• banner

เช็กด่วน! โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อาการแบบไหนอันตราย และต้องรีบพบแพทย์?

หลายคนอาจเคยมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรือคลื่นไส้อาเจียน แล้วคิดไปเองว่าเป็นเพียงอาการของ อาหารเป็นพิษ ธรรมดาที่นอนพักสักหน่อยก็คงหาย แต่แท้จริงแล้ว สัญญาณความผิดปกติเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายแรงที่แฝงมากับการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด การปล่อยปละละเลยไม่รีบรักษาและดูแลอย่างถูกวิธี อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สารบัญ

Checklist 5 สัญญาณเตือน! อาการแบบนี้ห้ามรอ ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที

หากสังเกตพบความผิดปกติเหล่านี้ ไม่ควรชะล่าใจและควรรีบมาพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำรุนแรงหรือการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด

  • ถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง ถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก หรือถ่ายเป็นมูกเลือด
  • มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส
  • อาเจียนอย่างหนักจนไม่สามารถดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้เลย
  • ปัสสาวะมีสีเข้มจัด ปัสสาวะออกน้อยมาก หรือปัสสาวะไม่ออก
  • หน้ามืด อ่อนเพลียรุนแรง วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม

สังเกต โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร?

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยมักจะเริ่มแสดงอาการจากการมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย รู้สึกปวดเกร็งหน้าท้องเป็นระยะ หรือปวดเบ่งที่ทวารหนัก จากนั้นจะตามมาด้วยอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ และบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะหรือคลื่นไส้ร่วมด้วย แม้อาการในระยะแรกจะดูไม่รุนแรงนัก แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังพยายามต่อต้านและขับเอาเชื้อโรคแปลกปลอมออกไป

โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร

เช็กตำแหน่งให้ชัวร์! กระเพาะติดเชื้อ vs ลำไส้ติดเชื้อ อาการต่างกันอย่างไร?

ความผิดปกติสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายตำแหน่งตลอดแนวทางเดินอาหาร ซึ่งการสังเกตลักษณะอาการเบื้องต้นจะช่วยให้ประเมินขอบเขตของโรคได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ลักษณะอาการ กระเพาะติดเชื้อ ลำไส้ติดเชื้อ
อาการเด่น ปวดจุกแน่นลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร รู้สึกอิ่มเร็วผิดปกติ แสบร้อนกลางอก ท้องเสียเฉียบพลัน ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ถ่ายมีมูกหรือเลือดปน ปวดบิดรอบสะดือหรือท้องน้อย มีลมในท้องมาก มักมีไข้ร่วมด้วย
ปัญหาขับถ่าย อาจมีท้องเสียร่วม แต่ไม่ใช่อาการหลัก ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ถ่ายบ่อย ถ่ายมีมูกเลือด
ภาวะแทรกซ้อน อาจนำไปสู่ภาวะแผลในกระเพาะอาหาร ภาวะขาดน้ำรุนแรง ติดเชื้อลุกลามเข้ากระแสเลือด

ไขข้อสงสัย ลำไส้ติดเชื้อ เกิดจากอะไรได้บ้าง?

หลายคนมักมีคำถามว่า ลำไส้ติดเชื้อ เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง หลัก ๆ แล้วเกิดจากการรับประทานอาหารทะเลสุก ๆ ดิบ ๆ หรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • 1. เชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) อหิวาตกโรค (Vibrio cholerae) หรือ อีโคไล (E. coli) มักพบในเนื้อสัตว์กึ่งสุกกึ่งดิบ อาหารค้างคืน อาการมักรุนแรงและก่อให้เกิดการอักเสบในลำไส้อย่างหนัก
  • 2. เชื้อไวรัส เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะไวรัสโรต้า (Rotavirus) ที่มักพบการระบาดในเด็กเล็ก และโนโรไวรัส (Norovirus) ที่ติดต่อกันได้ง่ายมากในคนทุกวัยผ่านการสัมผัสสิ่งแวดล้อมหรืออาหารที่ปนเปื้อน ไวรัสเหล่านี้ทำให้เกิดอาการท้องร่วงและอาเจียนอย่างรุนแรง
  • 3. ปรสิตและพยาธิ มักพบในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไม่สะอาด หรือผักสดที่ล้างไม่หมดจด ผู้ป่วยมักมีอาการท้องเสียเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ และน้ำหนักตัวลดลง

ข้อมูลเพิ่มเติม: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ติดเชื้อทางเดินอาหาร ดูแลตัวเองอย่างไร? ซื้อยาฆ่าเชื้อกินเองได้ไหม?

เมื่อเริ่มมีอาการท้องเสีย สิ่งสำคัญที่สุดคือการชดเชยน้ำและเกลือแร่ โดยให้ค่อย ๆ จิบน้ำผสมผงเกลือแร่ (ORS) บ่อย ๆ เพื่อทดแทนสิ่งที่สูญเสียไป หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของมัน ของทอด และผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิดในช่วงที่มีอาการ

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาหยุดถ่ายมารับประทานเองเด็ดขาด การกินยาหยุดถ่ายจะทำให้ลำไส้หยุดบีบตัว ส่งผลให้เชื้อโรคและสารพิษถูกกักเก็บค้างอยู่ภายในร่างกาย ทำให้อาการอักเสบแย่ลง ส่วนการใช้ยาต้านจุลชีพ หากใช้ไม่ตรงกับชนิดของเชื้อ นอกจากโรคจะไม่หายแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเชื้อดื้อยาที่เป็นอันตรายในอนาคตอีกด้วย


การวินิจฉัยและรักษาที่ตรงจุด โดยแพทย์เฉพาะทาง รพ.วิชัยยุทธ

การรักษาที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุดคือการเข้ารับการตรวจกับแพทย์เฉพาะทาง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจตัวอย่างอุจจาระ ตรวจเลือด หรือในกรณีที่มีอาการเรื้อรัง อาจต้องอาศัยการส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ เพื่อประเมินความเสียหายของเยื่อบุทางเดินอาหาร การทราบสาเหตุและชนิดของเชื้อที่แน่ชัด จะช่วยให้แพทย์สามารถสั่งจ่ายยาได้อย่างตรงจุด กำจัดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยกว่าการซื้อยากินเอง และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อาการ และการรักษา

ติดเชื้อทางเดินอาหาร กี่วันถึงจะหายเป็นปกติ?

ระยะเวลาในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคและความแข็งแรงของร่างกายผู้ป่วย หากเป็นการติดเชื้อไวรัสทั่วไป อาการมักจะทุเลาและดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียหรือกลุ่มปรสิตบางชนิด อาจต้องใช้เวลาในการรักษาและพักฟื้นนาน 1-2 สัปดาห์

ทางเดินอาหารอักเสบ ติดต่อกันทางไหนได้บ้าง?

โรคทางเดินอาหารอักเสบส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค (Fecal-oral route) นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสสิ่งของที่เปื้อนเชื้อแล้วนำมือมาหยิบจับอาหารเข้าปาก หรือในกรณีของไวรัสบางชนิด อาจติดต่อผ่านละอองฝอยจากการอาเจียนของผู้ป่วยได้เช่นกัน

สามารถกินยาหยุดถ่ายเพื่อรักษา ติดเชื้อในทางเดินอาหาร ได้หรือไม่?

ไม่แนะนำ เพราะการกินยาหยุดถ่ายเมื่อมีภาวะติดเชื้อในทางเดินอาหาร จะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับเชื้อโรคและสารพิษออกมาทางอุจจาระตามกลไกธรรมชาติได้ ส่งผลให้เชื้อสะสมอยู่ในลำไส้นานขึ้นและอาจทำให้เกิดอาการอักเสบรุนแรงลุกลาม ควรปล่อยให้ร่างกายขับถ่ายออกมาและเน้นการจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) อย่างเพียงพอ

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777

ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 06/07/2026

โปรแกรมอื่นๆ