• banner

โรคกระดูกพรุน คืออะไร? อาการ สาเหตุ และวิธีรักษาที่ควรรู้

โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดน้อยลง เสี่ยงต่อกระดูกหักและเปราะได้ง่ายขึ้น มักถูกเรียกว่าเป็นภัยเงียบของผู้สูงอายุ และผู้หญิงในช่วงวัยหมดประจำเดือน เพราะแทบไม่แสดงอาการใด ๆ อย่างชัดเจนในช่วงระยะแรก แต่จะมีอาการบ่งชี้ เช่น หลังเริ่มค่อม ส่วนสูงลดลง ปวดหลังเรื้อรัง หรือกระดูกแตกหักง่าย

ปัจจัยเสี่ยงมาจากทั้งพฤติกรรม อายุ เพศ กรรมพันธุ์ ไปจนถึงการบริโภคอาหาร หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอย่างถูกต้อง อาจเสี่ยงกระดูกหักในตำแหน่งสำคัญของร่างกายได้ บทความจะพาทุกคนไปรู้จักแนวทางการป้องกัน สาเหตุ วิธีวินิจฉัย แนวทางป้องกัน และการรักษาเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของมวลกระดูก

สารบัญ


โรคกระดูกพรุน มีทั้งหมดกี่ชนิด

โรคกระดูกพรุน คืออะไร มีกี่ชนิด?

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง และสลายของเนื้อกระดูกอย่างต่อเนื่อง สัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้กระดูกบาง แตกหักง่าย มักเกิดกับผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน หรือผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป โดยภาวะกระดูกพรุนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

  • ชนิดปฐมภูมิ (Primary Osteoporosis): เกิดจากกระดูกเสื่อมสภาพตามวัย ร่างกายสร้างกระดูกน้อยลง
  • ชนิดทุติยภูมิ (Secondary Osteoporosis): เกิดจากโรคประจำตัว หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน

กระดูกหักจากกระดูกพรุน มักเกิดที่ตำแหน่งไหน?

ตำแหน่งที่กระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุนบ่อยที่สุด ได้แก่ ข้อมือ สันหลัง และสะโพก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อันตรายที่สุด หากหกล้มแล้วก้นกระแทกจนกระดูกสะโพกหัก จะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติและเสี่ยงเป็นผู้ป่วยติดเตียงได้

โรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ ต่างจากวัยอื่นอย่างไร?

ภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุรักษาได้ยากกว่าวัยอื่น เพราะร่างกายดูดซึมแคลเซียมและสังเคราะห์วิตามินดีได้น้อยลง ทำให้กระบวนการสร้างกระดูกใหม่ช้ากว่าการสลายกระดูกเก่า กระดูกกลับมาติดกันช้าลง นอกจากนี้ ยังเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมาก และบางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้


โรคกระดูกพรุน อาการเป็นอย่างไร

อาการของโรคกระดูกพรุนเป็นอย่างไร สังเกตได้จากอะไร?

อย่างที่เกริ่นไปว่าอาการของโรคกระดูกพรุนในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่รู้ตัวจนกว่ากระดูกจะหัก และเช็กมวลกระดูก แต่ก็มีอาการบ่งชี้หรือสัญญาณเตือนที่จะเริ่มสังเกตได้เมื่อมวลกระดูกบางลง ดังนี้

  • ปวดหลังเรื้อรัง: เกิดจากทรุดตัวหรือแตกหักของกระดูกสันหลัง
  • หลังค่อม: เกิดจากกระดูกสันหลังยุบตัวสะสมจนหลังโค้งงอผิดรูป
  • ส่วนสูงลดลง: เกิดจากกระดูกสันหลังยุบตัวเช่นกัน
  • กระดูกหักง่าย: แม้โดนแรงกระแทกเบา ๆ เช่น สะดุดล้ม ยกของไม่หนักมาก

กระดูกพรุนกับกระดูกบาง (Osteopenia) ต่างกันอย่างไร?

กระดูกบาง (Osteopenia) เป็นอาการระยะเริ่มต้นของกระดูกพรุน นอกจากนี้ ยังต่างกันที่ระดับความรุนแรงของการสูญเสียมวลกระดูก ซึ่งวัดจากค่า T-Score ที่ได้จากการตรวจความหนาแน่นกระดูก (BMD) ดังนี้

มวลกระดูก ค่า T-score
ปกติ มากกว่า -1
กระดูกบาง อยู่ระหว่าง -1 ถึง -2.5
กระดูกพรุน ต่ำกว่า -2.5

กระดูกพรุนเกิดเร็วแค่ไหน สูญเสียมวลกระดูกเท่าไหร่ต่อปี?

ปกติแล้วมวลกระดูกจะลดลงเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติ ซึ่งอัตราการสูญเสียมวลกระดูกจะสัมพันธ์กับช่วงอายุ และเร่งเร็วขึ้นในบางวัย โดยเฉพาะช่วง 5 ปีแรกหลังหมดประจำเดือนของผู้หญิง เป็นช่วงที่กระดูกบางลงเร็วที่สุด

ช่วงวัย อัตราการสูญเสียมวลกระดูก
วัยผู้ใหญ่ (อายุ 40 ปีขึ้นไป) ประมาณ 0.5-1% ต่อปี
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ประมาณ 3-5% ต่อปี
โรคกระดูกพรุน มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน มีอะไรบ้าง?

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน แบ่งได้เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เพราะเกิดจากธรรมชาติของร่างกาย และปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ คือพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรู้จักปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยวางแผนป้องกันได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

  • เพศ: เกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้เนื้อกระดูกลดลงตามไปด้วย
  • อายุ: ผู้หญิงและชายที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มวลกระดูกจะเริ่มบางลงและไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • กรรมพันธุ์: หากญาติใกล้ชิดทางสายเลือดมีประวัติป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน ก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่คุณควบคุมและป้องกันได้

  • สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์: พฤติกรรมเหล่านี้จะเร่งการสลายของเซลล์กระดูกให้เร็วขึ้น
  • การใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ: เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากันชัก
  • การบริโภคอาหาร: กินอาหารที่มีแคลเซียมต่ำ วิตามินดีต่ำ หรืออาหารที่มีกรดและโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ อาหารแปรรูป น้ำอัดลม และกาแฟ
  • ขาดการออกกำลังกาย: ขยับร่างกายน้อยหรือไม่ขยับร่างกายเลย ทำให้มวลกระดูกไม่แข็งแรง

โรคกระดูกพรุน มีวินิจฉัยอย่างไร

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน ทำอย่างไร?

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนทำได้ด้วยการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Density Test) หรือที่รู้จักกันในชื่อ DEXA Scan เป็นการตรวจโดยใช้รังสีปริมาณต่ำ ทำให้ไม่เจ็บและใช้เวลาเพียง 10-15 นาทีเท่านั้น โดยกลุ่มเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน มีดังนี้

  • ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่เคยกระดูกหักไม่รุนแรง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นกระดูกพรุน
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไต ไทรอยด์ รูมาตอยด์ หรือมะเร็งไขกระดูก
  • ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ปริมาณมากต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • ผู้หญิงหมดประจำเดือนหรือตัดรังไข่ออกทั้งสองข้างก่อนอายุ 45 ปี

หากคุณหรือคนในครอบครัวเป็นกลุ่มเสี่ยงข้างต้น ควรไปตรวจคัดกรองผ่านแพ็กเกจตรวจกระดูกพรุน ที่ศูนย์โรคกระดูกและข้อของโรงพยาบาลวิชัยยุทธ เพื่อวินิจฉัยอาการและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมก่อนอาการจะรุนแรงขึ้น


โรคกระดูกพรุน มีวิธีรักษาอะไรบ้าง

โรคกระดูกพรุน มีวิธีรักษาอะไรบ้าง?

เป้าหมายหลักของการรักษาโรคกระดูกพรุน คือการประคองอาการ ชะลอการสูญเสียมวลกระดูก และลดความเสี่ยงกระดูกหัก ด้วยการใช้ยาควบคู่กับการเสริมแคลเซียมและวิตามินดีอย่างเพียงพอ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของมวลกระดูก

ยารักษากระดูกพรุน มีกลุ่มไหนบ้าง?

แพทย์จากศูนย์โรคกระดูกและข้อจะพิจารณาให้ยาตามความรุนแรง และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

  • ยากลุ่มยับยั้งการสลายกระดูก: ช่วยชะลอการสูญเสียของมวลกระดูก มีทั้งชนิดกิน ได้แก่ ยากลุ่ม Bisphosphonates และชนิดฉีด ได้แก่ Denosumab เป็นต้น
  • ยากลุ่มกระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่: เช่น Teriparatide มักใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกพรุนรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อยากลุ่มแรก

โรคกระดูกพรุน ป้องกันอย่างไร

การป้องกันโรคกระดูกพรุน ทำอย่างไร เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้

  • รับแสงแดด: จะช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างกระดูก
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่: โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ปลา ผักใบเขียว
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือน้ำอัดลม: รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา
  • รักษาน้ำหนักตัว: อย่าให้ต่ำกว่าเกณฑ์
  • ไม่สูบบุหรี่และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: เช่น เต้นแอโรบิก การเดินเร็ว การเดินสลับวิ่ง
  • หมั่นตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน (FAQ)

โรคกระดูกพรุน รักษาหายขาดได้ไหม?

โรคกระดูกพรุนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะมวลกระดูกเสื่อมสภาพไปแล้วไม่สามารถกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม แต่สามารถชะลอการสูญเสียมวลกระดูกได้ด้วยยาและการเสริมแคลเซียม วิตามินดี

กระดูกพรุน กินอาหารอะไรดี?

ควรเน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ปลา เต้าหู้ และผักใบเขียว ร่วมกับอาหารที่มีวิตามินดี เช่น ปลาแซลมอน ไข่แดง เพื่อช่วยร่างกายดูดซึมแคลเซียม

ผู้ชายเป็นโรคกระดูกพรุนได้ไหม?

เป็นได้ แม้จะพบได้น้อยกว่าผู้หญิง เพราะไม่มีการลดฮอร์โมนเอสโตรเจนแบบวัยหมดประจำเดือน แต่เมื่ออายุมากขึ้น ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่ลดลงก็ส่งผลให้มวลกระดูกลดลงได้เช่นเดียวกัน

โรคกระดูกพรุนอันตรายถึงชีวิตไหม?

โรคกระดูกพรุนไม่ได้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตโดยตรง แต่อาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ อาจนำไปสู่การนอนติดเตียงและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อหรือแผลกดทับ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ยารักษากระดูกพรุนต้องกินนานแค่ไหน?

โดยทั่วไปแพทย์จะจ่ายยากลุ่ม Bisphosphonates ต่อเนื่อง 3-5 ปี จากนั้นจะประเมินความหนาแน่นกระดูกซ้ำอีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าควรกินต่อหรือหยุดพักยา ทั้งนี้ ไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์เด็ดขาด

โรคกระดูกพรุนกับข้อเสื่อมต่างกันอย่างไร?

โรคกระดูกพรุน คือภาวะที่มวลกระดูกทั้งร่างกายบางลง ทำให้กระดูกหักง่าย ส่วนข้อเข่าเสื่อม เกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อ ทำให้ปวดและข้อฝืด มักพบในผู้สูงอายุเหมือนกัน แต่มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน


ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
โทร. 0-2265-7777

ศูนย์รักษา: ศูนย์โรคกระดูกและข้อ
วัน/เดือน/ปี ที่โพสต์: 31/07/2026

แพทย์ผู้เขียน

นพ. นาวี อนุชาติบุตร

img

ความถนัดเฉพาะทาง

ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์

ความถนัดเฉพาะทางอื่น

-

ภาษาสื่อสาร

ไทย, อังกฤษ, จีน

ติดต่อเรา

โปรแกรมอื่นๆ