อาการโรคกระเพาะ หรือสัญญาณเตือน ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD)? รู้ก่อนสาย
ในยุคที่ไลฟ์สไตล์ของคนวัยทำงานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 20-40 ปี ที่ต้องรับมือกับความเครียด การกินอาหารนอกบ้าน และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ปัญหาสุขภาพที่หลายคนมองข้ามแต่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ “โรคลำไส้อักเสบ” หรือ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD)
อาการของโรคนี้มักคลุมเครือและคล้ายกับโรคทางเดินอาหารทั่วไป เช่น ท้องเสียเรื้อรัง ปวดท้องบิด หรือมีอาการคล้ายกับอาการโรคกระเพาะ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทันสังเกตหรือชะล่าใจจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ หากคุณมีอาการน่าสงสัย หรือเริ่มมีอาการถ่ายเป็นเลือดร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาอายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธทันที เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรักษาที่ตรงจุด ก่อนที่อาการจะลุกลาม
หลายคนสับสนระหว่างลำไส้อักเสบเรื้อรัง IBD กับ ลำไส้แปรปรวน (IBS) ทั้งสองโรคนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย IBD เป็นโรคที่มีการอักเสบ มีแผล และมีการทำลายเนื้อเยื่อที่เห็นได้ชัดเมื่อส่องกล้องลำไส้ใหญ่ แต่ IBS เป็นเพียงความผิดปกติของการทำงานของลำไส้เท่านั้น โดยไม่มีการอักเสบหรือแผลใด ๆ
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
อาการของโรคนี้มักคลุมเครือและคล้ายกับโรคทางเดินอาหารทั่วไป เช่น ท้องเสียเรื้อรัง ปวดท้องบิด หรือมีอาการคล้ายกับอาการโรคกระเพาะ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทันสังเกตหรือชะล่าใจจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ หากคุณมีอาการน่าสงสัย หรือเริ่มมีอาการถ่ายเป็นเลือดร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาอายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธทันที เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรักษาที่ตรงจุด ก่อนที่อาการจะลุกลาม
สารบัญ
- โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) คืออะไร? (ต่างจาก IBS ยังไง?)
- อาการแบบไหน? ที่เข้าข่าย "โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง"
- "อาการโรคกระเพาะ" กับ "ลำไส้อักเสบ" ต่างกันยังไง?
- สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
- การวินิจฉัยและตรวจสุขภาพ
- การรักษา
- การป้องกันและดูแลตนเอง
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เรื่องลำไส้อักเสบ
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) คืออะไร? (ต่างจาก IBS ยังไง?)
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) คือ กลุ่มของโรคที่เกิดจากภาวะการอักเสบเรื้อรังในระบบทางเดินอาหาร โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่ภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง (Autoimmune) ทำให้เกิดแผลและการอักเสบอย่างต่อเนื่องในเยื่อบุลำไส้ IBD แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก คือ โรคโครห์น (Crohn's Disease) ซึ่งเกิดการอักเสบได้ตลอดทางเดินอาหาร และอัลเซอเรทีฟ โคไลติส (Ulcerative Colitis) ที่การอักเสบจำกัดอยู่แค่บริเวณลำไส้ใหญ่และทวารหนักเท่านั้นหลายคนสับสนระหว่างลำไส้อักเสบเรื้อรัง IBD กับ ลำไส้แปรปรวน (IBS) ทั้งสองโรคนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย IBD เป็นโรคที่มีการอักเสบ มีแผล และมีการทำลายเนื้อเยื่อที่เห็นได้ชัดเมื่อส่องกล้องลำไส้ใหญ่ แต่ IBS เป็นเพียงความผิดปกติของการทำงานของลำไส้เท่านั้น โดยไม่มีการอักเสบหรือแผลใด ๆ
อาการแบบไหน? ที่เข้าข่าย "โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง"
อาการของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังมักเป็นๆ หายๆ และคล้ายกับอาการท้องเสียทั่วไป แต่มีจุดสังเกตสำคัญที่ควรให้ความใส่ใจ ได้แก่- ท้องเสียเรื้อรัง ถ่ายเหลว หรือมีมูกเลือดปน
- ปวดเกร็งช่องท้องบ่อย
- คลื่นไส้ อาเจียน
- อ่อนเพลีย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีไข้ต่ำๆ หรือรู้สึกหนาวสั่น
- เบื่ออาหาร ไม่อยากอาหาร
- ถ่ายเป็นเลือด
- อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีความเครียดหรือพักผ่อนไม่พอ
"อาการโรคกระเพาะ" กับ "ลำไส้อักเสบ" ต่างกันยังไง?
บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นแค่อาการโรคกระเพาะ หรือกระเพาะอาหารอักเสบธรรมดา ซึ่งความจริงแล้วอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของลำไส้อักเสบได้ จุดสังเกตสำคัญคือ อาการของโรคกระเพาะมักจะเน้นที่การปวดท้องส่วนบนหรือลิ้นปี่ ร่วมกับการแสบร้อนกลางอก แต่หากเป็นลำไส้อักเสบ อาการจะไปเน้นที่การปวดท้องส่วนล่างหรือท้องน้อย มีลักษณะปวดท้องบิดเป็นพัก ๆ และที่สำคัญที่สุดคือ มักมีอาการท้องเสียเรื้อรัง ท้องร่วงบ่อย และอาจพบว่ามีถ่ายเป็นเลือด หรือมีมูกเลือดปนออกมาด้วย ในขณะที่อาการโรคกระเพาะมักจะไม่มีอาการเหล่านี้ หากมีอาการปวดท้องเรื้อรังร่วมกับความผิดปกติของอุจจาระ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
สาเหตุที่แท้จริงของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น ปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็น IBD มีความเสี่ยงสูงกว่า นอกจากนี้ ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้ภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองโจมตีเซลล์ในลำไส้ก็เป็นปัจจัยสำคัญ รวมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ หรือรูปแบบการกินอาหารที่แปรรูปสูง ก็อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้การวินิจฉัยและตรวจสุขภาพ
การวินิจฉัย IBD ต้องอาศัยการตรวจที่แม่นยำ แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด และทำการตรวจเพื่อดูค่าการอักเสบ จากนั้นจะตามด้วยวิธีการมาตรฐานคือ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้แพทย์เห็นรอยโรค การอักเสบ เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ (Biopsy) เพื่อดูระดับการอักเสบ และสามารถแยกชนิดของโรคได้อย่างชัดเจน เช่น โรคโครห์น หรือ อัลเซอเรทีฟ โคไลติสการรักษา
เป้าหมายหลักในการรักษา คือ การควบคุมอาการให้สงบ (Remission) และลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่วิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยจะใช้ยาต้านการอักเสบ เช่น 5-aminosalicylates หรือยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อลดการตอบสนองที่ผิดปกติของร่างกาย และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจพิจารณาใช้ยาชีวภาพ (Biologics) หรือการผ่าตัดสำหรับผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงการป้องกันและดูแลตนเอง
แม้จะเป็นโรคที่ซับซ้อน แต่การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยควบคุมอาการและป้องกันการกำเริบซ้ำได้ ผู้ป่วยควรควบคุมอาหารโดยหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ (Trigger Foods) และเน้นการจัดการความเครียด เพราะความเครียดสามารถกระตุ้นให้ลำไส้อักเสบ อาการกำเริบได้ ที่สำคัญที่สุดคือ การใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และเข้ารับการตรวจติดตามอาการสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์สามารถปรับแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมคำถามที่พบบ่อย (FAQ) เรื่องลำไส้อักเสบ
เป็นลำไส้อักเสบเรื้อรัง IBD เสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ไหม?
เสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่เป็นอัลเซอเรทีฟ โคไลติสหรือมีโรคโครห์นที่มีรอยโรคยาวนานและรุนแรง การอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานานอาจทำให้เซลล์เปลี่ยนแปลงไปเป็นมะเร็งได้ ดังนั้นผู้ป่วย IBD จึงต้องมีการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อคัดกรองมะเร็งตามคำแนะนำของแพทย์เป็นประจำถ้าสงสัยว่าเป็นลำไส้อักเสบ จำเป็นต้องส่องกล้องทุกคนไหม?
จำเป็นอย่างยิ่ง การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นการตรวจมาตรฐานที่ช่วยให้แพทย์เห็นสภาพลำไส้จริง ๆ ตรวจหาแผล การอักเสบ และเก็บชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัยได้อย่างชัดเจน การตรวจนี้สำคัญมากในการแยกโรค IBD ออกจากโรคอื่น ๆ เช่น ลำไส้แปรปรวนโรคลำไส้อักเสบรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
ในปัจจุบันโรคลำไส้อักเสบ (IBD) ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด (Curative Treatment) ได้ด้วยยา แต่สามารถควบคุมอาการให้สงบ (Remission) ได้ในระยะยาว ด้วยการใช้ยาต้านการอักเสบและยากดภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและถูกต้องจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและเป็นปกติ
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โทร. 0-2265-7777
ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 01/09/2025
แพทย์ผู้เขียน
นพ. ภูริกร เฟื่องวรรธนะ
ความถนัดเฉพาะทาง
อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร





