• banner

IBD คืออะไร รู้จักโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่รุนแรงกว่า IBS

เมื่อมีอาการปวดท้อง ท้องเสียบ่อยๆ นี่อาจเป็นสัญญาณของโรคที่รุนแรงอย่าง IBD (Inflammatory Bowel Disease) หรือกลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ซึ่งแม้ชื่อจะคล้ายคลึงกับโรคลำไส้แปรปรวน IBS แต่กลไกการเกิดโรคและความอันตรายนั้นแตกต่างกัน

IBD คือ ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติจนเข้าไปทำลายเยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้เกิดแผลอักเสบเรื้อรัง โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ โรคโครห์น (Crohn's Disease) และโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (Ulcerative Colitis หรือ UC) โรคในกลุ่มนี้สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยาแต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง อาจลุกลามจนลำไส้ทะลุหรือกลายเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในกลุ่มโรคทางเดินอาหารได้

IBD คืออะไร ต่างจากลำไส้แปรปรวน (IBS) อย่างไร

IBD คืออะไร? ต่างจากลำไส้แปรปรวน (IBS) อย่างไร?

IBD (Inflammatory Bowel Disease) เป็นโรคที่มีการอักเสบและรอยแผล เกิดขึ้นในทางเดินอาหาร สามารถตรวจพบได้ผ่านการส่องกล้องหรือเจาะเลือด ร่างกายจะเกิดความเสียหายทางกายภาพอย่างชัดเจน

ส่วน IBS (Irritable Bowel Syndrome) เป็นเพียงความผิดปกติในการทำงานและบีบตัวของลำไส้ เมื่อส่องกล้องตรวจจะไม่พบรอยอักเสบหรือแผลใด ๆ ในลำไส้เลย


ทำความรู้จักโรคโครห์น (Crohn's) และโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (UC)

แม้ทั้งสองโรคจะอยู่ในกลุ่ม IBD เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างที่ชัดเจนใน 3 ด้านหลัก ดังนี้

จุดที่เกิดโรค

  • โรคโครห์น Crohn's Disease เกิดการอักเสบได้ทุกส่วนของทางเดินอาหาร ตั้งแต่ช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ไปจนถึงทวารหนัก โดยแผลมักจะเกิดแบบกระจายตัว กระโดดข้ามไปมาเป็นหย่อม ๆ
  • Ulcerative Colitis (UC) เกิดการอักเสบเฉพาะที่ลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเท่านั้น และรอยแผลอักเสบจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการกระโดดข้าม

ลักษณะการอักเสบ

  • โรคโครห์น Crohn's Disease รอยแผลอักเสบจะทะลุลึกลงไปถึงผนังลำไส้ทุกชั้น ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดลำไส้ทะลุและพังผืด
  • โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (UC) การอักเสบจะเกิดขึ้นเฉพาะที่เยื่อบุผิวชั้นในสุดของลำไส้ใหญ่เท่านั้น

อาการเด่น

  • โรคโครห์น Crohn's Disease มักมีอาการปวดเกร็งท้องรุนแรง น้ำหนักลดฮวบ และอาจพบอาการนอกลำไส้ร่วมด้วย เช่น ปวดข้อ ตาอักเสบหรือมีแผลรอบทวารหนัก
  • โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (UC) อาการเด่นที่สุด คือ ถ่ายเหลวเรื้อรังร่วมกับถ่ายเป็นเลือดหรือมีมูกเลือดปนและปวดเบ่งที่ทวารหนัก


สัญญาณช่วยแยก IBD ออกจาก IBS โดยไม่รอผลตรวจ

หากคุณมีอาการปวดท้องถ่ายเหลว ให้สังเกตสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณอาจเป็น IBD ไม่ใช่แค่ IBS ธรรมดา

  • ถ่ายอุจจาระมีเลือดสดหรือมูกเลือดปน แต่ IBS จะไม่มีเลือดออก
  • มีไข้ต่ำ ๆ เรื้อรัง และอ่อนเพลียผิดปกติจากภาวะโลหิตจาง
  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจลด
  • ต้องตื่นกลางดึกเพื่อลุกมาถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง

วินิจฉัยโรค IBD อย่างไร ต้องตรวจอะไรบ้าง

วินิจฉัยโรค IBD อย่างไร? ต้องตรวจอะไรบ้าง?

เนื่องจากอาการคล้ายคลึงกับโรคทางเดินอาหารอื่น ๆ จึงต้องใช้เครื่องมือหลายชนิดประกอบกัน ได้แก่

  1. การส่องกล้องทางเดินอาหาร (Endoscopy & Colonoscopy) เพื่อดูรอยแผลอักเสบและตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ไปตรวจทางพยาธิวิทยา
  2. การตรวจอุจจาระ เพื่อตรวจหาค่า Calprotectin ซึ่งเป็นโปรตีนที่บ่งบอกถึงการอักเสบในลำไส้และตรวจหาเชื้อก่อโรคอื่น ๆ
  3. การตรวจเลือด เพื่อดูภาวะโลหิตจางและตรวจหาค่าการอักเสบในร่างกาย (CRP, ESR)
  4. การตรวจภาพถ่ายรังสี (CT Scan หรือ MRI) เพื่อประเมินความลึกของการอักเสบ และตรวจหาภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ตีบหรือทะลุ


IBD รักษาหายขาดได้ไหม? ทำไมต้องดูแลต่อเนื่อง?

IBD เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เป้าหมายของการรักษาคือ การกดภูมิคุ้มกัน เพื่อลดการอักเสบทำให้โรคเข้าสู่ระยะสงบ ผู้ป่วยจึงต้องทานยาและพบแพทย์อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบ

กลุ่มยาที่ใช้รักษา IBD

แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาตามความรุนแรงของโรค ได้แก่

  • กลุ่มยาต้านการอักเสบ ใช้สำหรับอาการระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง
  • กลุ่มยาสเตียรอยด์ ใช้ช่วงที่โรคกำเริบรุนแรง เพื่อลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว
  • กลุ่มยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในระยะยาว
  • กลุ่มยาชีววัตถุ ยานวัตกรรมใหม่แบบฉีดที่ออกฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ก่อให้เกิดการอักเสบโดยตรง ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

ถ้าไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น? ภาวะแทรกซ้อนที่ควรระวัง

หากปล่อยให้ลำไส้อักเสบเรื้อรัง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ลำไส้ตีบตัน (Bowel obstruction) เกิดรูทะลุระหว่างลำไส้ (Fistulas) ในผู้ป่วย Crohn's ภาวะลำไส้ใหญ่โป่งพองเป็นพิษ (Toxic megacolon) ในผู้ป่วย UC และที่สำคัญ คือ เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่


สรุป

IBD ทั้งโรคโครห์น (Crohn's) และโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (UC) ไม่ใช่แค่อาการปวดท้องทั่วไป แต่เป็นความผิดปกติของภูมิคุ้มกันที่ทำลายทางเดินอาหาร การรู้เท่าทันอาการและเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ หากคุณมีสัญญาณขับถ่ายผิดปกติ ที่ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ มีแพทย์พร้อมให้บริการส่องกล้องวินิจฉัย พร้อมวางแผนการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้คุณกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรค IBD (FAQ)

โรคโครห์น (Crohn's) และโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (UC) โรคไหนรักษายากกว่ากัน?

โรคโครห์นมักมีความซับซ้อนในการรักษามากกว่า เนื่องจากสามารถเกิดการอักเสบได้ตลอดความยาวของทางเดินอาหารและแผลมีความลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ ทำให้มีโอกาสเกิดพังผืดและต้องเข้ารับการผ่าตัดมากกว่า UC

IBD ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ไหม?

สามารถถ่ายทอดได้ ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวสายตรง ป่วยเป็น IBD จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปที่จะเกิดโรคนี้

ผู้ป่วย IBD ควรหลีกเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง?

ในช่วงที่โรคกำเริบ ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด ของมัน นมวัว (หากมีภาวะย่อยแลคโตสผิดปกติ) และผักผลไม้ที่มีกากใยหยาบสูงเพราะจะไปเสียดสีรอยแผลและกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานหนัก

IBD กับมะเร็งลำไส้สัมพันธ์กันอย่างไร?

ผู้ป่วย IBD ที่มีการอักเสบเรื้อรังในลำไส้ใหญ่นานกว่า 8-10 ปี เซลล์ที่อักเสบซ้ำ ๆ จะมีโอกาสกลายพันธุ์เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าคนปกติ แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วย IBD ส่องกล้องเฝ้าระวังมะเร็งลำไส้อย่างสม่ำเสมอ

ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 29/09/2026

โปรแกรมอื่นๆ