จากนั้นจะปล่อยสารแอมโมเนียออกมาทำลายเกราะป้องกัน ทำให้กรดเข้าไปกัดเยื่อบุกระเพาะจนเกิดการอักเสบเรื้อรังและกลายเป็นแผลในที่สุด

ใครมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป?

กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง คือ ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีระบบสุขอนามัยในการประกอบอาหารต่ำหรือผู้ที่ชอบทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เป็นประจำ นอกจากนี้ สมาชิกในครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเชื้อ H. pylori อยู่แล้วจะมีความเสี่ยงสูงมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายภายในบ้านผ่านพฤติกรรมการทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันได้
กินยาแก้ปวดเสี่ยงกระเพาะอาหารอักเสบจริงไหม

กินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs บ่อย เสี่ยงกระเพาะอาหารอักเสบจริงไหม?

จริง เพราะยาแก้ปวดกลุ่มนี้ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อภายในโดยตรง โดยยาแก้ปวดทำให้กระเพาะอักเสบจากการเข้าไปลดการผลิตเมือก ทำให้กรดในกระเพาะเข้ากัดทำลายเยื่อบุผิวได้โดยตรง การใช้ยา NSAIDs จึงเกิดผลข้างเคียงได้ง่าย ซึ่งระดับความอันตรายจะขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่เลือกใช้และระยะเวลาในการรับประทาน ดังนี้

ยากลุ่ม NSAIDs ที่เสี่ยงสูงสุด

ยา NSAIDs กระเพาะพังที่พบการใช้งานบ่อยและเสี่ยงให้เกิดแผลสูง ได้แก่ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ไพร็อกซิแคม (Piroxicam) และนาพรอกเซน (Naproxen) โดยเฉพาะการทานยา ibuprofen กระเพาะอาหารอาจเกิดการระคายเคืองอย่างฉับพลันหากทานยาในขณะที่ท้องว่าง

ปริมาณและระยะเวลาที่เริ่มเป็นอันตราย

ความเสี่ยงต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารจะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ยาเหล่านี้ต่อเนื่องเกิน 1-2 สัปดาห์หรือใช้ในปริมาณที่สูงกว่าแพทย์แนะนำ ยิ่งไปกว่านั้นผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไปหรือผู้ที่ทานยาร่วมกับยาละลายลิ่มเลือดจะยิ่งมีโอกาสเกิดเลือดออกในกระเพาะรุนแรงได้เร็วกว่าคนทั่วไป

วิธีแยกระหว่างการติดเชื้อแบคทีเรีย VS ผลข้างเคียงจากยาแก้ปวด

กระเพาะอาหารอักเสบจากเชื้อ VS ยา ประเมินเบื้องต้นได้จากประวัติผู้ป่วย แต่การแยกสาเหตุกระเพาะอักเสบที่แม่นยำต้องอาศัยการตรวจเฉพาะทางจากแพทย์เฉพาะทางเสมอ ดังนี้
                                                                                                                                                                                                                               

สาเหตุจากเชื้อ H. pylori สาเหตุจากยา
ประวัติที่เกี่ยวข้อง ไม่มีประวัติใช้ยาแก้ปวดมาก่อน มีประวัติปวดข้อและทานยาแก้ปวด NSAIDs มาก่อน
ลักษณะอาการ มักเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องนานหลายเดือน สัมพันธ์ชัดเจนกับช่วงที่ใช้ยา อาการมักดีขึ้นเมื่อหยุดยา
วิธีวินิจฉัย ตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test) ตรวจอุจจาระ หรือส่องกล้อง ประเมินจากการหยุดยาแล้วติดตามอาการ

วิธีดูแลตัวเองและป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

3 วิธีดูแลตัวเองและป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบเบื้องต้น

การป้องกันกระเพาะอักเสบที่ได้ผลดี เริ่มต้นจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นวิธีรักษากระเพาะเบื้องต้นที่สามารถลดความรุนแรงของอาการลงได้ถึง 60% โดยหากคุณต้องการดูแลกระเพาะอาหารให้กลับมาแข็งแรงและลดความเสี่ยงในการรับเชื้อ สามารถปฏิบัติตาม 3 แนวทางได้ดังนี้

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร

เริ่มต้นดูแลกระเพาะอาหารด้วยการรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบทุกมื้อ หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของทอด อาหารหมักดอง รวมถึง งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีนเพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมาทำลายเยื่อบุตัวเอง

2. หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ทานเองต่อเนื่อง

หากมีอาการปวดหัวหรือปวดกล้ามเนื้อทั่วไป ควรเลือกใช้ยาพาราเซตามอลแทน หากจำเป็นต้องใช้ยา NSAIDs ต้องทานหลังอาหารทันทีและดื่มน้ำตามมาก ๆ และข้อสำคัญคือ ห้ามซื้อยาทานเองต่อเนื่องยาวนานโดยไม่ได้รับคำปรึกษาจากแพทย์

3. รักษาสุขอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ H. pylori

ตัดวงจรการแพร่เชื้อด้วยการล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาด ก่อนทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำเสมอ เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำที่สะอาดได้มาตรฐานและต้องใช้ช้อนกลางทุกครั้งเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

การวินิจฉัยและรักษากระเพาะอาหารอักเสบอย่างตรงจุดที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

การรักษากระเพาะอาหารอักเสบที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง คือ การตรวจส่องกล้องกระเพาะซึ่งให้ความแม่นยำสูง ซึ่งที่ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ แพทย์เฉพาะทางจะใช้วิธีนี้เพื่อตัดชิ้นเนื้อและสามารถตรวจหาเชื้อ H. pylori และได้พร้อมกันในขั้นตอนเดียว เมื่อทราบผลการตรวจที่แน่ชัดแล้ว แพทย์จะวางแผนการรักษาตามต้นตอของโรค ดังนี้
  • กรณีเกิดจากการใช้ยา NSAIDs แพทย์จะให้คำแนะนำในการหยุดหรือปรับเปลี่ยนชนิดของยาแก้ปวด พร้อมกับสั่งจ่ายยาลดกรดเพื่อช่วยให้เยื่อบุกระเพาะอาหารสมานตัวและฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ
  • กรณีเกิดจากการติดเชื้อ H. pylori แพทย์จะพิจารณาสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรด เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียให้ตายสนิท ซึ่งจะช่วยยับยั้งการอักเสบและป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเป็นซ้ำอีก

สรุป (Conclusion)

โรคกระเพาะอาหารอักเสบไม่ว่าจะมีต้นตอมาจากเชื้อ H. pylori หรือผลข้างเคียงจากยา NSAIDs ล้วนสามารถพัฒนาความรุนแรงไปสู่ภาวะเลือดออกในกระเพาะ ทะลุหรือแม้แต่มะเร็งได้หากปล่อยทิ้งไว้เรื้อรัง ดังนั้นอย่าชะล่าใจคิดว่าอาการปวดจุกเสียดเป็นเพียงโรคกระเพาะธรรมดาที่หายเองได้ หากคุณปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อหยุดยั้งรอยโรคและฟื้นฟูสุขภาพทางเดินอาหารของคุณให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ปวดท้องแบบไหนที่เป็น "สัญญาณเตือน" ว่าควรรีบพบแพทย์?

ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ปวดบิดเกร็งจนทนไม่ได้ มีไข้สูง อาเจียนออกมาเป็นเลือดสดหรือมีสีคล้ำคล้ายกากกาแฟและถ่ายอุจจาระเป็นสีดำเหมือนยางมะตอย อาการเหล่านี้บ่งชี้ถึงภาวะกระเพาะอาหารทะลุหรือมีเลือดออก ซึ่งจัดเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ รักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากสาเหตุเกิดจากเชื้อ H. pylori การทานยาปฏิชีวนะครบโดสจะสามารถกำจัดเชื้อได้กว่า 90% ส่วนผู้ที่เกิดจากยา NSAIDs การหยุดยาที่เป็นต้นเหตุและทานยาสมานแผล จะช่วยให้เยื่อบุกระเพาะอาหารสมานตัวและกลับมาเป็นปกติได้

ยาแก้ปวดชนิดใดที่คนเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบสามารถทานได้อย่างปลอดภัย?

ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ถือเป็นยาแก้ปวดที่มีความปลอดภัยต่อกระเพาะอาหารมากที่สุด เนื่องจากไม่มีกลไกไปยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างเมือกเคลือบกระเพาะ แต่ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม

เชื้อแบคทีเรีย H. pylori สามารถติดต่อสู่คนในครอบครัวได้หรือไม่?

ติดต่อได้สูงมาก สถิติพบว่าสมาชิกในครอบครัวเดียวกันมีโอกาสติดเชื้อกันเองสูงถึง 70% ผ่านทางน้ำลาย การใช้ภาชนะใส่อาหารร่วมกัน การดื่มน้ำแก้วเดียวกันและพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยไม่ใช้ช้อนกลาง

ดื่มนมช่วยเคลือบกระเพาะอาหารและบรรเทาอาการปวดได้จริงหรือ?

เป็นความเชื่อที่ผิด นมอาจช่วยบรรเทาอาการปวดแสบได้เพียงชั่วคราวขณะดื่ม แต่แคลเซียมและโปรตีนในนมจะเข้าไปกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมาปริมาณมหาศาลในภายหลัง ซึ่งจะยิ่งทำให้อาการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะแย่ลงกว่าเดิม
ปวดท้อง ท้องเสีย
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 11/08/2026

โปรแกรมอื่นๆ